ทำงานเหนื่อยมาทั้งเดือน ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ช่วงเวลาที่เร่งรีบก็ไม่มีเวลาเลือกอาหารดีๆ มีประโยชยน์ มาทาน วันนี้ SGE มีสูตร น้ำผักปั่น 5 สไตล์ ที่ทำได้ง่ายๆ เพื่อสุขภาพ ผิวใส โรคภัยไม่ถามหา มีทั้งน้ำผักเคล น้ำแครอท น้ำตำลึง น้ำปั่น ดีท็อกซ์ น้ำบีทรูท สูตรไม่มีเหม็นเขียวแน่นอน ให้ได้เลือกทานสลับกันได้ไม่มีเบื่อ สูตรของ แอดมินจะเน้นที่ผักเป็นหลัก ต้องการหลีกเลี่ยง ผลไม้ ที่ส่วนใหญ่มักมีน้ำตาล สำหรับใครที่จะใช้ผลไม้ ควรหลีกเลี่ยง องุ่น กับ สับปะรด เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก

 

น้ำผักปั่น ผักเคล

 
สูตรน้ำผักเคล สูตรนี้จะเน้นทานเพื่อสุขภาพ ได้ความครบถ้วนของสารอาหาร และไม่เหม็นเขียวด้วยการใช้น้ำเลม่อนตัดรสเหม็นเขียว เนื่องจาก ผักเคล ผักที่ถือได้ว่าเป็นอาหาร Superfood ที่ให้สารอาหาร ที่อัดแน่นไปด้วยวิตามินมากมาย เช่น วิตามินบี วิตามินเค วิตามินซี วิตามินบี 6 โซเดียม แคลเซียม โพแทสเซียม เหล็ก และยังมีโปรตีนอีกด้วย ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอาจจะต้องหลีกเลี่ยง หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจากพบ โพแทสเซียม ใน ผักเคล ถึง 400 กรัม

ส่วนผสม
ผักเคล 250 กรัม , น้ำต้มสุก 1 ถ้วย , น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา , เลม่อน ครึ่งลูก , เกลือป่นเล็ก1/2 ช้อนชา , น้ำแข็ง 1 ทัพพี

วิธีทำ
1. ล้างผักเคลให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำต้มสุก ปั่นผสมให้ละเอียด ยกลงกรองด้วยผ้าขาวหรือ กระชอน กรองเอาเฉพาะน้ำเท่านั้น
2. เทน้ำผักเคลใส่ลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟแรงจนเดือด ใส่น้ำผึ้ง เลม่อน เกลือป่น ให้รีบยกลงจากเตาทันที แล้วพักทิ้งไว้จนเย็น
3. เวลาดื่ม เท น้ำผักปั่น ลงในแก้ว อยากได้รสชาติเพิ่ม ให้เติม เลม่อน หรือ น้ำผึ้ง เติมน้ำแข็งเพื่อเพิ่มอรรถรสให้รสชาติ
 

น้ำแครอท

น้ำผักปั่น สูตรนี้ทานง่าย มีรสชาติเปรี้ยวหวาน ไม่มีความเหม็นเขียว แครอทถูกจัดให้เป็น 1 ในอาหารที่ทรงคุณค่า เนื่องด้วยประโยชน์ที่มากมาย เช่น ช่วยสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันโรคหัวใจ บำรุงสายตา ช่วยชะล้างสารพิษต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในตับ ฯลฯ

ส่วนผสม
แครอท 1 หัว , มะนาว 1 1/2 ลูก , น้ำเชื่อม 2 ช้อนชา , เกลือ , น้ำแข็ง 1 ทัพพี

วิธีทำ
1.ปอกเปลือกแครอท หั่นแครอทเป็นชิ้นเล็กๆ คั้นน้ำมะนาว
2.ใส่แครอท น้ำมะนาว น้ำเชื่อม เกลือ น้ำแข็ง ปั่นให้ละเอียด ในช่วงระหว่างปั่นอาจจะเติมน้ำเปล่าเพิ่มเติมเพื่อให้ปั่นง่ายขึ้น

 

น้ำตำลึง

 แม่เจ้า ! ตำลึงที่เราเอามาทำต้มจืดสามารถเอามาทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ด้วย มามะวันหยุดนี้ไปซื้อตำลึงมาปั่นกันดีกว่า ดื่มง่ายไม่เหม็นเขียว มีคุณค่าจากวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัส เสิร์ฟเย็น ๆ โดนใจ

ส่วนผสม น้ำตำลึง

          • ใบตำลึง 20 กรัม (ประมาณ 20-30 ใบ)
          • น้ำ 200 มิลลิลิตร
          • น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม 30 มิลลิลิตร
          • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
          • เกลือป่น
          • น้ำแข็ง

วิธีทำน้ำตำลึง

          1. ล้างใบตำลึงให้สะอาด จากนั้นใส่ใบตำลึงและน้ำต้มสุกลงในเครื่องปั่น ปั่นผสมจนละเอียด นำไปกรองคั้นเอาเฉพาะน้ำ
          2. นำน้ำตำลึงเทใส่หม้อนำไปต้มจนเดือด ยกลงจากเตา พักไว้จนเย็น
          3. เทน้ำตำลึงใส่แก้ว ตามด้วยน้ำผึ้ง น้ำมะนาว และเกลือป่นเล็กน้อย คนผสมให้เข้ากัน เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง
 
หากอยากทำน้ำแข็งให้อร่อยเราขอแนะนะ เครื่องทำบิงซู จาก SGE ราคา เริ่มต้นเพียง 15,900 บาท ที่จะทำให้การทำน้ำผลไม้ของคุณอร่อยยิ่งขึ้น
โดยเครื่องน้ำแข็งใส สามารถที่จะทำเกล็ดหิมะได้ถึง 3 แบบ 3 สไตล์ อาทิ บิงซู (Bingsu) คากิโกริ (Kakigori) เป่าปิง (Baobing) 
เครื่องทำบิงซู เครื่องทำน้ำแข็งใสปุยหิมะ ของแท้ คุณภาพอันดับ 1 จาก SGE มาพร้อมกับความแข็งแรง ทนทาน กำลังผลิตบิงซูที่สูง ปลอดภัย คุ้มค่า พร้อมลักษณะการใช้งานที่ง่ายเพียงแค่กดปุ่ม แค่ปุ่มเดียว ก็ได้น้ำแข็งใส หรือบิงซูออกมาพร้อมรับประทาน
เครื่องทำบิงซู ของ  SGE จึงตอบโจทย์ทุกธุรกิจแน่นอน 

น้ำตะไคร้มะนาว

 
น้ำตะไคร้ที่คุ้นเคยดื่มแล้วไม่หายง่วง ถ้าอย่างนั้นลองใส่น้ำมะนาวเพิ่มลงไปสิคะ กลายเป็นเมนูน้ำตะไคร้มะนาว สูตรจาก นิตยสาร Mother & Care ดื่มแบบอุ่น ๆ รับรองถูกใจ

ส่วนผสม น้ำตะไคร้มะนาว

          • ตะไคร้ 3-5 ต้น
          • น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
          • น้ำตาลทราย
          • น้ำมะนาว

วิธีทำน้ำตะไคร้มะนาว

          1. ล้างตะไคร้ให้สะอาด หั่นเป็นท่อน จากนั้นบุบให้แตก
          2. ตั้งน้ำพร้อมใส่ตะไคร้ที่บุบแล้วลงไปต้มจนเดือด หรี่ไฟปานกลางต้มต่อไปสักพัก ปิดไฟ
          3. กรองน้ำตะไคร้ที่ต้มแล้วด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำตาลลงไปคนให้ละลาย (กะปริมาณตามความชอบ)
          4. เพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะนาวสักนิด เพียงบีบใส่แก้วที่ตักน้ำตะไคร้เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน จะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็หอมสดชื่น ได้รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน อร่อยเหมือนกัน
 

น้ำมะเขือเทศ

 

สาว ๆ ที่อยากผิวพรรณสดใส ชุ่มชื่น และอมชมพู มาดื่มน้ำมะเขือเทศ สูตรจาก เฟซบุ๊ก HappyBodies สูตรนี้นอกจากใส่มะเขือเทศแล้วยังเพิ่มรสชาติหวานอมเปรี้ยวจากสับปะรดและมะนาวอีกด้วย ดื่มไม่หมดเก็บใส่ขวดแช่เย็นเอาไว้ดื่มครั้งต่อไปได้จ้า

ส่วนผสม น้ำมะเขือเทศ

          • มะเขือเทศท้อ 2 กิโลกรัม
          • สับปะรด 1 ลูก
          • มะนาว 1 ลูก
          • น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง

