ตามกระแสซีรีส์เรื่องดัง กับสูตรการทำ ขนม Dalgona ขนมหวานพื้นบ้านของประเทศเกาหลีใต้ ที่กลายมาเป็น Challenge สุดปังในโลกโซเชียล หากใครได้ดูซีรี่ส์ชื่อดังเรื่อง Squid Game ทาง Netflix คงจะคุ้นเคยกับเจ้าขนมชนิดนี้เป็นอย่างดี เมื่อมันกลายเป็นเกมด่านที่ 2 ซึ่งผู้เล่นจะต้องแกะเอาDalgona ออกมาให้ได้ตามลวดลายที่ปรากฏ หากใครทำไม่สำเร็จจะถูกฆ่าตาย จนกลายเป็นฉากลุ้นระทึกฉากหนึ่งที่ทำเอาผู้ชมแทบนั่งไม่ติด และกลายเป็นกระแสที่โด่งดังไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ยอดขายของขนมDalgona ในประเทศเกาหลี พุ่งสูงอย่างถล่มทลาย ชนิดที่ว่าคนขายไม่ได้กลับบ้าน ต้องทำขายติดต่อกัน 7 วัน 7 คืนเลยทีเดียว

รู้จักกับ Dalgona Candy

 
Dalgona(ทัลโกนา) เป็นขนมท้องถิ่นของประเทศเกาหลีใต้ หากเรียกตามภาษาเกาหลี จะเรียกว่า ปบกิ (Ppopgi) มีลักษณะเป็นขนมแผ่นบางๆ ตรงกลางแผ่นจะมีรอยเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น ดาว หรือรูปทรงหัวใจ ทำมาจากน้ำตาลและเบกกิ้งโซดา (baking soda) มีรสหวาน เมื่อกัดจะได้สัมผัสกรุบกรอบและกลิ่นน้ำตาลไหม้ที่หอมหวน เป็นขนมที่มักจะขายกันตามหน้าโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีเด็กเล็ก ๆ

สำหรับที่มานั้น เชื่อกันว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงค.ศ 1960 ที่เมืองปูซาน (Busan) เดิมทีจะใช้ก้อนน้ำตาลกลูโคสนำไปละลายในทัพพีบนกองไฟ จากนั้น ใส่เบกกิ้งโซดา คนให้เข้ากัน จนได้ออกมาเป็นขนมหวานน้ำตาลกรอบ มีรูพรุน จึงทำให้มีชื่อเรียกว่า ขนมน้ำตาล หรือ ขนมรังผึ้ง ภายหลังได้เปลี่ยนมาใช้น้ำตาลแทน เพราะไม่เกาะติดกับแผ่นโลหะ สามารถใช้แม่พิมพ์รูปต่าง ๆ ทำรอยได้ โดยรูปที่มักจะพบเห็นกันทั่วไปคือ วงกลม สามเหลี่ยม หัวใจ ดาว ร่ม
 

Dalgona ใน Pop Culture ก่อนจะโด่งดังใน Squid Game

 
เมื่อถึงต้นยุค 2000s เนื่องจากขนมทัลโกนา มักขายกันในร้านค้าขนมเล็ก ๆ ที่สืบทอดต่อกันในครอบครัว ทำให้เมื่ออิทธิพลจากการซื้อขายในออนไลน์เริ่มเข้ามาแทนที่การซื้อขายผ่านทางหน้าร้าน ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจลูกกวาดและขนมอื่น ๆ มีความหลากหลายและราคาไม่แพงมากขึ้น ทำให้ขนมทัลโกนาเริ่มมีคนขายลดลง และปัจจุบัน แทบจะพบได้เฉพาะในแถบชานเมืองหรือชนบทของเกาหลีใต้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ขนม Dalgona ได้กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อปรากฏบนสื่อป๊อบคัลเจอร์ของเกาหลีใต้ จากรายการ EXO Showtime ที่ออกอากาศเมื่อปี 2013-2014 ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้ ตามติดชีวิตของหนุ่ม ๆ บอยแบนด์วง EXO โดยในตอนที่ 7 นั้น สมาชิกของวงได้เดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านบุกชอนฮันอก (Bukchon Hanok Village) แล้วไปพบกับร้านหาบเร่ที่นั่งขายทัลโกนาอยู่ริมทางเดินพอดี ทำให้ขนมทัลโกนากลับมาเป็นที่รู้จัก และเห็นถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมจริง ๆ ของการเล่นเกม รวมไปถึงวิธีการทำขนมที่แสนโด่งดังนี้ด้วย
 
