เมื่อต้มน้ำซุปและเตรียมเครื่องเสร็จแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน โดยเพื่อให้ครบเครื่องแล้วละก็ ให้เตรียมใบตำลึง และจิงจูฉ่าย ใส่ลงไปด้วย เพราะนอกจากจะช่วยให้ทานอร่อยขึ้นแล้ว ผักเหล่านี้ ยังเป็นสมุนไพรที่ส่งผลดีต่อสุขภาพด้วย โดยใบตำลึงจะช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษ บำรุงสายตา ในขณะที่จิงจูฉ่าย ก็ช่วยขับลม บำรุงปอด และยังมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่า สูตรการทำต้มเลือดหมู จะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องใส่ผักสองชนิดนี้เท่านั้น แต่ด้วยเป็นผักที่นิยมใส่รับประทานกัน ก็ลองใส่ตามลงไปดู รับรองว่าไม่ผิดหวัง

ส่วนผสม

  • เลือดหมู
  • เครื่องในหมู ตับ หัวใจ กระเพาะ ไส้อ่อน
  • เนื้อหมู
  • ใบตำลึง
  • จิงจูฉ่าย
  • สาหร่าย
  • ดอกไม้จีน
  • กระเทียมเจียว
  • ตั้งฉ่าย
  • ขึ้นฉ่าย
  • พริกไทยป่น
  • น้ำซุป

 

วิธีทำ

  1. นำเลือดหมู และเครื่องในต่าง ๆ ที่ต้มจนสุกแล้ว พร้อมเนื้อหมูหั่นสไลด์บาง ๆ มาทำการลวกในน้ำร้อน ใส่ลงในชาม
  2. จากนั้น ลวกใบตำลึงหรือใบจิงจูฉ่าย ให้สุกนิ่ม ใส่ลงในชาม ตามด้วยสาหร่าย ดอกไม้จีน ตามชอบ
  3. ใส่กระเทียมเจียว ตั้งฉ่าย ขึ้นฉ่าย โรยด้วยพริกไทยป่น เติมน้ำซุปใส่ลงไปในชาม เป็นอันเสร็จ
  4. ปรับสูตรต้มเลือดหมูยังไง ให้ได้ใจลูกค้า

สำหรับสูตรการทำ ต้มเลือดหมู นี้ อ้างอิงมาจาก ต้มเลือดหมู ร้านสันติพรชัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร หากใครสนใจก็ลองไปทำตามดูได้ หรือจะประยุกต์สูตรในรูปแบบของตนเองก็ได้ตามชอบ เพราะคนในครอบครัวหรือลูกค้าบางคนอาจไม่ชอบทานเครื่องใน การเพิ่มหมูนุ่ม หมูหมัก หรือ หมูเด้ง ใส่แทนลงไป ก็จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและความอร่อยให้กับต้มเลือดหมูของคุณมากขึ้น หากใครสนใจแล้วละก็ ลองไปทำตามกันดูนะครับ

 

เครื่องสไลด์หมู เครื่องสไลด์เนื้อ พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในราคาเพียง 3300 เครื่องสไลด์หมู SGE ช่วยตอบโจทย์ช่วยการสไลด์หมูได้อย่างรวดเร็ว ทำต้มเลือดหมู เป็นเรื่องแสนง่ายไปเลย โดย เครื่องสไลด์หมู ยังมีให้เลือกหลายสเปค

 

บอกเลยว่าคนไทยขาดไอติมไม่ได้ ! เพราะถึงแม้ว่าอากาศบ้านเราจะเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวยังไง แต่มันยังร้อนอยู่ดีแหละเนอะ และวันนี้เรามีอีกหนึ่ง สูตรของหวานเย็น อร่อยมาก สูตรไอศกรีมโฮมเมด ที่บอกเลยว่าบ้านไหนมีตู้เย็น บ้านนั้นทำได้แน่นอน เรารวบรวมสูตรของหวานเย็นๆ ไอติมกะทิถั่วดำ ไอติมโบราณ อร่อย หวานมัน หยิบกินกันเพลินๆ ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำเก็บไว้ได้นาน ไม่ต้องมีพิมพ์ไอศกรีมก็ทำได้ ใครเป็นสายขนมไทยน้ำกะทิรับรองว่าต้องเลิฟเมนูนี้ค่ะ แถมใครอยากเอาไปต่อยอดทำขายในหมูบ้านก็ปังแน่ๆ เด็กๆ ติดใจชัวร์ !

 

วุ้นผลไม้ วุ้นแตงโม 

วัตถุดิบ
แตงโม ½ ลูก,แคนตาลูปหั่นเต๋า ½ ถ้วยตวง,เมลอนหั่นเต๋า 1 ถ้วยตวง , ,แอปเปิ้ล 1 ลูก , เจลาตินผง 3 ช้อนโต๊ะ , องุ่นไร้เมล็ด ½ ถ้วยตวง,สตรอว์เบอร์รีหั่น ½ ถ้วยตวง, น้ำเย็นจัด 1 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ
1.ใส่ผงเจลาตินใส่น้ำเย็นจัด คนให้วุ้นละลาย แล้วพักไว้
2.คว้านเนื้อแตงโมออกมาให้หมด เอาแต่เนื้อ
3.ตั้งหม้อใส่ผงวุ้นที่ละลายไว้ ใส่น้ำตาลทรายคนให้น้ำตาลละลาย พักไว้จนอุ่น แล้วนำกระชอนกรองพวกเศษๆ ออก
4.เตรียมผลไม้หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่ผลไม้ทั้งหมดลงไปเปลือกแตงโมที่คว้านเอาเนื้อออก
5.จากนั้นนำน้ำเจลาตินราดไปในเปลือกให้เต็ม นำไปแช่เย็นจนวุ้นเซ็ตตัว นำออกมาจากตู้เย็นผ่าครึ่งซีกพร้อมเสิร์ฟ