วิธีทำน้ำมะเขือเทศ

          1. ล้างมะเขือเทศให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น ๆ เตรียมไว้
          2. นำมะเขือเทศใส่หม้อใช้ไฟกลาง หมั่นคนจนสุก ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที (ไม่ต้องเติมน้ำเปล่า หรือเกลือป่น)
          3. นำมะเขือเทศต้มสุกมากรองเอาแต่น้ำ (จะได้น้ำมะเขือเทศสีแดงสวย)
          เคล็ดลับ : ใช้ทัพพีช่วยบี้จะทำให้ได้น้ำมะเขือเทศเยอะขึ้นนะคะ
          4. ปอกเปลือกสับปะรด ล้างน้ำสะอาด หั่นเป็นชิ้น ๆ นำขึ้นตั้งไฟ พร้อมเติมน้ำเปล่า 2 ถ้วยตวงลงไปต้มจนสุก แล้วกรองเอาแต่น้ำ
          5. ใส่น้ำมะนาว 1 ลูกลงไปในนำน้ำสับปะรด จากนั้นผสมน้ำสับปะรดที่ได้กับน้ำมะเขือเทศคนให้เข้ากัน
          6. น้ำมะเขือเทศที่ได้นำไปบรรจุใส่ขวด เข้าตู้เย็นเก็บไว้ดื่มได้ 2 อาทิตย์

 

 

ผักชี  ( Coriander ) มีประโยชน์เป็นพืชที่ใช้ในการเป็นอาหารเป็นหลัก แต่นอกจากการนำมาทำอาหารแล้ว ผักชีสามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย ซึ่งได้จากการสกัดจากเมล็ดของผักชี สามารถนำมาเป็นสารในการผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับประโยชน์ของผักชีด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของต้นผักชี ตั้งแต่ รากผักชี ลำต้นผักชี ใบผักชี และ เมล็ดของผักชี

 

วิธีการ ปลูกผักชี แบบง่าย ๆ ทำได้อย่างไร?

  1. หากต้องการ ปลูกในแปลงดิน ควรเตรียมดินด้วยการพรวนดินขึ้นมาตากแดดไว้ก่อนสัก 5-7 วัน แล้วพรวนดินซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เพิ่มความร่วนในดิน จากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสดคลุกเคล้ากับแปลงดิน
  2. เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ผักชีมาแล้ว ให้บดเมล็ดผักชีให้แตกออกเป็น 2 ส่วนก่อน (เนื่องจากเมล็ดผักชีมีเปลือกแข็งหนา และมีกลิ่นหอมทำให้นก หนู ชอบมากัดกินทำลาย)
  3. แล้วจึงนำไปแช่น้ำ 1- 3 วัน (แนะนำ การแช่น้ำควรนำผ้ามาห่อไว้ แล้วหาอะไรกดทับให้มิดจมน้ำไปเลย) การบดเมล็ดผักชีจะทำให้ผักชีเจริญเติบโตง่ายและเร็วขึ้น ที่สำคัญเมล็ดพันธุ์ผักชีที่จะนำมาปลูกควรเป็นเมล็ดพันธุ์ผักชีที่ใหม่เพราะเมล็ดพันธุ์ผักชีเก่าที่เป็นราปลูกยังไงก็ไม่ขึ้น
  4. เมื่อแช่เมล็ดพันธุ์ผักชีแล้ว นำไปผึ่งลม เมื่อเมล็ดพันธุ์ผักชีเริ่มงอกก็นำไปหว่าน (ก่อนการนำเมล็ดพันธุ์ผักไปหว่านควรรดน้ำให้ชุ่มแปลงดิน) แล้วจึงนำเมล็ดพันธุ์ผักไปหว่าน และคลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อป้องกันต้นอ่อนจากแสงแดดและรักษาความชุ่มชื้นของแปลงดิน
  5. สำหรับ การปลูกแบบหว่านนั้น หลังจากเมล็ดงอกแล้วควรถอนแยกให้ได้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 10-20 เซนติเมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับการให้ผลผลิตสูงสุด และจะทำให้ผักชีแตกพุ่มสมบูรณ์ แต่ถ้าหากใช้เมล็ดพันธุ์ในหว่านค่อนข้างมาก ก็ควรถอนแยกให้เหลือระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 5-10 เซนติเมตร
  6. การรดน้ำและการกำจัดวัชพืช ผักชีเป็นผักที่ต้องการน้ำมาก ดังนั้นควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง แต่อย่ารดน้ำมากเกินไป เพราะผักชีไม่ชอบน้ำขัง จะทำให้ผักชีเน่าง่าย ส่วนการกำจัดวัชพืชควรกำจัดอย่างทันที โดยใช้มือถอนได้เลย เพราะวัชพืชจะเป็นตัวแย่งน้ำจากผักชีทำให้ผักไม่เจริญเติบโต
  7. การใส่ปุ๋ย แนะนำให้ใส่ปุ๋ยหมักหลังจากผักชีแตกใบแล้ว
  8. หลังจากนั้นประมาณ 40-45 วัน ผักชีจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ ก่อนการเก็บเกี่ยวควรรดน้ำให้ชุ่มแปลงดินเพื่อให้ถอนผักชีได้ง่ายขึ้นทำให้ต้นผักชีไม่ขาด ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวผักชีทำได้ด้วยการใช้มือจับที่โคนรากแล้วถอนดึงขึ้นมา แล้วสะบัดดินออก แล้วน้ำไปล้างน้ำ คัดใบสีเหลืองหรือใบที่เน่าออก
 
แนะนำให้ใช้ สแลนกันแดด สแลนสีเขียว ตาข่ายกรองแสง SGE ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 645/ม้วน สแลนกันแดดจาก SGETHAI มีความเหนียวเป็นพิเศษ ทำให้ฉีกขาดยากมาก ช่วยให้ผักชีไม่โดนแดดมากจนเกินไป

การดูแลรักษา
1. รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
2. เมื่อผักชีแตกใบให้ใส่ปุ๋ยหมัก หรือถ้าจะเร่งให้งามเร็ว ๆ ให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ย 15-15-15 อัตราส่วน 1-2 ช้อนแกง  แล้วแต่ขนาดแปลงและภาชนะที่ปลูก      
3. ผักชีชอบอากาศเย็น แต่เมื่อเริ่มโตแล้วควรให้โดนแดดอ่อน ๆ ยามเช้าบ้าง

เมื่อครบอายุ 30-45 วัน สามารถเก็บผลผลิตได้ โดยเวลาถอนให้รดน้ำจนดินชุ่มก่อน และควรถอนทั้งราก

 

Cr. mthai.com/decor/227041.html


 

สแลนกันแดด หนึ่งในอุปกรณ์ตัวช่วยคลายความร้อนที่เป็นประโยชน์ให้กับตัวบ้าน และผู้อยู่อาศัย หรือที่หลาย ๆ บ้านเรียกว่า ตาข่ายกันแดด ที่สามารถติดตั้งใช้งานได้ด้วยตนเอง ลงทุนน้อย ประหยัดค่าใช้จ่าย เคลื่อนย้ายสะดวก และใช้งานได้หลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีลักษณะเปิดโล่ง หรือพื้นที่กลางแจ้ง เช่น สแลนกันแดดโรงรถ พื้นที่เก็บของ โซนสวน Outdoor หน้าบ้านหรือหลังบ้าน พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว หรือแม้แต่บริเวณพื้นที่ที่ต้องการร่มเงาเพื่อใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นส่วนกลางของทุกคนในครอบครัว แต่จะเลือกใช้สแลนกันแดดอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

 

สแลนคืออะไร?

สแลน (Shading Net) หรือที่เรียกกันว่า ตาข่ายกรองแสง เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์ใช้งานได้หลายอย่าง แต่หน้าที่หลักคือ เอาไว้กรองแสง บังแสง พรางแสง ลดความเข้มข้นหรือความแรงของแสงแดดลง ลดความร้อนที่จะส่งผลกระทบนั่นเอง ◀

สแลนถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายทาง เช่น งานเกษตรทั่วไป, ใช้ทำเป็นหลังคาเรือนเพาะชำ, เรือนเพาะเห็ด, เรือนปลูกผักผลไม้, โรงเรือนไม้ดอกต่าง ๆ คลุมแปลงเกษตร, คลุมหรือล้อมรั้วเลี้ยงสัตว์, ฟาร์มกุ้ง, บ่อเลี้ยงปลา, ทำเป็นหลังคากันแดด, ลานจอดรถ, ดาดฟ้า, อาคารก่อสร้าง ป้องกันการร่วงหล่นของสิ่งของตามอาคารก่อสร้าง และใช้คลุมส่วนต่าง ๆ ของบ้านที่ต้องการความร่มรื่นสวยงาม และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายหลายอย่าง

 

สแลนทำจากอะไร?

