หมูหยอง เป็นของกินทำด้วยหมูเนื้อแดงปรุงรส ต้มเคี่ยวให้เปื่อยจนงวด นำไปผัดจนแห้ง ขยี้ให้เป็นฝอย มักใช้รับประทานด้วยอาหารอื่น เช่น โรยข้าวต้มหรือโจ๊ก หรือเป็นเครื่องปรุงอาหารอื่น เช่น เป็นไส้ซาลาเปาหรือเป็นหน้าข้าวตัง หมูหยองกำเนิดในมณฑลฮกเกี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน และพบเห็นบ่อยในอาหารของชนชาตินี้ สำหรับผู้ไม่ชอบใจรับประทานหมู เปลี่ยนไปใช้เนื้อสัตว์อื่นหยองแทนก็มี เช่น ชาวมุสลิมนิยมรับประทานไก่หรือเนื้อหยอง หลายคนที่ทานหมูแบบนี้มากันตั้งแต่เด็กๆ ทราบดีว่าอร่อย เก็บไว้ได้นาน ถือเป็นการถนอมอาหารที่ดียิ่งนะครับ ซ้ำยังรังสรรค์พลิกแพลง ทำเมนูอื่นๆ ทานได้หลากหลายแบบ เช่น โรยหน้าสลัด แซนวิช ขนมปังยัดใส้ หรือ ทานเปล่าๆ ก็อร่อยครับ

 

หมูหยอง กำเนิดในมณฑลฮกเกี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน และพบเห็นบ่อยในอาหารของชนชาตินี้ สำหรับผู้ไม่ชอบใจรับประทานหมู เปลี่ยนไปใช้เนื้อสัตว์อื่นแทน เช่น ชาวมุสลิม นิยมรับประทานไก่ หรือเนื้อหยอง หลายคนที่ทานหมูแบบนี้มากันตั้งแต่เด็ก ๆ ทราบดีว่าอร่อย เก็บไว้ได้นาน หมูหยองถือเป็นการถนอมอาหารที่ดีอย่างหนึ่ง ซ้ำยังรังสรรค์พลิกแพลง ทำเมนูอื่น ๆ ทานได้หลากหลายแบบ เช่น แซนวิช, ขนมปังยัดไส้, โรยหน้าสลัด หรือทานเปล่า ๆ ก็อร่อยเช่นกัน

 

ส่วนผสมของหมูหยอง

  • เนื้อหมูส่วนสะโพก 1 กิโลกรัม
  • โป๊ยกั๊ก 5-10 ดอก
  • อบเชย 3-5 แท่ง
  • ลูกผักชี 2 ช้อนโต้ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 5 ช้อนโต้ะ
  • ซอสปรุงรส 15 ช้อนโต้ะ

วิธีทำหมูหยอง

  1. นำ โป๊ยกั๊ก อบเชย และ ลูกผักชี ไปคั่วในกระทะ ให้หอม จากนั้นนำมาห่อผ้าขาวบางเอาไว้
  2. เตรียมหม้อต้มน้ำ ให้เดือด นำผ้าขาวบางห่อ เครื่องเทศลงไปต้ม และ นำเนื้อหมูลงไปต้มให้สุก ใช้เวลาต้ม 2 ชั่วโมง
  3. เมื่อได้เนื้อหมูสุกได้ที่ นำขึ้นมาพักไว้ให้เย็น จากนั้นนำมาเนื้อหมูมาหั่นให้ มีขนาดความยาวประมาณ 2 นิ้ว
  4. จากนั้นนำเนื้อหมูมาโขรกให้ เนื้อหมูแตกเป็นเส้นๆ จากนั้นก็พักเอาไว้ก่อน
  5. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่ น้ำตาลปี๊บ และ ซอสปรุงรส ลงไปคั่วให้น้ำตาลและซอสปรุงรสละลายเข้ากัน
  6. เมื่อได้ซอสที่พร้อมแล้ว นำเนื้อหมูที่โขรกเป็นเส้นๆแล้ว ลงไปคั่วในกระทะ คั่วไปเรื่อยๆ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง คั่วจนเนื้อหมูแห้งและฟู
  7. เมื่อหมูหยองได้ที่ ก็นำออกมาผึ่งให้แห้ง 1 คืน ก็สามารถเก็บใส่ภาชนะ พร้อมรับประทานได้