ถุงซีลสุญญากาศ หรือ ถุงสุญญากาศ จาก SGE ที่ไว้สำหรับใช้คู่กับเครื่องซีลสูญญากาศเพื่อสำหรับไว้ชลอการเสื่อมสภาพของอาหาร โดยไม่ใช่แค่จะใช้ถุงอะไรก็ได้ เพราะถุงซีลสุญญากาศ SGEจะมีความหนาถึง 160 ไมครอน ต่างจากถุงธรรมดาทั่วไปที่ความไม่กี่ไมครอนหากซีลด้วยถุงธรรมดาๆ ทั่วไปอากาศอาจจะย้อนกลับเข้ามาได้

ใครที่อยากทำในปริมาณมาก เพื่อเก็บไว้ทานกันยาว ๆ หรือนำไปฝากเพื่อนหรือคนในครอบครัว แต่กลัวว่า น้ำตาลจะละลาย เมื่อถูกความร้อนแล้วละก็ แนะนำให้เก็บในถุงร้อนหรือถุงเย็น แล้วใช้ เครื่องซีลถุง ซีลถุงให้แน่น เพื่อป้องกันอากาศและความร้อน ที่จะส่งผลให้ขนมทัลโกนาแตกเสียหาย 

ต่อมาชื่อของขนม Dalgona ได้แปรเปลี่ยนเป็นชื่อเมนูเครื่องดื่ม “กาแฟ” ชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมในช่วงโควิด-19 ก่อนหน้าซีรีส์เรื่อง Squid Game เมื่อนักแสดงในรายการเกาหลี Stars’ Top Recipe at Fun-Staurant ไปลิ้มลองกาแฟแบบหนึ่งที่มาเก๊า และบอกว่าทำให้เขานึกถึงขนม Dalgona ทำให้มีการแกะสูตร โดยที่นำเอาส่วนผสมการทำขนม Dalgona มาใส่ในกาแฟ หลังจากนั้น “กาแฟ Dalgona” ก็ได้รับความนิยมไปทั่วเกาหลีใต้ และยังแพร่หลายไปถึงสหรัฐอเมริกาด้วย
 

สูตรการทำขนม Dalgona

 

การทำขนมทัลโกนา ไม่ได้ยากเลย เพียงแค่มีน้ำตาล เบกกิ้งโซดา น้ำเปล่า ก็ทำได้แล้ว โดยหากต้องการทำให้เหมือน Squid Game ก็เพียงแค่ต้องหาแม่พิมพ์รูปดาว วงกลม สามเหลี่ยม ร่ม มากดทับ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ ซึ่งถ้าหากต้องการให้การแกะขนมน้ำตาลมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ก็สามารถเลือกพิมพ์ที่มีรายละเอียดมากขึ้นได้ แล้วแต่ชอบได้เลย

ส่วนผสม (1 ชิ้น)

  • น้ำตาล 20 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ)
  • เบกกิ้งโซดา 1/8 ช้อนชา
  • น้ำเปล่าเล็กน้อย

 

วิธีทำ

  1. เทเบกกิ้งโซดา ใส่กระชอน ร่อนให้เบกกิ้งโซดาละเอียด เตรียมไว้
  2. ใส่น้ำตาล 20 กรัม หรือราว 2 ช้อนโต๊ะ ลงในหม้อต้มขนาดเล็ก ใส่น้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย พอให้ท่วมน้ำตาล นำไปตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อน ปล่อยให้น้ำตาลค่อย ๆ ละลายจนเริ่มไหม้เป็นสีเหลืองทองเล็กน้อยแล้ว ให้ใช้ตะเกียบ คนเรื่อย ๆ จนกว่าจะเป็นสีเหลืองทองคาราเมลทั้งหมด
  3. เมื่อตีจนเป็นสีเหลืองทองคาราเมล และมีฟองปุดใหญ่ ๆ ขึ้นมา ให้ใส่เบกกิ้งโซดา 1/8 ช้อนชา หรือ ปลายช้อนลงไป คนต่อไปจนกว่าจะไม่มีฟอง และได้เนื้อคาราเมลเข้มข้น
  4. เมื่อได้เนื้อคาราเมลเข้มข้นแล้ว ให้เทใส่ถาดอบขนม ปล่อยทิ้งไว้ 10 วินาที แล้วใช้ภาชนะก้นเรียบ เช่น หม้อ จาน ชาม หรือ แก้วน้ำ กดให้แผ่นเรียบเสมอกัน จากนั้น นำแม่พิมพ์รูปต่าง ๆ เช่น รูปดาว ร่ม วงกลม สามเหลี่ยม มากดทับค้างไว้ 2-3 วินาที พักทิ้งไว้ให้เย็น เท่านี้เป็นอันเสร็จ