วัตถุุดิบที่ใช้ในการผลิต คือ High Density Polyethylene หรือเรียกชื่อย่อว่า HDPE เป็นพลาสติกประเภทโพลิเอทิลีน ที่มีความหนาแน่นสูง มีคุณสมบัติพิเศษเมื่อนำไปใช้งานหลายอย่าง ได้แก่

  • มีสีขุ่น แสงผ่านได้น้อย เหมาะกับการนำไปผลิตเป็นวัตถุป้องกันแสง
  • ทนต่อความร้อนจากแสงแดดและความร้อนจากสภาพอากาศได้สูงถึง 80 – 100 องศาเซลเซียส
  • ทนต่อความเย็นได้ต่ำกว่าระดับจุดเยือกแข็ง
  • ป้องกันความชื้นซึมผ่านได้ดีมาก จึงสามารถใช้งานได้ทั้งการป้องกันการเปียกชื้น และ การเก็บกักรักษาความชุ่มชื้น
  • ไม่ไวต่อสารเคมี จึงสามารถใช้ได้ทั้งกับสภาพความเป็นกรด และเป็นด่าง
  • มีความเหนียว ยืดหยุ่นสูง ทนทานนานปี
  • จำกัดการผ่านของอากาศ จึงใช้งานได้ทั้งการป้องกันอากาศจากภายนอก และปกป้องควบคุมบรรยากาศภายใน
  • สามารถใส่เม็ดสีได้โดยไม่กระทบต่อคุณสมบัติการใช้งาน

สแลน มีกี่ประเภท?

 
แบ่งประเภทตามกรรมวิธีการผลิต ได้ 2 ประเภท คือ
1) สแลนแบบถัก
ชนิดนี้ทำจากโพลิเอทิลีนน้ำหนักเบา จึงเหมาะกับเกษตรกรรม การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ กสิกรรมทุกประเภท
2) สแลนแบบทอ
ตาข่ายชนิดนี้มีน้ำหนักมากกว่า ทิ้งตัวดี มีความยืดหยุ่นและทนทานสูง จึงนิยมใช้ในการเลี้ยงสัตว์และทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการความแน่นหนามั่นคง
 

ทำไมเกษตรกรและคนปลูกต้นไม้ควรใช้ สแลน?

สแลนช่วยเพิ่มผลผลิตแต่ลดอายุการเก็บเกี่ยวให้สั้นลง
พืชแต่ละชนิดนั้นต้องการปริมาณและความเข้มข้นของแสงในการเจริญเติบโตแตกต่างกัน บางชนิดต้องโดนแดดมากจึงจะออกดอกออกผล เช่น โกสน โป๊ยเซียน มะเขือ พริก เป็นต้น

ในขณะที่บางชนิดต้องการแสงแดดที่กำลังพอดี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบางชนิดต้องแดดรำไร ความเข้มข้นต่ำเท่านั้น จึงจะงอกงามดี เช่น ผักชี ต้นหอม ขิง ข่า กล้วยไม้ ฯลฯ

 

สแลนจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต ออกดอกออกผล ของพืชได้ด้วยคุณสมบัติการพรางแสง เกษตรกรสามารถเลือกได้ว่าจะให้แสงแดดผ่านมากน้อยแค่ไหน มีตั้งแต่ 30% – 80% เลยทีเดียว นอกจากพรางแสงแล้ว ด้วยความถี่ของตาข่ายและลักษณะของตาข่าย ยังช่วยในเรื่องการกระจายของแสงทั่วถึงและดีขึ้นอีกด้วย 

แสงแดดที่ทั่วถึงและเหมาะสมจะทำให้พืชโตเร็ว ให้ผลผลิตดี ใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้นลง ยิ่งถ้าปลูกเป็นพืชล้มลุก ในรอบ 1 ปี เกษตรกรจะสามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง 


สแลน ช่วยลดต้นทุนการใช้น้ำและปุ๋ย

การปลูกพืชบางชนิด โดยเฉพาะพืชจากต่างประเทศที่นำมาเพาะในประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน ทำให้เกษตรกร ผู้เพาะปลูกต้องสิ้นเปลืองต้นทุนไปกับการให้น้ำและให้ปุ๋ยเพื่อบำรุงเร่งการเจริญเติบโต และการใช้ปุ๋ยมากเกินไปจะส่งผลเสียตามมา แม้ว่าปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยจากธรรมชาติหรือปุ๋ยคอก ก็ตาม ผลกระทบที่ตามมา คือ ทำให้ดินมีสภาพความเป็นกรดหรือด่างสูงมากเกินไป หรือทำให้พืชเสี่ยงต่อการเป็นโรค เพราะโรคระบาดบางชนิดก็มากับปุ๋ย โดยเฉพาะปุ๋ยมูลสัตว์

👍 หากเกษตรกรหันมาใช้สแลนและเลือกแบบที่เหมาะสมกับชนิดของพืชที่ปลูก จะทำให้เกษตรกรสามารถปรับและควบคุมสภาพแวดล้อมได้ด้วยเช่นกัน คือ
  • ควบคุมอุณหภูมิ ความร้อน
  • ควบคุมอากาศที่ถ่ายเท
  • ควบคุมความชื้น
  • ควบคุมปริมาณน้ำฝน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พืชเติบโต ได้ผลผลิตงอกงามดี โดยไม่ต้องรดน้ำบ่อย ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก จึงถือเป็นการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลกำไรได้อีกทางด้วย
 

อยากทำขนมเก่งๆ แต่ที่บ้านไม่มีเตาอบ ใครกำลังเป็นแบบนี้ เราขอให้มารวมตัวกันตรงนี้เลยค่า เพราะวันนี้เราจะมา แจกสูตร ขนมไม่ต้องอบ แต่ละเมนูทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน มือใหม่หัดเข้าครัวที่สกิลการทำขนมยังไม่สูงก็สามารถทำได้ แค่ลองทำตามคลิปด้านล่าง ไม่ต้องง้อเตาอบก็ทำขนมอร่อยๆ ได้แน่นอนค่า

 

1. เค้กไมโลลาวา

เค้กไมโลลาวา
เมนูเเรกเปิดต่อมรับรสด้วย เค้กไลโลลาวาง่ายๆ กันค่ะ สูตรนี้ใช้วัตถุดิบเเละอุปกรณ์การในทำน้อยมาก ใช้เเค่หม้อนึ่งกับเตาเเก๊สก็สามารถทำเค้กอร่อย ๆ ทานเองหรือให้เด็ก ๆ ที่บ้านได้เลย ในส่วนของเนื้อเค้กจะแน่น หนึบ ๆ เเละที่พลาดไม่ได้กับไฮไลท์ของเค้กไมโลตัวนี้ก็คือลาวาที่ไหลเยิ้ม ๆ เลยค้าาา รสชาติอร่อย กลมกล่อมชวนให้คิดถึงรถไมโลรถเรียนแน่นอนค่ะ พูดไปก็น้ำละลายไหล ถ้าถูกอกถูกใจเพื่อน ๆ ไปลองทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบเค้กไมโลลาวา
ผงไมโล 3 ชต. พูนๆ
ไข่ไก่ 1 ฟอง
นมจืด 2 ชต
น้ำมันพืช 1 ชต.
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 4 ชต.
น้ำตาลทราย 1 ชต.
* ถ้าหากใช้ไมโลซองที่ผสมน้ำตาลเเล้ว ไม่ต้องใส่เพิ่มก็ได้นะคะ เเต่ถ้าใครชอบหวานๆ เพิ่ม ½ ชต. ค่ะ

วิธีการทำเค้กไมโลลาวา
ขั้นตอนแรกเรานำผงไมไล ไข่ไก่ นมจืด น้ำมันพืช และน้ำตาล ใส่ภาชนะ ใช้ตะกร้อมือค่อยคนส่วนผสมให้เข้ากัน เมื่อส่วนผมเเข้ากันดีเเล้ว จากนั้นก็นำแป้งสาลีอเนกประสงค์เติมลงไป ค่อย ๆ คนให้เข้ากัน เสร็จเเล้วก็จะได้ส่วนผสมของเนื้อเค้กไมโล ก็นำถ้วยฟอยล์หรือถ้วยแก้วใส่น้ำจิ้มก็ได้ค่ะ (ที่สามารถทนความร้อนได้นะคะ) นำมาทาน้ำมันให้ทั่ว เพื่อที่ไม่ให้ตัวเค้กติดถ้วย เทส่วนผสมทั้งหมดลงไป สูตรนี้จะได้ 1 ถ้วยพอดีค่ะ

จากนั้นก็ตั้งน้ำในหม้อนึ่งให้เดือด แล้วปรับเตาแก๊สไฟกลาง นำเค้กลงไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ตรงนี้ให้เพื่อน ๆ สังเกตที่ตัวเค้กนะคะ เวลาที่ใช้ขึ้นอยู่ขนาดของภาชนะด้วยค่ะ เมื่อตัวเค้กได้ที่เเล้ว เนื้อเค้กด้านบนจะสุกเเห้ง ตรงกลางจิ้มไปจะรู้สึกดึ้ง ๆ เป็นของเหลวลาวาด้านในค่ะ จากนั้นนำออกมาใช้ช้อนช่วยเซะรอบ ๆ พิมพ์อย่างเบามือ คว่ำลงบนจาน ตบท้ายโดยการร่อนผงไมโลลงบนเค้ก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมทานใช้มีดผ่าเค้ก ให้ลาวาไหลเยิ้มได้เลยค่ะ