เครื่องสไลด์หมู จาก SGETHAI เป็นเครื่องสไลด์ที่เป็นที่นิยมกับร้านอาหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาเริ่มต้นที่ถูกแสนถูก ที่จะทำให้การหั่นหรือสไลด์หมูเป็นเรื่องง่ายไปเลย โดยราคาเริ่มต้นเพียง 3,300  ทำหมูสไลด์ เนื้อสไลด์ หรือสไลด์ผัก ผลไม้ได้สบายๆ เครื่องผลิตจากสแตนเลส 304 ปลอดภัยต่ออาหารแน่นอน

 

เคล็ดลับการทำหมูหยอง

  1. อัตราส่วนของซอสที่ใช้ในการผัดหมูหยอง อยู่ที่ซอสปรุงรส 3 ส่วน ต่อ น้ำตาล 1 ส่วน
  2. น้ำตาลที่เหมาะสำหรับนำมาทำหมูหยอง แนะนำให้ใช้น้ำตาลปี๊บ
  3. เนื้อหมูส่วนที่นำมาทำหมูหยอง ต้องเป็นเนื้อหมูส่วนสะโพก เนื่องจากเป็นเนื้อหมูส่วนที่เป็นลายหมู สามารถนำมาโขรกและออกเป็นเส้นๆได้
  4. เมื่อได้เนื้อหมูมาแล้ว ให้ลอกเอาส่วนไขมันออก เอาส่วนเนื้อแดงอย่างเดียว
  5. เครื่องเทศ นำมาผสมในน้ำต้ม เพื่อให้เนื้อหมูมีความหอมน่ารับประทาน
  6. เครื่องเทศ อย่าง อบเชย โป๊ยกั๊ก และ ลูกผักชี ให้นำไปคั่วให้ร้อนก่อน เมื่อเครื่องเทศโดนความร้อนจะกลิ่นหอม
  7. ช่วงเวลาในการคั่วหมูกับซอสใช้เวลานาน หากมีเครื่องคั่วจะช่วยให้ผ่อนแรงได้มาก

ที่มาจาก: nlovecooking.com
 

ข้าวเหนียว-หมูปิ้ง เป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่นำมาทำเป็นอาชีพได้ง่าย เรียกได้ว่าทุกชุมชน แหล่งที่มีคนเดินหนาแน่นจะต้องมีแผงขายข้าวเหนียว-หมูปิ้งอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังลงทุนน้อย ได้กำไรเป็นรายวัน มีเงินสดหมุนเวียนได้ทุกวัน เราจึงแนะนำให้หารายได้เสริมด้วยการทำข้าวเหนียวหมู มีวิธีการทำไม่ยุ่งยากหลายขั้นตอน แล้วยังใช้เงินลงทุนน้อย สามารถไปขายตามแหล่งชุมชน ที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมา ทั้งช่วงเวลาเช้า 

 

ข้าวเหนียวหมูทอด เจียงฮาย

วัตถุดิบ
มันหมู 1.5 กิโลกรัม , หมูสันนอก 500 กรัม , แป้งทอดกรอบ 1 ถ้วยตวง , แป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำเย็นจัด 75 กรัม , เกลือ 7.5 กรัม , ผงปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ , น้ำเย็น 100 กรัม

วิธีทำ
1. หั่นเนื้อหมูสันนอกเป็นเส้นๆ บางๆ
2.หั่นมันหมูเป็นเส้นๆ บางๆ
3. นำมันหมู และ เนื้อหมูสันนอก ใส่ชามกะละมัง ใส่ เกลือ ผลปรุงรส น้ำปลา คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่แป้งทอดกรอบ แป้งข้าวจ้าว น้ำเย็นคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
4.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อนใส่หมูลงไปทอด คอยใช้ตะหริวคนเพื่อไม่ให้เนื้อหมูติดกัน ทอดจนได้หมูสีเหลือง นำขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน พร้อมทานคู่กับข้าวเหนียวร้อนๆๆๆ
 