บิงซูเมล่อน ทำง่ายไม่กี่ขั้นตอน



วัตถุดิบ
นมสดรสจืด 2 ถ้วยตวง ,น้ำเย็น 1 ถ้วย , ผงวานิลลา 30 กรัม ,น้ำเชื่อม 1/4 ถ้วย , แคนตาลูป เมลอน แตงโมสีแดง , นมข้นหวาน , ข้าวพอง ,ถั่วอัลมอนด์ คอร์นเฟล็ก หรือท็อปปิ้งอื่น ๆ ตามชอบ , ไอศกรีมวานิลลา หรือไอศกรีมอื่น ๆ ตามชอบ

วิธีทำ
1.นำนมสดรสจืด ผสมน้ำเชื่อม ผงวานิลลา ตีให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเทใส่บล็อกน้ำแข็ง แล้วแช่ช่องฟรีซ
2.จากนั้นใช้ที่คว้าน คว้านลงไปที่ผลไม้ แคนตาลูป เมลอน แตงโมสีแดง โดยคว้านให้สวยงาม เป็นก่อนกลมๆ แช่ฟรีซไว้ให้เย็น
3.จากนั้นนำนมที่แช่ตู้เย็นจนแข็งมาปั่นให้ละเอียด
4. เทนมที่ปั่นละเอียดลงในเมล่อนที่คว้านเนื้อออกแล้ว จัดให้สวยงาม (ขั้นตอนนี้ควรรีบทำเนื่องจากน้ำแข็งอาจจะละลายได้) นำเนื้อผลไม้มาวางเรียงให้สวยงาม ราดด้วยนมข้นหวาน โรยหน้าด้วยท๊อปปิ้งตามชอบ

ลอดช่องน้ำกะทิ ของหวานเย็นๆ คู่คนไทย



วัตถุดิบ
แป้งข้าวเจ้า 150 กรัม , แป้งมัน 30 กรัม , ใบเตย 20 ใบ , น้ำปูนใส 800 กรัม , น้ำเย็นจัด (สำหรับพักเส้น)
วัตถุดิบทำน้ำกะทิราด
น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม ,หัวกะทิ 500 มิลลิลิตร , เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
1.นำใบเตย น้ำปูนใส ใส่ในเครื่องปั่น นำไปปั่นให้ละเอียด
2.เมื่อปั่นเสร็จให้นำมากรองด้วยกระช้อนตาถี่ หรือผ้าขาวบาง หลังจากได้น้ำแล้วให้ตักฟองออก
3.ใส่แป้งข้าวเจ้า คนส่วนผสมให้เข้ากัน กรองด้วยกระช้อนอีก 1 รอบ
4.ตั้งไฟกลาง เคี่ยวน้ำลอดช่อง เคี่ยวจนแป้งจับตัวจนข้น
5.นำน้ำลอดช่องที่เคียวจนข้นเหนียวได้ที่ เทใส่หม้อที่มีรู ข้างล่างให้เทน้ำสะอาดไว้เพื่อรองลอดช่องที่จะออกมา จะได้ลอดช่องที่เป็นเส้น
6.ทำน้ำกะทิราด ใส่น้ำกะทิลงในหม้อ ตามด้วยน้ำตาลมะพร้าว จากนั้นตั้งไฟแล้วเคี่ยวจนน้ำตาลละลาย
7.นำลอดช่องใส่น้ำน้ำแข็งตามชอบ ราดด้วยน้ำกะทิพร้อมเสิร์ฟ


เครื่องทำบิงซู สเปคสูง ผลิตบิงซูได้มากถึง 90 กิโลกรัม/ชั่วโมง เครื่องทำน้ำแข็งใสปุยหิมะ ของแท้ คุณภาพอันดับ 1 จาก SGETHAI สามารถทำงานได้ต่อเนื่องได้นาน เหมาะสำหรับผผู้ที่ต้องการใช้งานหนักได้ เครื่องทำบิงซู มาพร้อมบริการซัพพอร์ตมืออาชีพ ซื้อเครื่องทำบิงซูไปแล้วมีปัญหาสามารถติดต่อทีมงานเพื่อรับการซ่อมได้เลย


เฉาก๊วย สูตรเหนียวหนึบ

เป็นอีกหนึ่งเมนู ของหวานเย็นๆ ที่ดับร้อน คู่คนไทยมาอย่างช้านาน เฉาก๊วย (ภาษาอังกฤษ Grass Jelly) ทำมาจาก หญ้าเฉาก๊วย โดยหญ้าเฉาก๊วย เป็นพืชชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ มิ้นต์

วัตถุดิบ
ผงเฉาก๊วย 200 กรัม , น้ำเปล่า ไว้ละลายผงเฉาก๊วย , น้ำตาลทรายแดง (โอวทึ้ง) , น้ำเชื่อม

วิธีทำ
1.ใส่ผงเฉาก๊วยลงในหม้อ จากนั้นค่อยใส่น้ำที่ละนิดสลับกลับนวด นวดจนให้ผงเฉาก๊วยให้เป็นเหมือนดาร์คช็อคโดแลต จากนั้นใส่น้ำอีก 1.5 ลิตร
2.ตั้งเตาปานกลาง ตั้งหม้อ กวนเฉาก๊วยอยู่ตลอดเวลา จนเริ่มจับตัวจนเป็นก้อน เบาไฟลง กวนไปเรื่อยประมาณ 7-8 นาที จนเนื้อเฉาก๊วย ดำ เงา ให้นำไปเทใส่ถาด เพื่อขึ้นรูปเฉาก๊วย รอจนเนื้อเฉาก๊วยเย็นลง
3.เมื่อเนื้อเฉาก๊วยเย็นลงให้ผ่าเป็นก้อนๆ 4 เหลี่ยม
4. นำเฉาก๊วยใส่ถ้วยใส่น้ำเชื่อม น้ำแข็ง และ ตามด้วย น้ำตาลทรายแดง

ทับทิมกรอบ ของหวานเย็นๆ ที่ขาดไม่ได้

สูตรนี้ทำตามแล้วได้จริงๆ ขอบคุณสูตร จาก FoodTravelTVChannel

วัตถุดิบ
น้ำลอยดอกมะลิ,กะทิสำเร็จรูป 1 กล่อง,เกลือป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ,ใบเตยมัดเป็นปม,เทียนสำหรับอบขนม
,แห้ว,สีผสมอาหารสีแดงผสมน้ำ,สีผสมอาหารสีเขียวผสมน้ำ,แป้งมัน,น้ำตาลทราย (ไม่ขัดสี),น้ำแข็งบด