** อันนี้ลองใช้พิมพ์เหล็ก อลูมิเนียม ถ้วยข้นข้าวเเล้ว ในการนำขนมออกจากพิมพ์ ไม่เวิกร์นะคะ ตัวเนื้อเค้กติดเเน่นกับพิมพ์ ลาวาเเตกหมดเลยค่ะ แนะนำเป็นฟอยล์ หรือถ้วยเเก้วค่ะ

2. เค้กโอริโอ้

เค้กโอริโอ้
แม้ว่าโอริโอ้จะเป็นขนมหวานของโปรดเด็ก ๆ เเละผู้ใหญ่อีกหลายคน แต่จะให้ทานเเบบนี้นี้ทุกวันคงเบื่อแย่เลย จะว่าไปโอริโอ้เนี่ยสามารถทำได้หลายเมนูมาก ๆ เลยค่ะ แต่วันนี้เราจะไม่มาเเค่ บิด ชิมครีม จุ่มนมเเน่นอน เพราะเราจะมาทำเค้กโอริโอ้กันค่ะ บอกเลยว่าใช้วัตถุดิบน้อยมาก ๆ หันไปที่ไหนก็หาซื้อได้ง่ายด้วยค่ะ เนื้อเค้กก็นุ่ม เนื้อครีมก็ละมุมหอมหวานเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ทานเล่นได้ไม่เบื่อ แล้วยังสามารถทำไว้เป็นเค้กในโอกาสพิเศษ หรือวันพิเศษ กับคนสำคัญ ได้ด้วยนะคะ

วัตถุดิบเค้กโอริโอ้
โอริโอ้ 34 ชิ้น
นมจืด 250 มล.
เบกิ้งโซดา 1 ชช.
วิปปิ้งครีม 1 ถต.
วิธีทำเค้กโอริโอ้
เริ่มแรกนำโอริโอ้มาทำการแยกไส้ครีมออกจากเนื้อคุกกี้กันก่อนค่ะ จากนั้นก็ให้นำตัวคุกกี้ไปบด ๆ แล้วเทใส่ภาชนะ ผสมกับนมจืด ใส้ครีม และเบคกิ้งโซดา ลงไปคนผสมให้เข้ากันค่ะ เมื่อเข้ากันดีแล้ว นำไปเทในพิมพ์ รองด้วยกระดาษไขค่ะ ต่อมาก็เตรียมหม้อนึ่งตั้งน้ำให้เดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้นำพิมพ์ใส่หม้อนึ่งได้เลยค่ะ ในการนึ่งจะใช้ไฟกลางเวลาประมาณ 30 นาที ครบเวลาแล้ว ก็ทำจากเช็กเนื้อเค้ก แล้วนำออกจากพิมพ์ พักทิ้งไว้ให้เย็นค่ะ แล้วทำการตัดแบ่งเค้กเป็นสองส่วนค่ะ ในส่วนนี้เราจะทำเป็น 2 ชั้นนะคะ

ต่อมาเราก็จะไปเตรียมในส่วนของครีมปาดเค้กกันค่ะ ใช้เครื่องตีไฟฟ้าตีวิปปิ้งครีมจนตั้งยอดประมาณ 5 นาทีค่ะ แล้วนำโอริโอ้ หักแบบหยายๆ หรือใครจะบดให้ละเอียดก็ได้ค่ะ ใส่ลงไปผสมกับวิปปิ้งครีม เสร็จแล้วก็นำไปปาดกับเนื้อเค้กเลเยอร์ที่ 1 ความบางหนาตามใจชอบได้เลยค่ะ แล้วก็ประกบเนื้อเค้กเลเยอร์ที่ 2 ต่อเลยค่ะ ปาดเนื้อครีมให้ทั่วเค้กทั้งด้านบนและบริเวณรอบๆ ค่ะ จากนั้นก็ตบท้ายด้วยการโรยผงโอริโอ้ที่นำไปบดหรือชิ้นโอริโอ้ตกแต่ง เพื่อให้ดูน่าทานยิ่งขึ้นค่ะ ก่อนรับประทานให้นำไปแช่เย็น ประมาณ 1 ชม. เพื่อความอร่อยยิ่งขึ้นค่ะ

**** ทริคการเช็กความสุกของเนื้อเค้ก การใช้ไม้จิ้มฟันหรือไม้เสียบลูกชิ้น จิ้มลงไปในเนื้อเค้ก ถ้าไม่มีของเหลวติดไม้จิ้ม เเสดงว่าเนื้อเค้กสุก เเต่ถ้ามีของเหลวติดมากับไม้จิ้มเเสดงว่าเนื้อเค้กยังไม่สุก ให้ทำการนึ่งต่อไปจนสุกค่ะ

**** ทริคการตีวิปปิ้งครีมให้ขึ้นฟู เราควรนำโถปั่น/ภาชนะและหัวตีไฟฟ้าไปแช่ให้เย็นจัด ๆ วิปปิ้งก็ต้องเเช่เย็นด้วยนะคะ วิธีนี้จะทำให้วิ้ปปิ้งครีมขึ้นฟูได้เร็วค่ะ เเละอีกอย่างที่ต้องระวังมาก ๆ ก็คือโถปั่นไม่ควรมีคราบมันค่ะ ควรทำความสะอาดก่อนใช้ด้วยนะคะ

3. ขนมนูกัต ตังเม ไต้หวัน

ขนมนูกัต ตังเม ไต้หวัน
เมนูนี้จะพาเพื่อน ๆ มาทานตังเมฝรั่งเศษชื่อดังที่ฮิตกันในไต้หวันกับขนมหวานที่ชื่อว่านูกัตนั้นเอง ลักษณะเนื้อตังเมจะผสมผสานกัน ระหว่างเเครกเกอร์ ตังเม และผลไม้อบแห้ง ที่ให้เนื้อสัมผัส กรุบกรอบ นุ่ม หนึบ หอมใส่ส่วนของนมผงอีกด้วย เป็นเมนูที่เข้ากันได้อย่างลงมากค่ะ ไม่เเข็งหรือเหนียวจนเกินไป เอามาทานกับ Espresso หรือ Americano ร้อนก็อร่อยค่ะ หรือทานเล่น ๆ แก้เบื่อก็ได้ค่ะ

วัตถุดิบขนมนูกัต
เนยจืด 50 กรัม
มาร์ชเมลโล 155 กรัม
นมผง 55 กรัม
แครกเกอร์ 140 กรัม
ธัญพืช ( ลูกเกตุ + อัลมอนด์อบ+ เม็ดมะม่วงอบ ) รวม 150 กรัม
วิธีทำขนมนูกัต
ขั้นตอนแรกเราก็จะนำเนยไปละลาย ในกระทะหรือหม้อด้วยไฟอ่อนก่อนค่ะ เมื่อเนยละลายหมดแล้ว ให้นำมาร์ชเมลโล ใส่ลงไปผสมกับเนยแล้วคนให้มาร์ชเมลโลละลายเข้ากันกับเนย เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ให้ใส่นมผงลงไป จากนั้นก็คนให้เข้ากัน แล้วทำการบีบแครกเกอร์เป็นชิ้น ๆ แบบหยาบ ๆ จากนั้นก็ตามด้วยใส่ธัญพืชทั้งหมดเทใส่ลงไปพร้อมกันเลยค่ะ ทำการคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง เสร็จเเล้วเราก็จะได้เนื้อนูกัตที่เหนียว หนึบ ที่จับตัวเป็นก้อนเดียว เมื่อได้เนื้อนูกัตเรียบร้อยเเล้ว จากนั้นเราก็นำไปใส่พิมพ์สี่เหลี่ยมหรือถาด แล้วใช้ก้นแก้วทำการกดอัดให้แน่นเพื่อไม่ให้เนื้อนูกัตแตกตัว จากนั้นก็ให้ทำการพักให้เย็น ก่อนนำมาตัดแบ่งชิ้น ๆ ให้พอดีคำ สุดท้ายทำการโรยด้วยนมผง เพื่อไม่ให้เนื้อนูกัตติดกัน เสร็จแล้วก็พร้อมนำไปรับประทานคู่กับนมอุ่น ๆ หรือเย็นได้เลยค่ะ

4. เครปเย็นไส้ทะลัก

เครปเย็นไส้ทะลัก
อากาศเมืองไทยช่วงนี้ยังร้อน ๆ กันอยู่เลย วันนี้จะชวนเพื่อน ๆ มาทำขนมคลายร้อนกันกับเครปเย็น ซึ่งเสน่ห์ของเครปเย็นก็ต้องเป็นไส้ที่หลากรสชาตินี่เเละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไส้ฟอยทองหรือผลไม้ต่าง ๆ ตามฤดูกาล และใครที่ชื่นชอบกับความนุ่มละมุน หวานของวิปปิ้งครีม คุณจะต้องหลงรักเครปเย็นสูตรนี้ค่ะเพราะทั้งไส้ วิปปิ้งครีมที่อัดแน่นมาก ๆ เรียกว่าทะลักจุก ๆ กันเลย ยิ่งเเช่เย็น ๆ ทานคู่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ หืมมมม บอกเลยค่ะว่าสดชื่นนนน สูตรนี้ทำง่าย ถ้าอยากรู้วิธีทำเเล้ว ตามมาดูกันเลยค่ะ