เครื่องซีลสุญญากาศ Spring Green Evolution มีให้เลือกมากมายหลายแบบ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีจำหน่ายทั้งเครื่องซีลสุญญากาศแบบที่ใช้ในครัวเรือน และแบบอุตสาหกรรม โดยเครื่องซีลสุญญากาศมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 890฿ ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม ที่เริ่มเพียง 15000฿ มีทั้งซีลแบบดูดอากาศธรรมดาๆ และแบบไฮโดรเจน ไม่ผิดหวังแน่นอน

 

ข้าวเหนียวหมูหวาน (หมูแผ่นหวาน)


วัตถุดิบ
หมูสันใน 500 กรัม , น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำตาลมะพร้าว ½ ช้อนโต๊ะ , ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ , รากผักชีบุบ 10 ราก , กระเทียม 5 กลีบ , พริกไทย ½ ช้อนชา , น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ , ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ , สัปปะรด 1 ชิ้น , งาขาว 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1.หั่นเนื้อหมูให้เป็นแผ่นๆ
2.ตำรากผักชี กับกระเทียม พริกไทย น้ำตาลมะพร้าว โคลกให้เข้ากัน
3.นำ ส่วนผสม น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส น้ำมันหอย คลุกเคล้าเบาๆ กับเนื้อหมูให้เข้ากัน
4.จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ตำไว้มาคลุกเคล้าให้ทั่ว ใส่น้ำพืช คลุกเคล้าจนเนื้อหมูมีความมันวาว
5.ใส่น้ำสัปปะรด 1ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้าเนื้อหมู
6.นำมาวางเรียง ใส่กระด้ง หรือตะแกรงเหล็ก เอาไปตากแดดจัดๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นกลับอีกด้านต้านต่อประมาณ 2 ชั่วโมง
7.จากเอาไปทอดในน้ำมัน เมื่อเริ่มสุกให้ยกขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน พร้อมทาน

 

ข้าวเหนียวหมูเค็ม

วัตถุดิบ
เนื้อหมูสันใน 500 กรัม , รากผักชี 3 ราก , กระเทียมไทย 1 ช้อนโต๊ะ , พริกไทยขาวเม็ดคั่ว 1/2 ช้อนชา , น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ , ซอสปรุงรส1 1/2 ช้อนโต๊ะ , น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ , เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. นำ รากผักชี พริกไทยขาวเม็ดคั่ว กระเทียมไทย โขลกให้ละเอียด

2. นำเนื้อหมูล้างน้ำสะอาดจนหมดเมือก ใส่ชามกะละมังเตรียมคลุก ใส่ส่วนผสมที่โขลกเตรียมไว้
ใช้มือขยำเบาๆ ให้ทั่วเพื่อให้ส่วนผสมเข้าเนื้อ จากนั้นใส่ ซอสปรุงรส น้ำตาลทรายแดง เกลือ น้ำปลา คลุกเคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน แช่ตู้เย็น 1 ชั่วโมง

3. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใช้ไฟกลาง เมื่อน้ำมันเริ่มร้อน ให้ใส่หมูลงไปทอด คอยใช้ตะหริวกลับหมูเรื่อยๆ เมื่อหมูเริ่มเหลือง ให้นำขึ้นตักพักให้สะเด็ดน้ำมัน พร้อมเสิร์ฟกับข้างเหนียวร้อนๆ

 

หมูฝอยหวาน

     เมนูร้านข้าวเหนียวหมูที่อยากให้ลองทำขายนั่นคือ หมูฝอยหวาน สูตรจาก คุณ tukata001 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ฉีกหมูเป็นเส้นเล็กแล้วเอาไปทอดจนกรอบ ก่อนเสิร์ฟโรยหอมเจียว

ส่วนผสม หมูฝอยหวาน
      • เนื้อหมู 500 กรัม
      • หอมแดงซอย 1 ถ้วย
      • น้ำปลา 1/2 ถ้วย
      • เกลือ 1 ช้อนชา
      • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
      • น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย
      • ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
      • น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำหมูฝอยหวาน
     1. นำเนื้อหมูแล่ให้หนาพอต้มสุกง่ายนะคะ ต้มในน้ำร้อนสัก 45 นาที ตักขึ้นพักให้เย็นค่ะ แล้วเอาสากหรือของหนักทุบให้เอ็นแตก ทุบเยอะ ๆ จะได้ฉีกง่ายค่ะ แล้วก็ทำการฉีก ในสูตรใช้ไม้เสียบลูกชิ้นช่วยในการฉีก
     2. ซอยหอมแดงแล้วผึ่งหอมแดงให้แห้ง แล้วนำมาเจียวกับน้ำมันให้เหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้บนกระดาษอเนกประสงค์
     3. นำน้ำมันที่เหลือเอามาทอดหมูฉีกจนกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
     4. เอากระทะตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำปลา เกลือ น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ ซอสปรุงรส และน้ำเปล่า แล้วเคี่ยวให้เหนียวนิดหน่อยไม่ต้องเหนียวมาก ชิมรสชาติที่ถูกปาก
     5. เมื่อน้ำตาลเหนียวได้ที่ก็เอาหมูทอดใส่กระทะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน และใส่หอมเจียวกรอบ ๆ ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันดี

 

 

 

 

 

 

ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิดแบบนี้ พ่อค้าแม่ค้าหรือใครที่กำลังประสบปัญหา โดนผลกระทบ ต้องอยู่บ้านกักตัว เราจะมาชี้ทางสร้างรายได้กันกับ สูสูตรขนมเปียกปูน ทำขายใน IG ทำง่าย ขายดี ต้นทุนต่ำ สร้างอาชีพช่วงโควิด ! สูตรขนมเปียกปูนทำง่าย สร้างอาชีพได้แม้ต้องอยู่บ้าน แถมเป็นขนมที่หลายคนคุ้นเคยกันดี รับรองว่าทำขาย ปังแน่นอน เราคัดมาให้แล้ว ขนมเปียกปูนทำง่าย แบบจุกๆ รีบไปมาจดสูตรแล้วนำไปทำขายกันโลดดด 
 

ขนมเปียกปูนสีดำ

เป็นขนมเปียกปูนที่มีสีดำ ซึ่งได้จากการผสมน้ำกรองของกาบมะพร้าวเผา แต่ทั้งนี้ สามารถใช้พืชอื่นเผาที่ทำให้เป็นถ่านสีดำได้ เช่น เมล็ดธัญพืชที่มีสีดำ เช่น ถั่วดำ เมล็ดงาดำ หรือ เมล็ดธัญพืชคั่ว หรือ แก่นไม้สมุนไพรเผาต่างๆ หรืออาจใช้ส่วนใบพืชที่เป็นสมุนไพรเผาแทนก็ได้ แต่การใช้ใบพืชค่อนข้างให้สีเทา เพราะมีการเผาไหม้หมดทำให้เกิดถ่านน้อย แต่หากเผาในที่อับอากาศอาจทำให้ได้สีดำมากขึ้น
 
วัตถุดิบ และปริมาณที่ใช้ในการทำขนมเปียกปูน
1. แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
2. แป้งเท้ายายม่อม 1 ถ้วย
3. น้ำตาลทราย 200-300 กรัม
4. น้ำปูนใส 3 ถ้วย
5. น้ำใบเตย และน้ำกาบมะพร้าวเผา 1 ถ้วย
6. น้ำกะทิ 1 ถ้วย
7. ฝอยเนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ถ้วย
8. เกลือป่น

วิธีทำขนมเปียกปูน
1. ให้เทผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกันในภาชนะ พร้อมคลุกผสมให้เข้ากัน
2. เติมนํ้าปูนใสลงบนแป้ง โดยค่อยๆเติมทีละน้อย พร้อมนวดจนแป้งนุ่ม และวางทิ้งไว้ 10-20 นาที
3. นำภาชนะไปตั้งไฟอ่อนๆ พร้อมเติมนํ้าตาล น้ำกะทิ น้ำคั้นจากใบเตยหรือน้ำกาบมะพร้าวเผา พร้อมคนนวดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน 5-10 นาที ซึ่งจะได้เนื้อของขนมเปียกปูนที่หนืดข้น
4. เมื่อกวนจนเนื้อขนมเปียกปูนเหลว และหนืดจนได้ที่แล้ว ให้เทเนื้อขนมลงในถาดสี่เหลี่ยมที่ทาน้ำมันเล็กน้อย
5. ใช้ไม้แบนๆ เกลี่ยหน้าขนมให้เรียบ และตั้งทิ้งไว้ให้เย็น 5-15 นาที
6. นำฝอยมะพร้าวอ่อนที่คลุกกับเกลือแล้วมาโรยหน้าขนมบางๆ
7. ตัดเป็นชิ้นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือตัดเพียงพอคำรับประทาน
 