วิธีทำ
1.หั่นแห้วเป็นลูกเต๋า ขนาด 1 ซม.
2.นำสีผสมอาหารไปผสมกับน้ำเปล่า จากนั้นเทลงไปในชามแห้วคลุกให้สีติดตัวแห้วจนทั่ว ทิ้งไว้ 10 นาที
3.นำกะทิไปตั้งไฟ ตามด้วยใบเตย , น้ำตาลทราย , น้ำลอยดอกมะลิ , เกลือ ต้มให้เดือดเล็กน้อย พักไว้ให้เย็น
4.รินน้ำสีแดงที่แช่แห้วไว้ทิ้งไป ใส่แห้วทั้ง 2 สีลงคลุกในแป้งมัน นำตะแกรงตาห่างมาร่อนแห้ว เพื่อขจัดเศษแป้งส่วนเกินทิ้งไป
5.ตั้งน้ำให้เดือด นำแห้วลงไปต้มจนสุก ประมาณ 10 นาที ตักแห้วขึ้นมาพักในน้ำเย็นจัด
6.ตักทับทิมกรอบ เสิร์ฟพร้อมน้ำกะทิแช่เย็น เป็นอันเสร็จ

ไอศกรีมกะทิ สูตรทำง่ายๆ

“ ไอศกรีมกะทิ สูตรโบราณ” เมนู ของหวานเย็นๆ สูตรนี้จะเน้นที่ใช้วัตถุดิบน้อย ทำกินกันในครอบครัวง่ายๆ ไอติมสูตรนี้มี เนื้อสัมผัสที่เข้าข้น หวานมัน กลิ่นกะทิโชยมาแต่ไกล ต้องลองทำกันเลยจร้า

วัตถุดิบ
กะทิอร่อยดี 500 มล. , น้ำตาลทราย 100 กรัม , เกลือ 1/2 ช้อนชา , แป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ. , กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา ,ถั่วลิสงคั่ว , เครื่องเคียงตามชอบ >>> ถั่วแดง,ลูกเดือย,ลูกชิด,ข้าวโพด

วิธีทำ
1. นำแป้งข้าวโพดมาละลายผสมกับกะทิบางส่วน ใช้ตะกร้อตี หรือ เครื่องตีแป้ง ตีจนแป้งข้าวโพดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน

2. ตั้งหม้อใช้ไฟกลาง ใส่กะทิ เกลือ น้ำตาลทราย กลิ่นวนิลา เคียวด้วยไฟกลางจนส่วนผสมทั้งหมดเริ่มหนืดตัว

3.ปรับเป็นใช้ไฟอ่อน ใส่แป้งข้าวโพดที่ได้ละลายไว้แล้วในข้อ1คนจนส่วนผสมทั้งหมดเริ่มเดือดเล็กน้อย
ปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น

4.เทใส่กล่องหรือภาชนะอื่น ปิดฝา นำไปแช่เย็น ประมาณฟรีซ 3-4 ชั่วโมง
*** ขั้นตอนนี้ หากต้องการทำ ไอศกรีมกะทิ ไข่แข็ง ให้ใช้ไข่เป็ด 2 ฟอง และแยกเอาแต่ไข่แดง เทลงบนตัวไอศกรีม พร้อมคนให้ส่วนผสมเข้ากัน

5.นำออกจากช่องฟรีซ และนำมาให้ ไอศกรีมกะทิ เนียนละเอียด นำออกมาใส่กล่องแช่ฟรีซไว้ 1 คืน

6.ตักเครื่องเคียงพร้อมเสิร์ฟคู่กับ ไอติมกะทิสด โรยด้วยถั่วลิสงคั่ว และนมข้นจืดคาร์เนชั่น

วุ้นกะทิ หวานเย็น

เมนูวุ้นกะทิ อีกหนึ่งเมนู ขนมหวานเย็นๆ สุดฮิต เป็นขนมหวานคลายร้อนได้อีกด้วย เอาไปแช่ฟรีซแล้วนำออกมาทานเย็นรับรองความร้อนของคุณจะหายเป็นปลิดทิ้ง สูตรจาก คุณ isweet สมาชิกเว็บไซต์ Pantip.com เป็นสูตรที่หอม และเนื้อวุ้นเด้งสู้ลิ้นเป็ยอย่างมาก

วัตถุดิบ
ผงวุ้น 1+1/2 ช้อนโต๊ะ , น้ำมะพร้าวหรือน้ำเปล่า 2+1/2 ถ้วย (ถ้าเป็นน้ำลอยดอกมะลิ จะหอมมากกว่านี้ หรือกลิ่นมะลิก็ได้) , ใบเตยหั่นเป็นท่อน 2-3 ใบ , น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วยพูน ๆ (ชิมรสดูตามชอบนะคะ พอดีอ้อไม่ชอบหวานจัดค่ะ) , เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอ่อน ๆ 1 ลูก หั่นเต๋า จะได้ประมาณ 1/2 ถ้วย (ใส่มากกว่านี้ได้นะ พอดีอ้อจำกัดแค่ลูกเดียวได้แค่นี้) , หัวกะทิ 2+1/2 ถ้วย , เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
1. ละลายผงวุ้นกับน้ำ นำขึ้นตั้งไฟ ใส่ใบเตยหั่นท่อนลงไป ต้มพอเดือด คนผสมจนส่วนผสมวุ้นเริ่มเหนียว

2. ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ตามด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อน

3. พอเดือดค่อย ๆ เทหัวกะทิลงไป คนเบา ๆ อย่าให้กะทิแตกมัน ใส่เกลือป่นเพื่อตัดรสนิดหน่อย

4. พอเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ (เอาใบเตยออก) นำไปใส่พิมพ์ (อ้อไม่มีอะไรเลย จึงใส่แก้วและกล่องพาสติกทนความร้อนแทน) จากนั้นนำไปแช่เย็นให้วุ้นเซตตัว นำออกมากินเย็น ๆ มันชื่นใจมาก