วัตถุดิบเครปเย็น
แป้งเค้ก 1 ถต.
นมจืด 160 มล.
ไข่ไก่ 2ฟอง
น้ำมันพืช 2ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 160 มล.
น้ำตาลทราย 4 ชต.
กลิ่นวนิลา 1ชช.
วิปปิ้งครีม
ไส้ขนม ฝอยทอง โอริโอ้ ครีมช็อกโกแลต แยมสตอร์เบอร์ บราวนี่ ฟิลลิ่งรสต่าง ๆ หรืออื่น ๆ ตามใจชอบเลยค่ะ
 

วิธีทำเครปเย็น
ขั้นตอนแรกเราก็จะนำแป้งเค้ก ไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมจืด น้ำเปล่า ใส่ลงไปในภาชนะที่สะอาด แล้วนำตะกร้อมือ ตีคนส่วนผสมให้เข้ากันค่ะ จากนั้นใส่กลิ่นวนิลาเพื่อเพิ่มความหอมให้กับแป้งเครปลงไปนิดหน่อย แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้ว ให้เตรียมกระทะเทฟล่อนหรือกระทะเคลือบหินอ่อน (ไม่แนะนำกระทะเหล็กนะคะ เพราะแป้งจะติดกระทะค่ะ) นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ เมื่อกระทะร้อนแล้ว ให้ตักแป้งเทใส่ลงไปในกระทะ ทำการร่อนกระทะ ให้แป้งกระจายทั่วกระทะค่ะ โดยจะต้องใช้ไฟอ่อน ๆ ทอดจนสุก ให้สังเกตเมื่อแป้งสุกจะมีฟองผุด ๆ ทั่วแผ่นแป้งเลยค่ะ จากนั้นใช้ตะหลิวค่อยแชะขอบแป้งเบา ๆ แล้วคว่ำกระทะ แป้งก็จนหลุดง่ายค่ะ ทำไปเรื่อย ๆ จนแป้งหมดเลย เราก็จะได้แป้งเครปที่บางเรียบเนียบค่ะ

ต่อมาเรามาทำตัวครีมกันค่ะ โดยให้นำวิปปิ้งครีมมาตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้า ตีจนขึ้นฟู จากนั้นนำวิปปิ้งครีมตักใส่ถุงบีบ แล้วนำไปบีบใส่บนแป้งเครปปริมาณตามใจชอบได้เลยค่ะ บีบใส่พอปริมาณก่อน แล้วใส่ไส้ที่ชอบ แล้วปิดไส้ด้วยวิปปิ้งครีมอีกรอบ ส่วนครีมใครชอบครีมเยอะใส่เยอะเลย ส่วนใครชอบครีมน้อยใส่น้อยค่ะ เสร็จแล้วพับห่อหรือจะม้วนเป็นโรล จากนั้นก็นำไปแช่เย็นได้เลยค่ะ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยเเล้ว ส่วนใครจะทานเครปเย็นเปล่าราดด้วยคาลาเมลหรือทานคู่กับไอศครีมก็ได้ค่ะ ก็จะเพิ่มอรรถรสให้อร่อยยิ่งขึ้นไปอีกค้าาา

5. บานอฟฟี่


บานอฟฟี่
บานอฟฟี่ถ้วยโปรดดดด เป็นขนมหวานขึ้นชื่อของอังกฤษ ที่ฮิตกันตลอดกาล และยังเป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน เป็นขนมที่ดูเหมือนจะทำยากแต่จริง ๆ แล้วทำง่ายสุด ๆ ไม่ต้องใช้เตาอบอีกด้วยนะคะ รับรองว่ามือใหม่ก็ทำได้ง่ายสบาย ๆ เลยค่ะ เนื้อสัมผัสในเเต่ละเลเยอร์ก็จะแตกต่างกันไป ในเลเยอร์เเรกก็ได้รสสัมผัสของเนื้อครีมที่หวานละมุน ตามมาพร้อมกับเลเยอร์กล้วยหอม คาราเมลที่รสชาติ หอม หวานหนึบหนับ และเลเยอร์สุดท้ายที่เพิ่มความกรุบกรอบมันของเเครกเกอร์ผสมกับเนย ที่ลงตัวกันสุด ๆ เลยค่ะ บอกเลยว่ากินแล้วฟินสุด ๆ รับลองว่าถูกใจทุกคนอย่างเเน่นอนค่ะ ว่าแต่จะทำอย่างไร มาดูกันเลย

วัตถุดิบบานอฟฟี่ : ส่วนของคาราเมล
น้ำตาลทราย 2 ชต.
นมข้นหวาน 195 กรัม
เนยเค็ม 15 กรัม
กลิ่นวนิลา ½ ชช.
วัตถุดิบบานอฟฟี่ : ส่วนของแครกเกอร์
แครกเกอร์รสเนย 160 กรัม หรือใครจะรสช็อคโกแลต รสจืดได้ตามใจชอบเลยน้า
เนยละลาย 3 ชต.
วัตถุดิบบานอฟฟี่ : ส่วนของแต่งหน้า
วิปปิ้งครีม 100 กรัม
ผงโกโก้ 1 ชต.
กล้วยหอม 3 หวี
วิธีทำบานอฟฟี่
เริ่มแรกทำคาราเมลให้นำน้ำตาลเทใส่กระทะ ตั้งไฟอ่อน ๆ จนน้ำตาลเริ่มละลาย ค่อยร่อนกระทะให้น้ำตาลละลายจนหมด เมื่อน้ำตาลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ อย่าให้เข้มเกินไปนะคะ เดี๋ยวมันจะขมค่ะ ให้ปิดแก๊ส เเล้วใส่เนยลงไปขณะที่น้ำตาลยังร้อนอยู่ ละลายเนยจนหมด จากนั้นก็เติมนมข้น และกลิ่นวนิลาลงไป แล้วเปิดแก็สได้วยไฟกลาง ค่อย ๆ คนส่วนผสม สังเกตว่าน้ำตาลจะเหนียวติดกระทะก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ ค่อย ๆ คนไปจนละลายเข้ากัน จนคาราเมลเริ่มข้น หนืด เหลวหน่อย ๆ แล้วก็ปิดแก๊ส (อย่าให้หนืดเกินไปนะคะ เดี๋ยวคาราเมลจะเเข็งค่ะ) นำไปเทใส่ถ้วยพักทิ้งไว้

จากนั้นนำเเครกเกอร์ไปบดให้ละเอียด แล้วนำเนยไปละลายด้วยไมโครเวฟหรืออังน้ำร้อนก็ได้ ต่อมาให้เทใส่ลงไปโถปั่นเเล้วปั่นให้เข้ากันกับแครเกอร์ จากนั้นนำแครกเกอร์ที่ผสมเนยเสร็จเเล้วไป ใส่ภาชนะถ้วยฟอย์ลหรือแก้วสวย ๆ แบ่งใส่ความหนาได้ตามใจชอบเลยค่ะ ทำการกดเเครกเกอร์ให้เเน่นค่ะ เเล้วแช่เย็นทิ้งไว้ค่ะ

ต่อมาทำวิปปิ้งครีมกันค่ะ นำวิปปิ้งครีมตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้า อันนี้หากใครชอบหวานใส่น้ำตาลเพิ่มได้นะคะ จากนั้นตีวิปปิ้งครีมให้ขึ้นฟู แล้วตักใส่ถุงบีบ และนำเเครกเกอร์ที่เเช่เย็นไว้ออกมา หั่นกล้วยเป็นแว่น ๆ จัดเรียงใส่บนเเครกเกอร์เป็นชั้นที่ 2 แล้วราดคาราเมลลงไปตามใจชอบเลยค่ะ เสร็จก็นำวิปปิ้งครีมมาบีบใส่แต่งหน้าบานอฟฟี่ได้เลย ตบท้ายด้วยการร่อนผงโกโก้ให้ดูสวยสักหน่อยค่ะ เป็นอันเสร็จสิ้นบานอฟฟี่ (จำนวนที่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณและขนาดของภาชนะหรือการแบ่งชั้นด้วยนะคะ