ที่มา: puechkaset.com
 

ขนมเปียกปูนใบเตยดอกไม้

ขนมเปียกปูนใบเตยดอกไม้ สูตรจาก คุณ sujitrar สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สีเขียวจากน้ำใบเตย ความพิเศษคือบีบขนมเป็นรูปดอกไม้

ส่วนผสม ขนมเปียกปูนใบเตย
  • แป้งข้าวเจ้า 120 กรัม
  • แป้งเท้ายายม่อม 20 กรัม
  • แป้งข้าวโพด 20 กรัม
  • น้ำตาลมะพร้าว 180 กรัม
  • น้ำตาลทราย 80 กรัม
  • น้ำปูนใส 1+3/4 ถ้วยตวง
  • น้ำใบเตย 1/2 ถ้วยตวง
  • กะทิ 1 ถ้วยตวง
  • สีผสมอาหารสีเขียว (ใส่หรือไม่ก็ได้)
 
วิธีทำขนมเปียกปูนใบเตย
     1. ร่อนแป้งทั้ง 3 ชนิดลงชามผสม ใส่น้ำตาลทรายและน้ำตาลมะพร้าว หลังจากนั้นทยอยใส่น้ำปูนใสทีละน้อยจนหมด พร้อมกับการนวดส่วนผสมให้เข้ากัน จะใช้มือนวดหรือทัพพีคนก็ได้ 

     2. ใส่กะทิและน้ำใบเตย หยดสีผสมอาหารสีเขียว คนให้เข้ากัน นำไปกรองเพื่อเอาเศษแป้งที่ละลายไม่หมดออก

     3. นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ กวนจนกว่าขนมจะสุก จะมีลักษณะใส กวนห้ามหยุดมือ เดี๋ยวจะไหม้ก้นหม้อ เมื่อสุกแล้วรอให้คลายร้อน ใส่ถุงบีบ ใช้หัวบีบ 1M ในการบีบดอก

     4. ทาน้ำมันที่ถาดเล็กน้อยก่อนบีบ หลังจากบีบดอกแล้วให้พักขนมไว้ให้เย็นและเซตตัวประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นจัดใส่จานหรือกล่องได้เลย
 

เมนูขนมเปียกปูนใบเตย 

 
สูตรโบราณ เติมสีสันจากน้ำใบเตย มีความหอมมาก และโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด
ส่วนผสม ขนมเปียกปูน
  • แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม
  • แป้งเท้ายายม่อม หรือแป้งมัน 150 กรัม
  • น้ำปูนใส
  • น้ำตาลปี๊บ 1+1/2 กิโลกรัม (ปรับเพิ่ม-ลดความหวานได้ตามชอบ)
  • น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น
  • มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น สำหรับโรยหน้า
 
เครื่องทำป๊อปคอร์น ตู้ทำป๊อบคอร์น ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 3200 บาท ดีไซน์สวยงามช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับธุรกิจคุณได้ โดยเครื่องสามารถทำความเร็วได้ถึง3-5นาทีก็ก็ได้ป๊อปคอร์นพร้อมขายแล้ว
 
วิธีทำขนมเปียกปูน
     1. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม และน้ำปูนใสเล็กน้อยพอให้เหลว ๆ คนให้ละลายเข้าด้วยกัน
     2. ใส่น้ำใบเตยลงไปคนให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำตาลปี๊บคนให้ละลาย จากนั้นนำน้ำไปกรองผ่านกระชอน
     3. เทส่วนผสมลงในกระทะทองเหลืองหรือกระทะเทฟลอน นำขึ้นตั้งกวนด้วยไฟแรงจนส่วนผสมงวดและแห้งเหนียว
     4. ตักส่วนผสมใส่พิมพ์ พักทิ้งไว้จนส่วนผสมเซตตัว ตัดเป็นชิ้น ๆ โรยมะพร้าวขูด พร้อมเสิร์ฟ
 
Cr. cooking.kapook.com
 

ตู้ป๊อบคอร์น สินค้าแนะนำ ประจำเดือน

 

 