แตงไทย ใส่น้ำกะทิเย็นๆ


แตงไทรูปแตงไทน้ำกะทิจาก @chloechh สมาชิก Pantip

หากพูดถึงของหวานเย็นๆ ของไทย คงไม่มีใครไม่นึกถึง แตงไทยน้ำกะทิ เป็นอีกหนึ่งของหวานที่นำแตงไทมาสร้างสรรค์เป็นเมนูของหวานได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยรสชาติหอมหวาน และยังมีประโยชน์อีกด้วย เนื่องจากแตงไทเป็นผลไม้ฤทธิเย็น ช่วยเรื่องร้อนใน มีวิตามินเอสูงอีกด้วย สูตรนี้ได้มาจาก คุณ chloechh สมาชิกเว็บไซต์ Pantip

วัตถุดิบ
หัวกะทิ 650 ml.,น้ำตาลมะพร้าว แล้วแต่ความชอบค่ะ (แนะนำให้ทำหวานๆไว้ค่ะ)
แตงไทย ยิ่งแก่ยิ่งดีค่ะ,เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ
1. ตั้งหม้อ ใส่น้ำกะทิ ใส่น้ำตาลมะพร้าว เหลือ โดยใช้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวแค่พอให้น้ำตาลละลาย อย่าให้กะทิแตกมัน เดี๋ยวจะไม่อร่อย
2 หั่นแตงไทเป็นชิ้นๆ พอดีคำ เทใส่น้ำกะทิ แล้วนำไปแช่เย็น ให้เย็นจัด นำออกมาใส่น้ำแข็ง เท่านี้ก็จะได้แตงไทที่เย็นชื่นใจแล้วครับ

 

 

 

รู้จักกับ วาฟเฟิล กันหน่อย!

วาฟเฟิล (Waffle) เป็นอาหารจานโปรดที่เกิดขึ้นมา 100 กว่าปีแล้ว คาดว่ามีขึ้นในศตวรรษที่ 13 ขนมวาฟเฟิล (Waffle) มาจากภาษาดัตซ์ Wafel หมายถึง ชิ้นส่วนของรังผึ้ง ก็มีแป้งสาลี น้ำตาล ไข่ และนม นำมาราดบนแผ่นเหล็กที่ร้อน ๆ ในสมัยกรีกโบราณ ต่อมาก็มีคนคิดแผ่นเหล็กร้อนมาประกบกัน และเพื่อทำให้สุกอย่างรวดเร็ว

 

วาฟเฟิล เบลเยี่ยม

ส่วนผสม วาฟเฟิล
  • ไข่ไก่เบอร์ 0 / large eggs = 2 ฟอง 
  • น้ำตาล / Sugar = 35 g
  • นมสดจืดอุ่นๆ /Milk ,Lukewarm = 100 ml 
  • นมข้นจืดอุ่นๆ / Evaporated Milk ,Lukewarm = 90 ml 
(สามารถใช้นมสดทั้งหมด 190 ml แต่ถ้าใช้ผสมกันจะหอมมันอร่อยกว่า  All milk can be used ) 
  • กลิ่นวานิลลา / Vanilla Extract =  1 ช้อนชา 
( ใช้กลิ่นเนย หรือเนยนมก็ได้ตามชอบ) 
  • แป้งขนมปัง / Bread flour = 300g 
  • แป้งเค้ก / Cake flour = 180g 
  • หัวนมผง / Milk powder = 10 g 
  • เกลือ / Salt =  1/2 ช้อนชา Teaspoon 
  • ยีสต์ / instant yeast = 7 g (3 ช้อนชา) 
  • เนยสดจืด / Unsalted Butter = 190g 
TOPING 
  • น้ำตาลทรายแดงคาราเมล / Brown Caramel  sugar
วิธีทำ วาฟเฟิล
  1. ตีไข่ไก่ในชามผสม เติมน้ำตาล นมสด นมข้นจืด กลิ่นวานิลลาลงไป ขนให้เข้ากัน
  2. ร่อนแป้ง เกลือ และนมผงลงไป ใส่ผงยีสต์
  3. ตีด้วยเครื่องตี ความเร็วต่ำ 1-2 นาที จากนั้นทยอยใส่ของเหลวที่ผสมไว้ลงไป
  4. พอแป้งเข้ากันเป็นรูป ค่อยใช้ความเร็วขึ้น นวดจนส่วนผสมเข้ากันเป็นก้อน จากนั้นใส่เนยลงไป
  5. นวดจนส่วนผสมเข้ากันจนเนียน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
  6. คลึงแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ หน้าเรียบ แรปปิด ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง หรือดูให้แป้งขึ้นเป็น 2 เท่า
  7. จากนั้นหยิบมานวดไล่ลมออก ตัดแบ่งเป็นก้อนละ 40 กรัม หรือขนาดตามชอบ 
  8. คลึงเป็นลูกกลมๆ แล้ววางใส่ถาด แรปปิด จากนั้นนำไปแช่ในตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมงหรือข้ามคืน 
  9. จากนั้นนำออกมาคลึงแล้วใส่ไส้ตามชอบ ม้วนปิดไส้ นำไปคลึงด้วยน้ำตาลทรายแดง 
  10. วางใส่เครื่องทำวาฟเฟิล ใช้ความร้อนต่ำค่อนกลาง เป็นเวลา 4-5 นาที เป็นอันเสร็จ 
วาฟเฟิลไอศกรีม
 

สูตรจาก คุณ dearyjung

    อากาศยามบ่ายร้อน ๆ มาเพิ่มความสดชื่นด้วยเมนูวาฟเฟิลไอศกรีม เริ่มจากทำแป้งวาฟเฟิลแล้วอบจนสุก ต่อมาก็โปะไอศกรีมและท็อปปิ้งตามชอบ

ส่วนผสม วาฟเฟิลไอศกรีม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม 
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม 
  • ผงฟู 1 ช้อนชา
  • นมสด 300 มิลลิลิตร
  • เนย 50 กรัม 
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • ไอศกรีมตามชอบ
  • ซอสคาราเมล
  • ซอสช็อกโกแลต
  • ท็อปปิ้งตามชอบ เช่น เวเฟอร์ช็อกโกแลตและสตรอว์เบอร์รี
  • น้ำตาลไอซิ่ง
 