 

ในช่วงอากาศร้อนแบบนี้ เรามาทำสแลนบังแดดให้กับต้นไม้น้อย ๆ ของเรากัน ตอนเด็กเราจำได้ว่าที่บ้านเรานั้นซื้อสแลนบังแดดมาเยอะมาก ด้วยความที่เป็นบ้านสวนด้วยมั้ง ซึ่งบ้านของเรามีหมดไม่ว่าจะเป็นสีเขียว สีดำ และสีฟ้า โดยส่วนใหญ่จะมีแต่สีเขียวมากกว่า ซึ่งบ้านเรานั้นใช้แต่ละสีแตกต่างกันออกไป สีเขียวใช้กับพืช สีฟ้าใช้กับบ่อปลา ส่วนสีดำนั้นเอาไว้ใช้คลุมบังแดดเครื่องมือเครื่องใช้เป็นส่วนใหญ่ ตรรกะการเลือกสีของบ้านเรานั้นไม่มีอะไรเลย พืช = สีเขียว น้ำ = สีฟ้า ส่วนสีดำเวลามองจากที่มืดแล้วมันดูกลมกลืน การเลือกสีสแลนของบ้านเรามีประมาณนี้

 

สแลนทำจากอะไร?

วัตถุุดิบที่ใช้ในการผลิต คือ High Density Polyethylene หรือเรียกชื่อย่อว่า HDPE เป็นพลาสติกประเภทโพลิเอทิลีน ที่มีความหนาแน่นสูง มีคุณสมบัติพิเศษเมื่อนำไปใช้งานหลายอย่าง ได้แก่
  • มีสีขุ่น แสงผ่านได้น้อย เหมาะกับการนำไปผลิตเป็นวัตถุป้องกันแสง
  • ทนต่อความร้อนจากแสงแดดและความร้อนจากสภาพอากาศได้สูงถึง 80 – 100 องศาเซลเซียส
  • ทนต่อความเย็นได้ต่ำกว่าระดับจุดเยือกแข็ง
  • ป้องกันความชื้นซึมผ่านได้ดีมาก จึงสามารถใช้งานได้ทั้งการป้องกันการเปียกชื้น และ การเก็บกักรักษาความชุ่มชื้น
  • ไม่ไวต่อสารเคมี จึงสามารถใช้ได้ทั้งกับสภาพความเป็นกรด และเป็นด่าง
  • มีความเหนียว ยืดหยุ่นสูง ทนทานนานปี
  • จำกัดการผ่านของอากาศ จึงใช้งานได้ทั้งการป้องกันอากาศจากภายนอก และปกป้องควบคุมบรรยากาศภายใน
  • สามารถใส่เม็ดสีได้โดยไม่กระทบต่อคุณสมบัติการใช้งาน
สแลน มีกี่ประเภท?
 

แบ่งประเภทตามกรรมวิธีการผลิต ได้ 2 ประเภท คือ
  • สแลนแบบถัก
ชนิดนี้ทำจากโพลิเอทิลีนน้ำหนักเบา จึงเหมาะกับเกษตรกรรม การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ กสิกรรมทุกประเภท
  • สแลนแบบทอ
ตาข่ายชนิดนี้มีน้ำหนักมากกว่า ทิ้งตัวดี มีความยืดหยุ่นและทนทานสูง จึงนิยมใช้ในการเลี้ยงสัตว์และทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการความแน่นหนามั่นคง
 