หากพูดถึง “หมูยอ” เชื่อแน่ว่าทุกคนต้องรู้จัก และคิดว่าน่าจะเป็นอาหารโปรดของใครหลายคน ไม่ว่าจะไปทอด นึ่ง หรือนำไปเป็นส่วนผสมกับหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ยำหมูยอ ผัดผักรวมใส่หมูยอ หรืออีกหลากหลายเมนูก็เป็นที่ชื่นชอบไม่น้อย วันนี้ ชี้ช่องรวย จึงมาบอกเคล็ดลับวิธีการทำหมูยอไว้ทานเองที่บ้าน หรือดัดแปลงพัฒนาสูตรเพื่อเป็นอีกช่องทางหารายได้เข้ากระเป๋า เราไปดูวิธีการขั้นตอนการทำกันเลย 

 

ทำความรู้จักหมูยอ กันก่อน

 

หมูยอ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อหมู มันหมู และเครื่องปรุงรส ผสมและบดละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน มีวิธีการทำที่คล้ายกับลูกชิ้น แต่หมูยอ นิยมทำเป็นรูปทรงกระบอก บรรจุในห่อที่แน่น เพื่อให้เนื้อในมีโพรงอากาศเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นลักษณะที่ดีของเนื้อหมูยอ นำไปต้มหรือนึ่งให้สุก สามารถรับประทานได้ทันที หมูยอที่ดีเนื้อสัมผัสต้องเนียน ยืดหยุ่น ไม่เละ มีสีตามธรรมชาติ และไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากเนื้อหมู มันหมู และเครื่องปรุงแล้ว ยังสามารถเพิ่มเติมวัตถุดิบอื่น ๆ เพื่อให้หมูยอมีความอร่อยหลากหลาย เช่น หนังหมู, เห็ดหอม, พริกไทยดำ เป็นต้น วิธีการเก็บรักษาหมูยอที่ดีที่สุด คือเก็บไว้ในที่เย็นนั่นเอง

 

ศูนย์รวม ถุงซีลสุญญากาศ มีทั้งถุงแบบเรียบ ถุงซีลลายนูน ถุงซีลแบบแช่แข็ง โดยราคาถูกที่สุดในไทยเพียง 22 / แพค
มีให้เลือกใช้หลากหลายขนาด ถุงสูญญากาศ ได้คุณภาพมาตรฐาน Food grade BPA Free ใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัย ไม่เป็นอันตราย
 

ส่วนผสม หมูยอพริกไทยดำ

  • หมูบด 1000 กรัม
  • น้ำเย็นจัด 200 มิลลิลิตร
  • เกลือป่น 1+1/4 ช้อนชา
  • น้ำปลา 1 ช้อนตวง
  • พริกไทยดำป่นหยาบ 1 ช้อนตวง
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนตวง
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
  • ผงฟู 2 ช้อนชา
  • แป้งข้าวโพด 3 ช้อนตวง
  • ผงปรุงรสหมู 1 ช้อนตวง

วิธีทำ หมูยอพริกไทยดำ

 

  1. นำหมูบดไปแช่ช่องแข็งประมาณ 1 ชั่วโมง ใส่ลงในชามผสม
  2. ตามด้วยเครื่องปรุง เกลือป่น น้ำปลา พริกไทยดำป่นหยาบ กระเทียมสับ น้ำตาลทราย ผงฟู แป้งข้าวโพด ผงปรุงรสหมู 
  3. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นนำไปปั่นในเครื่องบดอาหาร
  4. ใส่น้ำเย็นลงไป หากแบ่งปั่น ให้แบ่งน้ำเย็นใส่เช่นกัน ปั่นจนเนื้อละเอียด 
  5. เทใส่ชามผสม ปาดให้เข้ากัน แรปด้วยพลาสติกถนอมอาหาร จากนั้นนำไปแช่แข็งประมาณ 1 ชั่วโมง
  6. จากนั้นนำไปปั่นซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้เนื้อหมูเด้งฟู 
  7. ปูฟรอยด้านล่าง ตามด้วยใบตอง ตักเนื้อหมูลงไป ม้วนให้เน้น บีบด้านข้างให้แน่นทั้งสองข้างแล้วม้วนปิด (ดูตามคลิป)
  8. นำไปนึ่งด้วยน้ำเดือดจัด ไฟกลาง เวลา 30-40 นาที เป็นอันเสร็จ