6. คาราเมลคัสตาร์ดเค้ก

คาราเมลคัสตาร์ดเค้ก
จัดไปอีกกับเมนูคาราเมลค่ะ รอบที่เเล้วทำเค้กกล้วยหอมคาราเมลกันไปแล้ว วันนี้มาเเจกเมนูสูตรขนมที่กำลังฮิตกันค่ะ กับคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก แต่อันนี้ขะเป็นเนื้อเค้กชิฟฟ่อนที่นุ่มเด้ง ละมุนลิ้น ละลายในปากกันเลยที่เดียวจ้าา ประกบคู่มากับคัสตาร์ดที่หอมหวาน มัน พร้อมกับกลิ่นหอมของคาราเมลเข้ม ๆ กลมกล่อมที่อันเข้ากันมาก ๆ รับรองเลยว่าจะทำเพื่อน ๆ ตักกินจนเพลิน ลืมอ้วนไปเลย อย่ารอช้า เข้าครัวไปเปิดแก๊สกันเลยค้าาา

วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนคาราเมล
น้ำตาลทราย 80 กรัม
น้ำเปล่า 30 มล.
วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนคัสตาร์ด
ไข่ไก่ 3 ฟอง
นมข้นหวาน 195 กรัม
นมข้นจืด 190 กรัม
กลิ่นวนิลา ½ ชช.
วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนของเนื้อเค้ก
แป้งเค้ก 113 กรัม
ผงฟู 1 ชช.
เกลือ ครึ่งของ ⅛ ชช..
น้ำตาลทราย 35 กรัม.
นมจืด 105 มล.
ไข่แดง 2 ฟอง
กลิ่นวนิลา ½ ชช.
วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนของเมอแรงค์
ไข่ขาว 2 ฟอง
น้ำตาลทราย 25 ถต.
น้ำมะนาว ½ ชช.
วิธีทำคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก
เริ่มเเรกมาทำในส่วนของคาราเมลกันก่อนนะคะ นำน้ำตาลทรายกับน้ำเปล่า เทใส่ลงในกระทะ เเล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันก่อน และค่อยเริ่มเปิดแก๊สโดยที่ใช้ไฟอ่อนนะคะ ระหว่างที่เคียวน้ำตาล ห้ามคนเด็ดขาดนะคะ ให้ร่อนกระทะไปให้ทั่ว จากนั้นน้ำตาลจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหรือสีคาราเมลค่ะ ให้ได้สีน้ำตาลอ่อน ๆ ก็พอค่ะ ถ้าหากสีเข้มไปเดี๋ยวมันจะขม เมื่อเสร็จเเล้วให้นำไปเทใส่พิมพ์เค้กปอนด์ในขณะที่คาราเมลยังร้อน ๆ อยู่ เเล้วพักทิ้งไว้ให้เช็ตตัว

จากนั้นก็มาทำต่อในส่วนของเนื้อคัสตาร์ดกันคะ นำไข่ไก่ตอกใส่ภาชนะที่สะอาด แล้วใช้ตะกร้อมือตีไข่ให้พอเข้ากันก่อนค่ะ เเล้วเติมนมข้นหวาน นมข้นจืด กลิ่นวนิลาเพิ่มความหอมเพื่อลดกลิ่นคาวของไข่ไก่ เเล้วทำการคนส่วนผสมให้เข้ากันดี ขั้นตอนนี้ค่อยคนส่วนผสมอย่างเบามือ อย่าคนเเรงหรือเร็วเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดฟองอากาศเยอะได้ค่ะ เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีเเล้วให้นำไปกรอง 1 รอบ เพื่อที่จะให้ได้เนื้อคัสตาร์ดที่เนียน ละเอียด ในขณะที่กรองใช้ตะกร้อมือคนเนื้อคัสตาร์ดในตะแกรงด้วยนะคะ เรียบร้อยเเล้วเราก็นำไปเทใส่พิมพ์ที่มีตัวน้ำคาราเมลที่เซ็ตตัวดีเเล้วอยู่เลยค่ะ แล้วพักทิ้งไว้

ต่อไปเราก็มาทำตัวเนื้อเค้กชิฟฟ่อนกันต่อเลยค่ะ นำไข่ไก่มาเเยกไข่ขาวกับไข่แดงค่ะ พยายามอย่าให้ไข่ขาวปนไข่แดงนะคะ เพราะจะทำให้ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูได้ยากมากค่ะ จากนั้นนำไข่แดง 4 ฟองมาตีให้แตก ใส่นมจืด น้ำมันพืช เเละเติมกลิ่นวนิลา ตีส่วนผสมให้เข้ากัน เสร็จเเล้วพักทิ้งไว้ เเละไปเตรียมส่วนของแห้งกันต่อ นำแป้งเค้ก ผงฟู เกลือปนผสมให้เข้ากัน เเล้วร่อนแป้งให้หมด เเล้วก็นำน้ำตาลเทใส่ลงไปในแป้งที่ร่อนเเล้ว คนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้งค่ะ เสร็จเเล้วก็นำไปผสมกับของเหลวที่พักที่ไว้เลย ค่อย ๆ เทส่วนผสม ใช้ตะกร้อมือตะล่อมส่วนผสมให้เข้ากัน ไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อนนะคะ ผสมจนได้เนื้อที่เนียน เหลวข้นประมาณนึงค่ะ แล้วปิดฝาพักทิ้งไว้

สุดท้ายเรามาทำในส่วนของเมอร์แรงค์กันค่ะ ใส่นำมะนาวลงไปในไข่ขาวและนำเครื่องตีไฟฟ้ามาตีส่วนผสมจนขึ้นฟองหยาบ ๆ จากนั้นค่อยเติมน้ำตาลทราย แบ่งเป็น 3 ครั้ง ๆ ละ 20 วินาที ตีจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อนค่ะ นำไปผสมกับเนื้อเค้กที่พักทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน ค่อย ๆ ผสมทีละส่วนจนเข้ากันดี ตะล่อมไปในทิศทางเดียวกันอย่างเบามือเเละเร็วค่ะ เมื่อผสมเข้ากันดีเเล้ว ตักใส่พิมพ์ที่มีคาราเมลกับคัสตาร์ดอยู่ลงไปที่ละนิดจนเกือบเต็มพิมพ์ เเล้วปิดพิมพ์ด้วยกระดาษฟอล์ย เพื่อไม่ให้ไอน้ำตกลงไปในเนื้อเค้ก เพราะเดี๋ยวเนื้อเค้กมันจะเเฉะได้ หรือใครจะใช้ผ้าขาวบางห่อปิดกับฝาหม้อนึ่งก็ได้เช่นกัน จากนั้นตั้งน้ำหม้อนึ่งให้เดือด นำพิมพ์ลงไปนึ่ง ตั้งไฟกลางไปทางอ่อน ประมาณ 60 นาที เมื่อครบเวลาเเล้วทำการเช็กเนื้อเค้ก เมื่อไม่มีของเหลวติดไม้จิ้มเเล้ว เเสดงว่าเนื้อเค็กสุกดีเเล้ว ก็นำมาคว่ำเทใส่ลงภาชนะได้เลยค่ะ เสร็จเเล้วเราก็จะได้เค้กคาราเมลคัสตาร์ดที่น่ารับประทานเเล้วค้าาา

 

แนะนำให้ซื้อ: ชั้นวางถาดเบเกอรี่ SGE ชั้นวางเบเกอรี่  ผลิตจากสแตนเลสชั้นดี 201 มีให้เลือก 3 รูปแบบ เช่น ชั้นวางเบเกอรี่ 6 ชั้น ชั้นวางถาดเบเกอรี่ 15 ชั้น , ชั้นวางถาดเบเกอรี่ 30 ชั้น พร้อมดีไซน์มาตรฐาน แข็งแรง ล้อยางเลื่อนไม่ติดขัด พร้อมระบบล็อคกันลื่นอย่างดี รับน้ำหนักได้มากกว่า 8 กิโลกรัม / ถาด ตัวชั้นวางถาดเบเกอรี่ออกแบบมาให้ประกอบง่าย

7. คัพเค้กช็อคโกแลต

คัพเค้กช็อคโกแลต
คัพเค้กช็อคโกแลต เป็นอีกหนึ่งขนมที่นิยมกันมากสำหรับใครหลาย ๆ คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับคนที่กำลังฝึกทำขนม คัพเค้กช็อคโกแลต ก็ยังเหมาะสำหรับมือใหม่อีกด้วย ซึ่งเป็นขนมที่ทำง่ายมาก คัพเค้กช็อคโกแลตตัวนี้จะเนื้อนุ่ม รสชาติเข้มข้น ที่มีท็อปปิ้งบัตเตอร์ครีมรสชาติช็อคโกแลต ที่แววเงาสวยงามด้วยค่ะ รับรองว่าเพื่อน ๆ ต้องประทับใจกับสูตรคัพเค้กสูตรนี้เเน่นนอนค่ะ ยิ่งถ้าจัดเซตทำมอบวันเกิดให้คนพิเศษ ก็น่ารักไปอีกเด้ออ ถ้าชอบกันเเล้วลองทำกันดูค่ะ