วิธีทำวาฟเฟิลไอศกรีม
  1. ตีไข่ไก่กับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ใส่แป้ง ผงฟู (ที่ร่อนเอาไว้แล้ว) นม เนยละลาย และกลิ่นวานิลลา ตีจนเข้ากัน
  2. ทาเนยที่เครื่องทำวาฟเฟิล เทส่วนผสมแป้งลงไปพอประมาณ อบวาฟเฟิลประมาณ 2 นาที จัดใส่ภาชนะ ใส่ไอศกรีมตามชอบลงบนวาฟเฟิล ราดซอสคาราเมล
  3. นำวาฟเฟิลอีก 1 แผ่นมาทับไอศกรีม แล้วใส่ท็อปปิ้งตามชอบ ราดซอสช็อกโกแลต โรยไอซิ่งตกแต่งให้น่ากิน

วาฟเฟิลบราวนี่

สูตรและรูปจาก คุณ BlackPiano

ใครจะไปรู้ว่าบราวนี่แปลงร่างเป็นวาฟเฟิลได้อร่อย พบกับวาฟเฟิลบราวนี่ จับแป้งผสมผงโกโก้ ใส่ช็อกโกแลตชิพ เติมกลิ่นวานิลลา พออบเสร็จแต่งด้วยไอซิ่งและอัลมอนด์สไลซ์
 
ส่วนผสม วาฟเฟิลบราวนี่

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2/3 ถ้วย (ประมาณ 65 กรัม)
  • ผงโกโก้ 1/3 ถ้วย (ประมาณ 25 กรัม)
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • เนยจืด (ละลาย) 4 ช้อนโต๊ะ 
  • ช็อกโกแลตชิพ 4 ออนซ์ (ประมาณ 120 กรัม)
  • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย 
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง    
  • กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
  • น้ำตาลไอซิ่ง (โรยหน้า)
  • อัลมอนด์สไลซ์ (โรยหน้า)

วิธีทำวาฟเฟิลบราวนี่

  1. ร่อนแป้งอเนกประสงค์กับเกลือ และผงโกโก้เข้าด้วยกัน
  2. ผสมเนยสด ไข่ไก่ และกลิ่นวานิลลาเข้าด้วยกัน ค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนผสมให้เข้ากัน เทลงในส่วนผสมแป้ง คนผสมให้เข้ากัน ใส่ช็อกโกแลตชิพลงไป คนผสมให้เข้ากัน
  3. เปิดเตาวาฟเฟิลเตรียมไว้ พอเตาวาฟเฟิลร้อนแล้วตักส่วนผสมใส่ลงไป รอจนสุกประมาณ 2 นาที นำออกจากเตา โรยน้ำตาลไอซิ่งและอัลมอนด์สไลซ์

บทความแนะนำ

อัพเดท 2022 แนะนำ 5 เครื่องตีแป้ง น่าใช้งาน ราคาไม่แพง มีแบรนด์ไหนบ้าง

 

 

ใครที่เกิดมาไม่เคยกินไข่เเจียวบ้าง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูไข่ที่ต้องเคยผ่านปากกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ถ้าให้กินไข่เจียวซ้ำ ๆ เดิม ๆ ทุกวัน เชื่อเลยว่าต้องมีเอียนกันแน่ ๆ วันนี้เชฟก้อยก็เลยหาวิธีแก้เบื่อมาฝากค่ะ ด้วย  เมนูไข่เจียว และอาหารทอดที่ทำจากไข่หลากหลายเมนูมาฝาก ที่จะเปลี่ยนไข่เจียวธรรมดา ๆ ของคุณให้มีความพิเศษ และอร่อยยิ่งขึ้น

 

 1. ไข่เจียวหม้อ วิธีทอดไข่เจียวให้ฟู

 

แน่นอนเลยว่า ปัญหาอันใหญ่หลวงของคนที่ชอบทำไข่เจียวกิน นั่นก็คือ ทอดไข่เจียวเท่าไหร่ก็ไม่ฟู ทอดเสร็จแปบเดียวก็แฟ่บติดจาน ไม่น่ากินเอาซะเลย หลายคนอาจจะลองมาก็หลายวิธี ทั้งบีบมะนาว ใส่แป้ง ใส่น้ำมันจนท่วม หรือไม่ก็แยกไข่ขาวกับไข่แดงออกจากกันซะเลย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักที ต้องเจอนี่เลย ไข่เจียวทอดหม้อ เทคนิคการทอดไข่เจียวขั้นเทพ จาก คุณ Calamity สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่รับรองว่า ไข่เจียวของคุณพอทอดออกมาแล้วไม่แฟ่บ แถมยังกรอบนอกนุ่มใน ไร้ตัวช่วยใด ๆ อีกด้วย 

 

ส่วนผสม   

  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • ซีอิ๊วขาว
  • หม้อ 
  • น้ำมันสำหรับทอด


วิธีทำ 
            
1. ใส่น้ำมันพืชลงหม้อ แล้วนำไปตั้งไฟ พอให้เริ่มมีควันเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับควันโขมง (สิ่งที่ยังขาดไม่ได้ก็คือ "ไฟ" ต้องมีความแรงอยู่พอสมควร แต่ไม่ถึงกับต้องแรงจัด)
            
2. ตีไข่ไก่พอแตก ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว แล้วตีเร็ว ๆ ให้เข้ากัน ตีเสร็จแล้วรีบเทลงกระทะทันที ฟองอากาศจะได้ยังแฝงตัวอยู่ในเนื้อไข่ ไม่ลอยขึ้นมาจนหมด
            
3. ทอดไข่ไก่จนสุกทั้ง 2 ด้าน พอทอดไปสักครู่ จนเริ่มเห็นว่าผิวด้านบนของไข่เริ่มแห้ง ตักขึ้นพักไว้บนตะแกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมัน ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

 

ศูนย์รวม เครื่องทำไส้กรอก เครื่องมัดไส้กรอก เครื่องยัดไส้กรอก คุณภาพสูง ทนทาน รับประกันนานถึง 1 ปีเต็ม เครื่องทำไส้กรอกเป็นเครื่องจักรอุตสาหกรรมอาหาร สามารถผลิตไส้กรอกแบบพิเศษ เครื่องทำไส้กรอกใช้วัสดุสเตนเลสคุณภาพหมดปัญหาเรื่องความปลอดภัย