สแลน ช่วยลดต้นทุนการใช้น้ำและปุ๋ย

การปลูกพืชบางชนิด โดยเฉพาะพืชจากต่างประเทศที่นำมาเพาะในประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน ทำให้เกษตรกร ผู้เพาะปลูกต้องสิ้นเปลืองต้นทุนไปกับการให้น้ำและให้ปุ๋ยเพื่อบำรุงเร่งการเจริญเติบโต และการใช้ปุ๋ยมากเกินไปจะส่งผลเสียตามมา แม้ว่าปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยจากธรรมชาติหรือปุ๋ยคอก ก็ตาม ผลกระทบที่ตามมา คือ ทำให้ดินมีสภาพความเป็นกรดหรือด่างสูงมากเกินไป หรือทำให้พืชเสี่ยงต่อการเป็นโรค เพราะโรคระบาดบางชนิดก็มากับปุ๋ย โดยเฉพาะปุ๋ยมูลสัตว์

👍 หากเกษตรกรหันมาใช้สแลนและเลือกแบบที่เหมาะสมกับชนิดของพืชที่ปลูก จะทำให้เกษตรกรสามารถปรับและควบคุมสภาพแวดล้อมได้ด้วยเช่นกัน คือ

  • ควบคุมอุณหภูมิ ความร้อน
  • ควบคุมอากาศที่ถ่ายเท
  • ควบคุมความชื้น
  • ควบคุมปริมาณน้ำฝน
  • ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พืชเติบโต ได้ผลผลิตงอกงามดี โดยไม่ต้องรดน้ำบ่อย ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก จึงถือเป็นการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลกำไรได้อีกทางด้วย

ซึ่งพืชต้องการแสงสีน้ำเงินและสีแดงเป็นหลัก ซึ่งรวมอยู่ในแสงสีขาวอยู่แล้ว ถ้าแสงสีเหล่านี้ถูกตัดทอนออกไปจะมีผลต่อการสังเคราะห์แสงจนถึงการเจริญเติบโตของพืช จึงทำให้คนส่วนใหญ่เลือกใช้สแลนสีเขียวมากกว่าสแลนสีดำ เพราะสแลนสีดำเก็บความร้อนได้ดีกว่าสีเขียว แต่ส่งผลระยะยาวคือ สแลนสีดำจะผุพัง เสื่อมสภาพเร็วกว่าสแลนสีเขียวนั่นเอง

สำหรับเกษตรกรที่กำลังมองหาสแลนไว้ใช้สำหรับบังแสงให้แปลงเพาะปลูก อาจต้องคำนึงถึงเรื่องช่วงวัยของพืชตามไปด้วย เช่น ช่วงเพาะและอนุบาลต้นกล้า จำเป็นต้องลดแสงแดดสูง จึงควรใช้สแลน 80% เพราะต้นไม้จะได้เติบโตได้ดี เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้ว เราควรเปลี่ยนมาใช้สแลน 50% เพื่อเพิ่มปริมาณแสงแดดมากขึ้น เว้นแต่การเลี้ยงพืชที่ต้องการแสงรำไรในทุกช่วงวัย เช่น กล้วยไม้ เราควรใช้สแลน 80% ตลอดช่วงอายุ

 

❝ ด้วยการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะให้ร่มเงาแก่แปลงพืชผัก แปลงดอกไม้แล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในการคลุมแปลงปลูก หรือทำเป็นรั้วแบ่งพื้นที่ในการทำปศุสัตว์และประมงต่าง ๆ เช่น บ่อกุ้งและบ่อปลา เพื่อให้ร่มเงาและป้องกันไม่ให้แสงแดดส่งผลกระทบต่อพันธุ์ปศุสัตว์ โดยเราสามารถเลือกอัตราการบังแสงให้เหมาะสมกับพืชหรือฟาร์มของเราโดยดูจากเปอร์เซ็นต์การกรองแสงที่ระบุมากับตัวสแลน โดยค่าเปอร์เซ็นต์ยิ่งสูง ยิ่งสามารถบังแสงได้มากขึ้น และยังสามารถเลือกคุณภาพความทนทานของสแลนได้จากฝีเข็มในการทอยิ่งใช้หลายเข็มยิ่ง

 

 

 

สวัสดีจร้า วันนี้แอดมินไปนั่งคุยกับยายม่อมมาเรื่อง ไอศกรีมกะทิ ปรากฏว่าแกบอกสูตรมาเยอะมากๆ เลยอยากนำมาแจกกัน โดยแต่ละสูตรที่เราหามาให้ ขั้นตอนน้อย ไม่ต้องใช้เครื่องปั่นไอศกรีมราคาแพง และไม่ต้องกวนด้วยน้ำแข็งให้ปวดแขนอีกด้วย ใช้เพียงเทคนิคเล็กน้อยก็ได้ไอศกรีมกะทิเนื้อเนียนมากินแบบฟินๆ ได้แล้ว อยากรู้แล้วละสิว่าไอศกรีมกะทิที่ว่ามีวิธีทำอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูไปพร้อมกันเลย!