วัตถุดิบคัพเค้กช็อคโกแลต : ส่วนของเนื้อเค้ก
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กลิ่นวนิลา ½ ชช.
นมสด 150 มล.
น้ำมันพืช 60 มล.
น้ำตาลทราย 9 ชต.
เกลือ ¼ ชช.
แป้งเค้ก 7 ชต.
ผงฟู ½ ชช.
ผงโกโก้ 5 ชต.
เบคกิ้งโซดา ½ ชช.
วัตถุดิบคัพเค้กช็อคโกแลต : ส่วนของบัตเตอร์ครีม
น้ำเชื่อม 5 ชต.
เนยเค็ม 127 กรัม
ผงโกโก้ 5 ชต.
กลิ่นวนิลา ½ ชช.
วิธีทำคัพเค้กช็อคโกแลต
เรามาเริ่มต้นด้วยการทำบัตเตอร์ครีมกันก่อนค่ะ นำเนยเค็มตั้งพักไว้สัก 5 นาที ให้ตีเนยด้วยเครื่องตีไฟฟ้าหรือตะกร้อมือ จนขึ้นฟูขาว เมื่อตีเนยจนขึ้นฟูขาวเเล้วให้ใส่ผงโกโก้เเละกลิ่นวนิลาตามลงไป ใช้ไม้พายค่อย ๆ ตะล่อมก่อน เพื่อไม่ให้ผงโกโก้ฟุ้ง เวลาตี จากนั้นตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้า จนส่วนผสมเข้ากันดีเเล้ว ทยอยเทใส่น้ำเชื่อมพร้อมตีส่วนผสมให้เข้ากัน สังเกตนะคะว่าสีของบัตเตอร์ครีมจะดูเงาและมันวาว เมื่อใส่น้ำเชื่อมหมดเเล้วก็ตีต่อไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเข้ากันดี เเละปรับควมเร็วต่ำอีก 3 นาทีเพื่อไล่ฟองอากาศ เสร็จเเล้วเราก็จะได้เนื้อบัตตเอร์ที่เนียนสวยค่ะ จากนั้นก็นำบัตเตอร์ครีมใส่ถุงบีบไว้ค่ะ เเล้วพักทิ้งไว้

ต่อมาก็จะมาเริ่มทำในส่วนของเนื้อเค้กกันค่ะ ใส่ไข่ไก่ กลิ่นวนิลา นมจืด น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เเละเกลือ ใส่ในภาชนะที่สะอาด เเล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ทำการร่อนเเป้งเค้กลงไป เเละตามด้วยผงโกโก้ ผงฟู และเบคกิ้งโซดาใส่ลงไป แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน พอส่วนผสมทั้งหมดเเล้วเราก็จะได้ส่วนผสมที่ดูเหลวๆหน่อยค่ะ อย่าตกใจไปนะคะ เพื่อนๆทำถูกต้องแล้ว หากของใครมีผงโกโก้เป็นเม็ดๆลอยอยู่เยอะ สามารถนำไปกรองก่อนได้ค่ะ เมื่อเราได้ส่วนผสมทั้งหมดเเล้ว นำไปเทใส่ถ้วยคัพเค้กได้เลยค่ะ

จากนั้นก็ให้เพื่อนๆต้มน้ำในหม้อนึ่งหรือซึ้งให้เดือด ห่อฝาหม้อด้วยผ้าขาวบาง เพื่อไม่ให้ไอน้ำหยดลงบนเนื้อคัพเค้ก เเล้วค่อยนำขนมลงนึ่งด้วยไฟกลาง ประมาณ 18 นาทีหรือจนสุก (เเนะนำให้เพื่อนสังเกตหรือเช็กเนื้อเค้กว่าสุกหรือไม่สุกด้วยไม้จิ้ม ไฟแต่ละบ้านไม่เท่ากัน เวลาในการนึ่งอาจจะเเตกต่างกันไปนะคะ) เมื่อตัวคัพเค้กสุกดีเเล้ว ให้ทำการพักทิ้งไว้ให้เย็นสนิทก่อนที่จะนำมาบีบบัตเตอร์ครีม มิฉะนั้นตัวบัตเตอร์ครีมจะละลายได้ค่ะ เมื่อโดนความร้อน พอเย็นสนิทเเล้วก็นำบัตเตอร์ครีมบีบตกเเต่งคัพเค้กได้ตามใจชอบเลยค่ะ จากนั้นใครจะตกแต่งด้วยเม็ดน้ำตาลน่ารัก ๆ เยลลี่ เม็ดเรนโบว์ หรือ ปักป้ายน่ารัก ๆ เก๋ ๆ เสร็จเรียบร้อยเพื่อน ๆ ก็จะได้คัพเค้กช็อคโลเเลตที่น่ารับประทานเเล้วค้าาา

8. โดนัท พอนเดอริง
โดนัท พอนเดอริง
โดนัท พอนเดอริง
เมนูนี้เอาใจสายกินที่ชอบโดนัทพอเดอริงกันหน่อยยย หลายคนพอได้ทานจากร้านดังกันบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ วันนี้เราจะมาทำโดนัทพอนเดอริงโฮมเมด สูตรนวดมือ ทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่นานด้วยค่ะ แถมไร้สารกันบูดอีกด้วย โดนัทพอเดอริง ที่อร่อยนุ่ม เทียบเท่าสูตรร้านดัง เคลือบด้วยน้ำตาลไอซิ่งหลากสี หลายรส ให้เพื่อนได้ทำตามกันง่าย ๆ เลยค่ะ

วัตถุดิบโดนัทพอนเดอริง : ส่วนผสมของแป้งโดนัท
แป้งสาลี 150 กรัม
แป้งข้าวเหนียว 140 กรัม
แป้งข้าวโพด 20 กรัม
น้ำตาลไอซิ่ง 5 ชต.
หัวนมผง 2 ชต.
ผงฟู 2 ชช.
น้ำมันพืช 1 ชต.
เต้าหู้ขาวแบบนิ่ม 150 กรัม
โยเกิร์ตธรรมชาติ 130 กรัม หรือ 1 กระปุก
นมอัลมอนด์ 45 กรัม
กลิ่นวนิลา 2 ชช.
เกลือป่น ¼ ชช.
น้ำมันปาล์ม สำหรับทอด
วัตถุดิบโดนัทพอนเดอริง : ส่วนผสมของไอซิ่งเกลชเคลือบโดนัท
สีขาว

น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
นมจืด 20 กรัม
สีชมพู

น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
นมจืด 20 กรัม
ผงสตรอว์เบอร์รี 1 ชช. หรือจะใส่สีผสมอาอาหาร
สีช็อกโกแลต

น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
นมจืด 20 กรัม
ผงโกโก้ 1 ชช.
วิธีทำโดนัท พอนเดอริง
ขั้นตอนเเรกเราจะทำในส่วนของเเห้ง ให้นำแป้งสาลี แป้งข้าวข้าวเหนียว น้ำตาลไอซิ่ง หัวนมผง เกลือป่น และผงฟู ใส่กระชอนแล้วร่อนส่วนผสมทั้งหมดลงไปในภาชนะที่สะอาด จากนั้นนำเต้าหู้ขาวนิ่ม มาปี้บดผ่านกระชอนใส่ละเอียดลงไปในภาชนะที่ใส่แป้งเลยค่ะ และเติมโยเกิร์ต น้ำมันพืช นมอัลมอนด์และกลิ่นวนิลา ตามลงไปค้า ใช้มือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ให้จับตัวเป็นก้อนเดียวกัน พักทิ้งไว้ 15-20 นาที

ระหว่างรอพักแป้งนี้เราเตรียมกระดาษไขโดยการตัดกระดาษเป็นสีเหลี่ยมขนาด 8*8 ซม. ไว้สัก 10 แผ่นก่อนค่ะ เมื่อครบเวลาเเล้วนำ แป้งมาตัดแบ่งเป็น 10 ก้อน เมื่อได้ 10 ก่อนแล้ว นำแต่ละก้อนมาแบ่งเป็น 8 ส่วน เมื่อได้ 8 ส่วนเเล้วนำแป้งมาคลึงให้กลม แล้ววางเรียงให้เป็นดอกไม้ แบบพอนเดอริง บนกระดาษไขที่ตัดเตรียมไว้เลยค่ะ จากนั้นใช้ไม้จิ้มเเตะน้ำ มาเเตะระหว่างรอยต่อของแป้ง เพื่อที่จะเชื่อมให้แป้งติดกันค่ะ และใช้มือกดจัดทรงแป้งให้ติดกันสนิท เสร็จเเล้วก็เตรียมนำไปทอดกันจ้า

ตั้งกระทะใส่มันลงไปครึ่งนึงของกระทะ เปิดเเก๊สไฟกลาง รอให้น้ำมันเริ่มร้อน จากนั้นใส่พอนเดอริงลงไปทอดพร้อมกระดาษไขเลยนะคะ ค่อยพลิกกลับด้านไปมา พอโดนัทพอเดอริงเริ่มลอยตัวขึ้น เเล้วค่อยๆเอากระดาษไขออก และทอดต่อ พยายามใช้กระชอนกดโดนัทในจมน้ำมัน จนสุกเป็นสีน้ำตาลทองแล้ว ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันก่อนจะนำไปแต่งหน้าโดนัทกันค้าา