 

 

ใครที่เคยปลูกพืชผักสวนครัวคงรู้ดีว่าต้นไม้แต่ละพันธุ์ก็มีนิสัยต่างกัน ต้องคอยเอาใจ เก็บข้อมูลนิสัยต้นไม้กันสารพัด แต่มีอยู่ต้นหนึ่ง ที่เหมาะกับคนที่อยากปลูกต้นไม้ แต่ขี้ลืม ขี้เกียจ และงานเยอะ นั่นก็คือ “แคคตัส” นั่นเอง! วันนี้เราเลยจะมาสอนวิธีเลี้ยงแคคตัสให้ออกดอกสวยแบบง่ายๆ และ 2 วิธีเพาะแคคตัสที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะปลูกต้นไม้ถือเป็นงานอดิเรก ปลูกแล้วเครียด จะปลูกไปทำไมล่ะเนอะ!

 

การดูแล แคคตัส ทำอย่างไร

 
แม้ต้นกระบองเพชรเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก แต่ก็ต้องการน้ำต่อเนื่อง ฉะนั้นเมื่อต้นโตเต็มที่แล้ว ควรหมั่นให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง บำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 5-6 ครั้งต่อปี หมั่นตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง สิ่งที่ต้องระวังในการปลูกต้นกระบองเพชรคือ ลำต้นเหี่ยว มีรอยย่น และแคระแกร็น โคนโยก รากเน่าเพราะความชื้นสูงเกินไป แต่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชเหมือนต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ต่อไปเดี๋ยวเราไปดูเคล็ดลับการเลี้ยงต้นแคคตัสกันเลย
 
ส่วนเคล็ดลับในการเลี้ยงต้นกระบองเพชรให้ออกดอกสำหรับการปลูกในบ้านก็คือ วางให้โดนแดดโดยตรงในช่วงที่กำลังโต ประมาณ 4-6 ชั่วโมงต่อวัน นอกเหนือจากนี้ก็วางกระถางในที่ที่มีแดดรำไร และหมั่นรดน้ำเป็นประจำเมื่อหน้าดินแห้ง โดยรดน้ำให้ชุ่มหรือให้น้ำซึมลงไปจากหน้าดินประมาณ 2 นิ้ว นอกจากนี้ก็หมั่นใส่ปุ๋ยอย่าให้ขาด โดยเป็นปุ๋ยที่ใช้สำหรับบำรุงแคคตัสเท่านั้น หรือเป็นสูตรปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสกับโพแทสเซียมสูงแต่ไนโตรเจนต่ำ หากมีการเปลี่ยนกระถางไม่ควรรดน้ำทันที แต่ให้เว้นไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนให้น้ำครั้งต่อไป 
 
สกุลแอสโตรไฟตัม อีกหนึ่งต้นกระบองเพชรที่หลายคนเทใจให้ก็คือ แคคตัสแอสโตรไฟตัม เป็นสกุลแคคตัสที่มีถิ่นกำเนิดมาจากอเมริกาเหนือ แบ่งออกได้อีก 6-7 ชนิด มีทั้งแบบที่มีหนามและไม่มีหนาม ความโดดเด่นของต้นกระบองเพชรสกุลนี้ก็คือ จุดสีขาวที่กระจายไปทั่วต้น ทำให้ดูคล้ายดวงดาว เป็นแคคตัสที่ไม่แตกกอ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และออกดอกบนยอดบริเวณตุ่มหนาม
mammillaria
 

สกุลแมมมิลลาเรีย (แมม) 

 
สำหรับแคคตัสสกุลแมมมิลลาเรีย เป็นสกุลที่มีแคคตัสแยกออกไปอีกกว่า 400 ชนิด นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “แมม” แล้วตามด้วยชื่อของชนิด มีหลากหลายรูปทรงแตกต่างกันออกไป บางชนิดเป็นทรงกลม บางชนิดเป็นทรงกระบอง หรือเป็นทรงแป้นก็มี สามารถขึ้นเป็นต้นเดี่ยวหรือแตกออกเป็นกอก็ได้เช่นกัน จุดเด่นของแคคตัสสกุลนี้ก็คือ ลักษณะของหนามที่ออกมาเป็นกลุ่ม หรือบางชนิดก็มีหนามหนา สานปกคลุมทั่วต้น ทำให้ดูเหมือนมีขนฟูสีขาว ต้นกระบองเพชรสกุลนี้ชอบแดดจัด ๆ และลมถ่ายเท
coryphantha
 