สูตรไอติมกะทิ ทำง่าย

 

ส่วนผสม 

  • เนื้อมะพร้าวขูด 1 กก.
  • เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 ลูก
  • ใบเตย 1 กำ
  • น้ำมะพร้าวเผา 3 ลูก
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลมะพร้าว 150 กรัม
  • น้ำตาลทรายป่น (caster sugar บางยี่ห้อใช้คำว่า “น้ำตาลเบเกอรี”) 50 กรัม
  • แบะแซ 30 กรัม
  • วิปปิ้งครีม 300 กรัม
  • นมครบส่วน (full fat milk) 100 กรัม


ขั้นตอนการทำ

  1. ต้มน้ำมะพร้าวเผากับใบเตยบางส่วน เมื่อเริ่มเดือด ใส่เนื้อมะพร้าวขูดลงไป จากนั้น นำมาคั้นเป็นหัวกะทิ ผสมวิปปิ้งครีมกับนมสดกับกะทิที่ได้ แล้วอุ่นด้วยไฟอ่อน ๆ
  2. ใส่ใบเตยที่เหลือลงไป คอยคนส่วนผสม จากนั้น เติมน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลป่น แบะแซ และเกลือลงไป
  3. ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปเป็นอย่างสุดท้าย แล้วนำไปปั่นในเครื่องทำไอศกรีม

ท็อปปิ้ง
มีไอศกรีมแล้วจะขาดท็อปปิ้งไปไม่ได้ ไอศกรีมกะทิทั่วไปจะโรยถั่วลิสงคั่ว แต่ถ้าน้ำหนักไม่ใช่ประเด็น เราขอแนะนำให้เสริมความอร่อยด้วยข้าวเหนียว เม็ดบัว มันเชื่อม หรือเผือกชิ้น อร่อยจนลืมไปเลยว่าความอ้วนคืออะไร

 

หากเป็นธุรกิจที่ต้องส่ง ไอศกรีมกะทิ แนะนำให้ใช้คู่กับ ถุงเก็บความเย็น SGE ที่เลือกใช้ วัสดุอลูมิเนียมฟอยล์อย่างดี หนาถึง 4 มิลลิเมตรช่วยคงความสดใหม่ได้ยาวนานขึ้น มีราคาเริ่มเพียง 55 บาท เก็บความเย็นได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง

 

ไอศกรีมกะทิ สูตรเพื่อสุขภาพ

สำหรับใครที่ควบคุมอาหาร หรือกำลังลดน้ำหนัก แต่ไม่สามารถอดทนต้อความเย้ายวนความหวานมันของไอศครีมกะทิได้ เรามีสูตรเพื่อสุขภาพไม่ใช้แป้งหรือน้ำตาลมาให้ลองทำกันดู

วัตถุดิบ
กะทิ 300 มล. , นมจืด 1/3 ถ้วยตวง น้ำตาลอิริทริทอล 1/3 ถ้วยตวง , เกลือป่น 1/8 ช้อนชา , กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา , เครื่องเคียง ธัญพืชต่างๆ

วิธีทำ
1.เทส่วนผสมทุกอย่างลงในชามผสม คนให้เข้ากัน
2.เคี่ยวบนไฟกลาง จนเดือด
3.เทใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เกลี่ยเท่าๆ ให้เสมอกัน นำเข้าแช่แข็งอีกประมาณ 3-4 ชม. หรือจนกว่าเนื้อไอศครีมแข็งพอที่จะสกู๊ปได้
4.นำไอติมออกมา รอให้เริ่มละลาย แล้วปั่นในเครื่องปั่นจนเป็นเนื้อเนียน
5. เทใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เกลี่ยเท่าๆ ให้เสมอกัน นำไปแช่แข็งทิ้งไว้ 1 คืน
6. เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงธัญพืช เช่น แป๊ะก๊วย ถั่วอัลมอนด์ หรือผลไม้ตามชอบ

 