ข้าวไข่เจียวเห็ด

หากใครเบื่อข้าวไข่เจียวหมูสับ แนะนำให้ลองทำ ข้าวไข่เจียวเห็ด ทานแทน ไม่แน่ว่าอาจจะติดใจ เพราะด้วยสัมผัสที่หนุบหนับ จะทำให้ไข่เจียวของคุณมีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้สูตรอื่น ๆ แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยใครจะใช้เห็ดแชมปิญองตามรูป หรือ เห็ดเข็มทอง ตามสูตรที่นำฝากกันก็ได้นะ

ส่วนผสม

  • เห็ดเข็มทอง 500 กรัม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • ต้นหอม 2 ต้น
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 หยิบมือ (ล้างเห็ดเข็มทอง)
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วย (ล้างเห็ดเข็มทอง)
  • น้ำมันสำหรับทอดไข่
     

วิธีทำ

  1. นำเห็ดเข็มทองมาแยกออกจากกัน จากนั้น นำไปแช่น้ำ โรยเกลือลงไป แช่ทิ้งไว้ เป็นเวลา 5 นาที เสร็จแล้ว พักให้สะเด็ดน้ำ
  2. ซอยต้นหอมให้ละเอียด ใส่ชามผสม เสร็จแล้ว ตอกไข่ไก่ลงไป 3 ฟอง ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา เจียวไข่ให้เข้ากัน
  3. ตั้งกระทะ ใส่เห็ดเข็มทองลงไป วางเรียงให้รอบกระทะ จากนั้น ใส่น้ำมันสำหรับทอดลงไป รอให้กระทะร้อนแล้ว เทไข่ลงไป ทอดให้ไข่สุกทั้ง 2 ด้าน เป็นอันเสร็จ

ข้าวไข่เจียวทอร์นาโด

วิธีทำไข่เจียวแบบใหม่ ที่มาจากประเทศเกาหลี ซึ่งจะทำให้ไข่เจียวมีริ้วสวยงาม คล้ายพายุทอร์นาโด น่ารับประทานสุด ๆ รับรองว่า จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไข่เจียวคุณได้เป็นอย่างดี โดยเคล็ดลับสำคัญคือ ปริมาณไข่ไก่ที่ใช้ ต้องสัมพันธ์กับขนาดของกระทะ รวมถึงเวลาตีไข่ ต้องตีให้เนื้อมีความเนียนละเอียด ถึงจะทำให้เวลาม้วนแล้ว มีความสวยงาม ซึ่งถ้าหากใครอยากตีไข่ให้เนื้อเนียนละเอียดได้อย่างรวดเร็ว

 

ส่วนผสม

  • ไขไก่ 2 ฟอง (ปริมาณปรับได้ตามขนาดของกระทะ)
  • ข้าวสวย 1 ถ้วย
  • น้ำมันสำหรับทอด 2 – 3 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ

  1. ตอกไข่ไก่ ใส่ชามผสม ตีไข่ไก่ให้เข้ากัน จนกว่าจะได้ไข่ไก่ เนื้อเนียนละเอียด เสร็จแล้ว ให้ตักข้าวใส่ถ้วย โปะใส่จานเตรียมไว้ให้เรียบร้อย
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไป เคลือบน้ำมันให้ทั่วกระทะ รอจนกระทะและน้ำมันร้อนได้ที่แล้ว เทไข่ไก่ลงไป
  3. พอเทไข่ไก่เสร็จ ให้ใช้ตะเกียบสองอัน ปักไปที่ข้างซ้ายและขวาของกระทะ แล้วกรีดไข่เจียวเข้ามาตรงกลาง โดยเว้นระยะห่างจากกัน เหมือนกับเวลาคีบตะเกียบ พอเริ่มเห็นไข่เป็นริ้ว ๆ แล้ว ให้ใช้มือหนึ่งจับตะเกียบ อีกมือหนึ่งจับกระทะ ค่อย ๆ หมุนไปในทิศทางเดียวกัน ให้ไข่สุก และเป็นริ้ว ๆ คล้ายทอร์นาโด
  4. พอไข่สุกทั่วกันดีแล้ว ให้ยกขึ้นมาโปะข้าวสวย ให้สวยงาม เป็นอันเสร็จ
 

ข้าวไข่เจียวชีส

 
ไข่เจียวชีสแน่น ๆ คงจะเป็นรสชาติที่ถูกใจใครหลาย ๆ คน ดังนั้น หากใครอยากทำ ข้าวไข่เจียว ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เมนูนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลย ซึ่งถ้าหากอยากเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากขึ้น สามารถใส่แฮมเพิ่มลงไป ทำเป็นเมนู ข้าวไข่เจียวแฮมชีส ก็ได้นะ

ส่วนผสม
  • ไข่ไก่ 4 ฟอง
  • พริกไทย 1 ช้อนชา
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เชดด้าร์ชีสขูดฝอย ตามชอบ
  • ผักชี สำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
  1. เตรียมชามผสม ตอกไข่ไก่ 4 ฟอง ลงไป ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ตีไข่ให้เข้ากัน
  2. เติมนมสด 2 ช้อนโต๊ะ ลงไป ผสมให้เข้ากันดี
  3. ตั้งกระทะ ใส่เนยลงไป เปิดไฟกลาง เคลือบเนยละลายให้ทั่วกระทะ จากนั้น ใส่ไข่ที่ตีไว้ลงไป ค่อย ๆ ใช้ไม้พายคนไข่เข้าไปตรงกลางให้ทั่ว ๆ ให้ไข่สุกทั่ว ๆ กัน
  4. พอไข่เจียวด้านบนเริ่มสุกดีแล้ว ให้โรยชีสลงไปครึ่งหนึ่งของไข่เจียว เมื่อไข่เจียวด้านล่างเริ่มเป็นสีเหลืองทองสุกดีแล้ว ให้ม้วนไข่เจียวครึ่งหนึ่งขึ้นมาโปะด้านบน ทอดต่อไปจนกว่าชีสจะละลายดีตามต้องการ
  5. จัดเสิร์ฟใส่จาน โรยหน้าด้วยผักชี ตามชอบ เป็นอันเสร็จ
 