แนะนำ สแลนกันแดด  หรือ ตาข่ายกันแดด ตัวช่วยบังแดด มีคุณสมบัติป้องกันแสงแดด และยูวีได้ดี สามารถใช้คลุมหลังโรงเรือน หลังคาโรงจอดรถ  คลุมพืชผักสวนครัวต่างๆ ทาง SGETHAI ใช้วัตถุดิบอย่างดีในการเคลือบเงา ทำให้สแลนกันแดดของที่นี่ใช้งานได้ยาวนาน

 

สกุลโครีแฟนทา (ช้าง) 

ต้นกระบองเพชรตระกูลโครีแฟนทา คนไทยนิยมเรียกติดปากว่า “ช้าง” ซึ่งมาจากโครีแฟนทาชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Coryphantha Elephantidens ที่ได้ชื่อนี้เนื่องจากลักษณะของหนามที่ปลายยอดคล้ายงาช้าง สีขาวอมเหลือง ทำให้คนไทยเรียกแคคตัสสกุลนี้ว่าช้างตามไปด้วย ความโดดเด่นของแคคตัสในสกุลนี้คือลักษณะของต้นที่จะเป็นเต้าหลาย ๆ เต้ารวมกัน และมีหนามออกบริเวณด้านบนของเต้า รวมไปถึงดอกของแคคตัสสกุลนี้ก็มีความสวยงาม มีทั้งสีขาวไปจนถึงสีชมพู และมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของคนที่เลี้ยงต้นกระบองเพชร แถมปลูกง่าย แต่ควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี
 

สกุลอิชิโนฟอสซูโลแคคตัส (คลื่นสมอง)

คนไทยเรียกต้นกระบองเพชรกลุ่มนี้ว่า “คลื่นสมอง” มีถิ่นกำเนิดมาจากเม็กซิโกกลาง แบ่งออกได้อีกกว่า 10 ชนิด ลักษณะที่เด่นชัดเมื่อเห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นแคคตัสคลื่นสมองคือ ลำต้นที่เป็นร่องลึกซ้อนกัน พร้อมทั้งบิดเป็นเกลียวไปมา มองเผิน ๆ ก็ดูเหมือนสมอง ต้นเป็นทรงกลม มีทั้งแบบหนามสั้นและยาว ออกดอกบริเวณยอด ลักษณะของดอกจะมีทั้งสีชมพูแถบขาว หรือเป็นสีขาวล้วน เลี้ยงไม่ยาก แต่ชอบแดดมาก
 

สกุลโลโฟโฟร่า (โลโฟ)

 

ต้นกระบองเพชรสกุลนี้ถูกเรียกสั้น ๆ ว่า “โลโฟ” ลักษณะของลำต้นจะเป็นต้นที่มีความกลมเตี้ย และอ่อนนุ่ม สามารถขึ้นเป็นต้นเดี่ยวหรือขึ้นเป็นกลุ่มก็ได้ ตุ่มหนามมีลักษณะเป็นขนปุยนุ่มสีขาว อยู่ห่างกัน สามารถออกดอกหลายสี ทั้งสีเหลืองครีม สีชมพู และสีขาว เป็นต้นกระบองเพชรที่เติบโตช้า ชอบแดด และอากาศที่ถ่ายเทได้ดี
 

สกุลแอสโตรไฟตัม

 

อีกหนึ่งต้นกระบองเพชรที่หลายคนเทใจให้ก็คือ แคคตัสแอสโตรไฟตัม เป็นสกุลแคคตัสที่มีถิ่นกำเนิดมาจากอเมริกาเหนือ แบ่งออกได้อีก 6-7 ชนิด มีทั้งแบบที่มีหนามและไม่มีหนาม ความโดดเด่นของต้นกระบองเพชรสกุลนี้ก็คือ จุดสีขาวที่กระจายไปทั่วต้น ทำให้ดูคล้ายดวงดาว เป็นแคคตัสที่ไม่แตกกอ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และออกดอกบนยอดบริเวณตุ่มหนาม