สุดท้ายนี้ก็จะเป็นในส่วนของไอซิ่งเกลชเคลือบโดนัทแล้วค้าา นำน้ำตาลไอซิ่งร่อนใส่ภาชนะ แล้วตามด้วยนมจืด คนผสมให้เข้ากันจนน้ำตาลไอซิ่งไม่จับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเม็ดนะคะ เท่านี้ก็ได้ไอซิ่งเกลชสีขาวเเล้วค่ะ หากเป็นสีชมพูหรือรสสตรอว์เบอร์รี ก็เพิ่มสีผสมอาหารหรือผงสตรอว์เบอร์รีลงไป คนผสมให้เข้ากัน ก็จะได้ไอซิ่งเกรสสีชมพูแล้วค่ะ รสช็อคโกแลตก็ทำเหมือนกันค่ะ เเค่เปลี่ยนเป็นผงโกโก้เท่านี้ค่ะ จากนั้นก็นำโดนัทพอนเดอริง มาจุมกับไอซิ่งเกลช แล้วตกแต่งโรยด้วยเม็ดสีเรนโบว ช็อคโกแลต อัลมอด์นบดหยาบ หรือ ถั่วบดหยาบ ได้ตามใจชอบเลยค้าา

 

 

Cr. bestreview.asia/foods/menus-desserts-without-oven

เชื่อว่าคนที่ชอบกินผักต้องมีสะดุ้งกันบ้างเล็กน้อย ผักสดหลายชนิดในท้องตลาด มีสารเคมีตกค้างอยู่สูง ดังนั้น ถ้าหากใครคิดจะกินผักใบเขียว เพื่อช่วยเสริมให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คงต้องมีร้อน ๆ หนาว ๆ กับอันตรายที่ติดมาจากสารเคมีกันบ้างแหละ ดังนั้นถ้าเราสามารถปลูกผักกินเองได้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในวิธีช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และเห็นผลในระยะยาว ซึ่งผักบางชนิดใช้พื้นที่ไม่มากมายจะปลูกในกระถางวางรอบบ้านก็ทำได้ แถมยังปลอดสารเคมีอีกด้วย ฉะนั้นมาเลือกผักปลูกในสวนที่จะทำให้มีกำลังใจในการปลูกด้วย ผักสามัญประจำสวน เหล่านี้กันจ้า!!

 

ข้อดีข้อการ ปลูกผักกินเอง

  • สร้างความสัมพันธ์ในสังคมตั้งแต่ระดับครอบครัว ด้วยการปลูกผัก หรือการทำเกษตรในเมืองเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้คนได้ร่วมกันเรียนรู้ ทำกิจกรรม และแบ่งปันกัน
  • ลดรายจ่าย มีอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภค และยังสามารถสร้างงานสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ซึ่งหากมีผลผลิตเหลือจากกินเองแล้ว ก็สามารถแบ่งขาย สร้างรายได้เสริมได้ นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การสร้างอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น การแปรรูปอาหาร เป็นต้น
  • การปลูกพืชผักไว้บริโภคเอง ถือเป็นการช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรารู้จักนำพันธุ์ผักพื้นบ้านที่ใกล้สูญพันธุ์ ก็จะเป็นการช่วยอนุรักษ์พันธุกรรมไว้ได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญการปลูกผัก ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้ดีขึ้น บางแห่งนอกจากมีผักแล้ว ยังตามมาด้วยนก และแมลงนานาชนิดช่วยกำจัดศัตรูพืชได้อีกด้วย
  • ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียว ซึ่งส่วนช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดภาวะโลกร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกผักบนดาดฟ้า หรือหลังคา สามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ และมีส่วนช่วยลดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้ ที่สำคัญยังมีส่วนช่วยป้องกันน้ำท่วมจากฝนตกหนักได้อีกด้วย

1. ต้นหอม

 

วิธีเพาะปลูก : ก่อนอื่นให้เตรียมดินปลูก โดยการใช้ถั่งลิสงเอามาทุบให้ละเอียดแบบพอ ห ย าบ ๆ แล้วนำไปผสมกับดินปลูก จากนั้นก็โรยเมล็ดต้นหอมลงไปบนหน้าดิน รดน้ำเช้า-เย็น และเมื่อมีใบขึ้นก็ให้รดแค่วันละครั้ง

ระยะเวลาในการงอกและเก็บเกี่ยว : ต้นหอมจะใช้เวลา 5 วัน ในการงอก และเก็บเกี่ยวได้ใน 45 วัน

2. ถั่วงอก
วิธีเพาะปลูก : ก่อนอื่นให้เลือกเมล็ดถั่วเขียวที่มีความสมบูรณ์ นำไปแช่น้ำ 8 ชั่วโมง (เมล็ดที่สมบูรณ์จะจมน้ำ ส่วนเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์จะลอยน้ำ) เตรียมตะกร้าใส่กระดาษทิชชูไว้สัก 2-3 ชั้น ใส่น้ำเล็กน้อยให้ทิชชู่ชุ่มน้ำ จากนั้นก็นำเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้ มาใส่ลงไปบนทิชชู่ แล้วนำทิชชูที่ชุ่มน้ำจนชุ่มมาปิดทับอีกที ใช้ผ้าชุบน้ำปิดทับอีกชั้น แล้วใช้ถุงดำครอบตะกร้าไว้ เพื่อเก็บ รั ก ษ า ความชุ่มชื้นให้อยู่ได้นานๆ นำไปวางไว้ที่แดดส่องไม่ถึง แล้วทำการรดน้ำ เช้า-กลางวัน-เย็น

ระยะเวลาในการงอกและเก็บเกี่ยว : แค่ 1 วัน ก็จะเริ่มสังเกตเห็นการเจริญเติบโตแล้ว ใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้

 

3. ผักบุ้ง


วิธีเพาะปลูก : ผักบุ้งเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกได้ง่ายมากๆ แค่นำเมล็ดผักบุ้งไปแช่น้ำทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง จากนั้นก็นำลงปลูกในดินได้เลย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์และขั้นตอนให้ยุ่งยาก

ระยะเวลาในการงอกและเก็บเกี่ยว : ผักบุ้งจะใช้เวลาประมาณ 14 วัน ในการงอก และเก็บเกี่ยวได้ใน 25 วัน

4. แตงกวา
วิธีเพาะปลูก : ให้เลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ โดยนำเมล็ดแตงกวาไปแช่ในน้ำอุ่น 50 องศา (เมล็ดที่สมบูรณ์จะจมน้ำ ส่วนเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์จะลอยน้ำ) จากนั้นเตรียมกล่องพลาสติก รองด้วยกระดาษทิชชู พรมน้ำเล็กน้อยให้ชุ่ม ใส่เมล็ดแตงกวาที่แช่น้ำแล้วลงไป ปิดฝากล่องให้สนิท นำไปตากแดดช่วงเช้า 2 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้งอกได้เร็วขึ้น จากนั้นก็ให้นำเมล็ดไปปลูกลงดิน

 

สแลนกันแดด ราคาถูกสุด เพียง 645 บาท/ม้วน สแลนกันแดด สแลน ตาข่ายกรองแสง 100% สแลนเขียว สแลนดำ เหมาะกับใช้งานด้านการเกษตร ไซต์งาน ใช้วัสดุเหนียว ทนทาน ไม่ขาดง่าย มีทั้งขนาดหน้ากว้าง 2 เมตร และ 3 เมตร ยาวถึง 100 เมตร

 

5.ผักชีฝรั่ง


วิธีเพาะปลูก : ผักอีกหนึ่งชนิดที่ปลูกง่ายมากอีกเช่นกัน แต่ใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวสักหน่อย แค่นำเมล็ดผักชีฝรั่ง หรือผักชีใบ เ ลื่ อ ย แช่ในน้ำอุ่น 3 ชั่วโมง แล้วนำลงไปเพาะในดิน รดน้ำเป็นประจำ

ระยะเวลาในการงอกและเก็บเกี่ยว : ผักชีฝรั่งจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ในการงอก และเก็บเกี่ยวได้ใน 4 เดือน

 

6.คื่นช่าย

 

วิธีเพาะปลูก : การปลูกคื่นช่าย ให้คัดเลือกเมล็ดที่ดีก่อน โดยนำไปแช่น้ำ (เมล็ดที่สมบูรณ์จะจมน้ำ ส่วนเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์จะลอยน้ำ) จากนั้นก็นำเมล็ดที่คัดเรียบร้อยไปห่อกระดาษทิชชู แล้วใส่กล่องพลาสติกปิดฝาไว้ แช่ตู้เย็นทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำลงปลูกในดินหรือในกระถางได้เลย

ระยะเวลาในการงอกและเก็บเกี่ยว : คื่นช่ายจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ในการงอก และเก็บเกี่ยวได้ใน 80 วัน