โรสแมรี่ (Rosemary) เป็นพืชสมุนไพรพื้นเมืองของแถบเมดิเตอร์เรเนียน จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา ใบ มีรูปร่างคล้ายเข็ม ยาว 2-4 เซนติเมตร กว้าง 2-5 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอม และเขียวอยู่ตลอดปี ด้านบนของใบมีสีเขียว ด้านท้องใบเป็นสีขาว และมีขนปกคลุม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีชมพู สีม่วง หรือสีฟ้า ใช้ปรุงอาหารทำให้มีกลิ่นหอม ปัจจุบัน เริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการอาหารบ้านเรามากขึ้น ไม่เพียงแค่เฉพาะโรงแรมที่ใช้นำมาประดับตกแต่งมื้ออาหารสุดหรู แต่ยังแพร่หลายไปถึงระดับครัวเรือนที่ชื่นชอบทำอาหารสไตล์ฝรั่ง ก็สามารถเข้าถึงสมุนไพรโรสแมรี่นี้ได้ง่ายมากขึ้น และนอกจากการนำมาประดับเพื่อเพิ่มความสวยงามแล้ว “โรสแมรี่” ยังมีส่วนช่วยทำให้รสชาติอาหารอร่อย มีความกลมกล่อมมากขึ้น สามารถช่วยลดกลิ่นคาวของอาหารประเภทเนื้อสัตว์ได้ดี รวมไปถึงสรรพคุณด้านกลิ่น ช่วยรักษาไข้หวัด แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ ได้อีกด้วย

 

รู้จักกับโรสแมรี่

โรสแมรี่เป็นสมุนไพรฝรั่งที่เลี้ยงง่ายเหมาะกับมือใหม่ ในตลาดมีให้เลือกซื้อไปปลูกเลี้ยงหลายสายพันธุ์ เช่น คอมมอนโรสแมรี่หรืออิตาเลียนโรสแมรี่ เฟรนช์โรสแมรี่ โรสแมรี่เลื้อย และโรสแมรี่ขนนก ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

 

ต้นโรสแมรี่ เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เป็นพืชพื้นเมืองของแถบเมดิเตอร์เรเนียน และยังพบมากในแถบอเมริกาเหนือ ผู้คนในแถบนั้น นิยมนำโรสแมรี่มาใช้ประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพกัน โรสแมรี่ จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา ใช่ครับ เป็นญาติกับ ต้นกะเพรา บ้านเรา ที่นำใบมาผัดกะเพรา นี้แหละครับ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรเหมือนกัน

 

ใบของต้นโรสแมรี่ ปลายใบแหลม สีเขียวสดหรือสีเขียวอมเทา มีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อน ปลูกได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นไม้ต่างเมือง เมื่อน้ำมาปลูกเลี้ยงในไทย ถ้าปลูกในดินเหนียวอุ้มน้ำ จะทำให้มีปัญหา รากเน่า ฉะนั้นต้องปลูกเลี้ยง ในวัสดุปลูกที่ มีความโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ไม่อุ้มน้ำ จึงจะรอด

 

ดอกของ ต้นโรสแมรี่ที่โตเต็มที่จะผลิดอกสีฟ้า สีชมพู สีม่วง หรือสีขาว มีคุณค่าทางอาหารซึ่งดอกโรสแมรี่ สามารถนำมารับประทานได้ แสงแดดที่ โรสแมรี่ ควรจะได้รับ สำหรับเมืองไทยควรเป็นแดดช่วงเช้าถึงเที่ยง แดดช่วงหลังเที่ยงของเมืองไทยค่อนข้างแรง จะทำให้ ต้นโรสแมรี่ ตายได้

 

วิธีการปลูก โรสแมรี่  
โรสแมรี่ จริง ๆ แล้วเป็นพืชที่ปลูกง่าย และไม่ต้องการการดูแลอะไรมากมาย อย่างไรก็ตาม ก็มักมีคนที่ปลูกไม่รอดเสมอ เนื่องจากไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของมัน ดังนั้น ก่อนปลูก คุณจึงควรรู้จักก่อนโรสแมรี่ให้ดีก่อน ว่าต้องการการดูแลอย่างไร  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้โรสแมรี่เติบโตได้ดี มีหลัก ๆ อยู่ 6 ปัจจัยด้วยกันคือ

1. ดินต้องระบายน้ำได้ดี

โรสแมรี่ไม่ชอบน้ำขัง เพราะจะทำให้รากเน่า คุณจึงต้องมั่นใจว่า ดินนั้นมีความร่วนซุยมากพอ ที่จะทำให้น้ำสามารถไหลผ่านได้ง่าย ซึ่งถ้าหากไม่มั่นใจ ควรใช้กาบมะพร้าวผสม หรือ ใช้ดินก้ามปู ที่ระบายน้ำได้ดีมาใช้ในการปลูก

2. ปลูกในพื้นที่กลางแจ้ง หรือ แสงแดดมากพอ

เนื่องจากมีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีสภาพอากาศอบอุ่น โรสแมรี่จึงชอบแสงแดดจัด ซึ่งก็เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรามาก ๆ ดังนั้น หากมีพื้นที่กลางแจ้ง ก็สามารถปลูกโรสแมรี่ไว้ได้เลย หรือ ถ้าใครปลูกในกระถาง ก็ให้วางไว้ในที่โดนแสงแดดเพียงพอ

3. รดน้ำ ไม่น้อยไป ไม่มากไป

เมื่อปลูกโรสแมรี่ คุณไม่จำเป็นต้องรดน้ำมันเช้า – เย็น เหมือนกับพืชอื่น ๆ เพราะนั่นอาจทำให้โคนต้นเน่าและไม่ติดรากได้ การรดน้ำ จึงควรพอดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป โดยแนะนำให้รดน้ำตอนเช้า 1 ครั้งเท่านั้น  แค่ให้พอดินชุ่ม หรือ มีน้ำไหลออกจากดินในกระถาง ไม่จำเป็นต้องรดทุกวัน หากอยากรู้ว่าเวลาไหนควรรดน้ำ ให้สังเกตสภาพอากาศและสภาพดินเป็นหลัก หากอากาศร้อน หรือ ดินแห้ง ให้รดน้ำได้ แต่ถ้าวันไหนฝนตก อากาศชื้น ก็ไม่ต้องรดน้ำ

4. ต้องมีระยะห่างระหว่างต้น

การปลูกโรสแมรี่ ไม่ควรปลูกชิดติดกัน ดังนั้น หากจะปลูกในแปลง หรือ แม้แต่ในกระถาง ก็ควรเว้นระยะห่างให้เพียงพอ เพื่อให้ต้นโรสแมรี่มีอากาศถ่ายเท และได้รับแสงแดดเต็มที่ สำหรับระยะห่างของการปลูกในแปลง ควรอยู่ที่ 50 เซนติเมตร ส่วนในกระถาง แล้วแต่ความเหมาะสม หรือ ปลูกแยกกระถางได้ยิ่งดี

5. ห้ามโดนฝนเด็ดขาด

ดังที่บอกไปแล้วว่า โรสแมรี่ไม่ชอบน้ำเยอะ ดังนั้น ในฤดูฝน หากปลูกในกระถาง ต้องยกหลบฝน อย่าให้โดนน้ำฝนเด็ดขาด ส่วนใครที่ปลูกกลางแจ้ง แนะนำให้ทำเต็นท์คลุม หรือ ย้ายไปไว้ในโรงเรือน ก็จะลดโอกาสรากเน่า หรือ ต้นโรสแมรี่ตายได้

6. เจอราให้เด็ด เจอแมลงให้ฉีด

เมื่อมีความชื้นมาก เชื้อราก็อาจขึ้นใบโรสแมรี่ได้ง่าย หากเจอก็ให้เด็ดเฉพาะส่วนใบออกทันที ในกรณีที่เจอแมลง เช่น เพลี้ยไฟ ซึ่งชอบกัดกินโรสแมรี่ จนทำให้ใบเป็นสีน้ำตาล ให้ฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ หรือ น้ำยาชีวภาพทั้งหลาย เพื่อป้องกันและทำให้ใบต้นโรสแมรี่มีความสวยงาม

วิธีการปลูกต้นโรสแมรี่ให้เติบโตได้ดี



การปลูกต้นโรสแมรี่ แนะนำให้ซื้อต้นโรสแมรี่ที่ติดรากแล้ว ซึ่งมีอายุ 1 เดือนขึ้นไปมาใช้ในการปลูก เพราะจะมีโอกาสรอดสูงที่สุด หลังจากนั้น 4 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว ส่วนวิธีการปลูกต้นโรสแมรี่ยังไง ให้เติบโตได้ดีนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธีด้วยกันก็คือ การปลูกลงดิน และ ปลูกในกระถาง ซึ่งก็ต้องการเทคนิคและวิธีการที่แตกต่างกันไป ดังนี้

ปลูกลงดิน
ให้ทำการปลูกโดยการขุดยกร่อง เสร็จแล้ว ไถเปิดหน้าดิน แล้วตากแดดไว้ก่อน 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อ จากนั้น ปรุงดินโดยใส่ปูนขาว 30 กรัม/ตารางเมตร ร่วมกับ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 – 2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คลุกให้เข้ากัน แล้วขุดหลุมเว้นระยะห่าง 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย 15-15-15 ปริมาณ 20 กรัม/หลุม เสร็จแล้ว จึงค่อยนำต้นกล้าโรสแมรี่ลงปลูก ผ่านไป 15 – 20 วัน จึงใส่ปุ๋ย 46-0-0 + 15-0-0 สัดส่วน 1:1 ปริมาณ 20 กรัม/ต้น เพื่อเร่งให้โต

ปลูกในกระถาง
ให้ผสมดินสำหรับปลูกในกระถาง ประกอบด้วย กาบมะพร้าวสับ 3 ส่วน ดินร่วนหรือดินใบก้ามปู 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน แกลบเผา (แกลบดำ) 1 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน จากนั้น จึงนำต้นกล้าโรสแมรี่มาลงปลูก

ตัดใบโรสแมรี่อย่างไร ให้ยังคงความสวยงาม



เมื่อใบของต้นโรสแมรี่ เริ่มโตเต็มที่ จนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว เราก็สามารถใช้กรรไกรตัด เพื่อนำมาใช้งานได้ แต่ถ้าอยากให้ต้นโรสแมรี่ยังคงมีพุ่มสูง สวยงาม เราจะต้องรู้วิธีการตัดที่ถูกด้วย เพราะถ้าตัดไม่ถูกวิธี อาจทำให้พุ่มเตี้ย ไม่สวยงามได้

ซึ่งเทคนิคในการตัดนั้น ให้ตัดกิ่งด้านข้าง ๆ ไปใช้งานก่อน ไม่ตัดกิ่งด้านบนหรือตรงกลางออก เพราะจะทำให้ต้นเป็นทรงพุ่มเตี้ย ไม่สวยงาม ทั้งนี้ ควรตัดแต่งกิ่งโรสแมรี่ ในช่วงหน้าฝนเป็นพิเศษ เพราะจะช่วยให้ทำให้ต้นโรสแมรี่มีพุ่มที่บาง อากาศถ่ายเท ทำให้ใบไม่เก็บความชื้น จนเกิดเชื้อราขึ้นได้

 

กรรไกรตัดกิ่งไฟฟ้า แบบไร้สาย สะดวกสบายในการตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดกิ่งต้นไม้ เสียงกรรไกรตัดกิ่งเบามาก ถ่านหรือแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ตัดกิ่งง่ายๆ ภายในพริบตา แค่กดปุ่มเดียว

โรสแมรี่ เป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่ปลูกแล้ว สามารถสร้างรายได้ดี เพราะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย โดยเฉพาะในด้านการทำอาหาร จึงทำให้มีมูลค่าค่อนข้างสูง ยิ่งพุ่มสูง สวยงาม ก็ยิ่งมีราคา ดังนั้น หากใครสนใจอยากปลูกโรสแมรี่แล้วละก็ สามารถลองนำเคล็ดลับและวิธีการที่เรานำมาฝาก ไปทำตามกันได้ ไม่แน่ว่า อาจสร้างรายได้จำนวนมากให้กับคุณ ได้อย่างคาดไม่ถึง