ไอติมกะทิโบราณ สูตร หม้อใบเดียว

 
สูตรนี้มาจากช่อง Youtube บ้านอาชีพกู๋เล็ก เป็นสูตรที่เซอรไพรซ์มากเนื่องจากใช้แค่หม้อใบเดียว ไม่ต้องใช้ไม้ตี และแทบไม่ใช้อุปกรณ์อย่างอื่นเลย

วัตถุดิบ
หัวกะทิ ยี่ห้อ Ampawa 500 กรัม , แป้งข้าวโพด 25 กรัม , น้ำตาลทราย 120 กรัม , ผงแป้งหอม 1/2 ช้อนชา , เกลือ 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ
1. เทกะทิใส่หม้อ แป้งข้าวโพด ผงแป้งหอม เกลือ น้ำตาลทราย ค่อยๆ คนให้ส่วนผสมละลายเข้าด้วยกัน
2.นำไปตั้งไฟ เคี่ยวด้วยไฟกลาง จนเริ่มเดือด ตักขึ้นใส่กล่องพลาสติกปิดฝา แช่ฟรีซ 3-4 ชั่วโมง
3.นำออกมาจากตู้เย็น ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว และกวนส่วนผสมใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นค่อยๆ เกลี่ยไอศกรีม ให้เข้าที่เท่าๆกัน จนสวยงาม และนำเข้าแช่ฟรีซอีกครั้ง โดยทิ้งไว้ 1 คืน
4. นำออกจากช่องฟรีซ ทานคู่กับเครื่องเคียงผลไม้ ถั่วลิสงคั่ว ราดด้วยนมข้นจืดคาร์เนชั่น
**** หากทานไม่หมดสามารถฟรีซเก็บไว้ทานได้อีก 3-4 วัน


 



 

 

 

 

 

 

ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผ่านกระบวนการหมักผลไม้ชนิดต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้องุ่นมาหมักกับยีสต์ แล้วยีสต์ทําการเปลี่ยนน้ําตาลที่อยู่ในน้ําองุ่นเป็นแอลกอฮอล์ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยไวน์จะมีแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 9-15% และด้วยความที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นองุ่น ซึ่งมีสรรพคุณ และสารที่มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรสเวอราทรอล (Resveratrol) เควอซิทิน (Quercetin) ไพซีแทนอน (Piceatannol) และสารกลุ่มโอพีซี OPC (Oligomeric proanthocyanidins) เป็นต้น และสารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ดังนี้

 

ไวน์ (wine) คืออะไร?
ไวน์ (wine) หมายถึง เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ที่ได้จากการหมักน้ำผลไม้ กับยีสต์ โดยควบคุมการหมักอย่างเหมาะสม ไวน์ที่ดื่มกันในท้องตลาด มีมากมายหลายชนิด อาจเรียกชื่อตามประเภทของผลไม้ชื่อผู้ผลิต หรือปริมาณของแอลกอฮอล์เป็นเกณฑ์ เช่น ไวน์แอปเปิล ไวน์มังคุด ไวน์หม่อน เป็นต้น แม้แต่ผักบางชนิด ก็สามารถที่จะหมักทำเป็นไวน์ได้ ซึ่งมีรสที่แตกต่างกันไป

 

ประโยชน์ของไวน์

 

ไวน์(Wine) เครื่องดื่มยอดนิยมทั่วโลก ที่มีรสชาติแตกต่างกันไปตามแหล่งผลิต ระยะเวลาการบ่ม รวมไปถึงชนิดของไวน์ ไม่ว่าจะเป็น ไวน์แดง (Red Wine) ไวน์ขาว (White Wine) ไวน์โรเซ่ (Rose Wine) เป็นต้น หลายคนสงสัยว่า ไวน์ จะมีประโยชน์ได้อย่างไร ดื่มไวน์เพื่อสุขภาพได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั้นเพราะวัตถุดิบหลักอย่าง องุ่น เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณมากมาย ที่ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และลดภาวะเสี่ยงจากโรคร้ายได้อีกด้วย การดื่มไวน์จึงให้ประโยชน์ได้ ดังนี้

 

1) ชะลอความแก่ Anti Aging
ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในไวน์แดง ช่วยป้องกันร่างกายจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และจะชะลอกระบวนการชรา ไวน์แดง มีความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เรียกว่า โพลี มากกว่า เมื่อเทียบกับน้ำองุ่น  

นักวิจัยสเปน แนะนำว่า การดื่มไวน์แดง อาจช่วยชะลอความแก่ หลังพบสารเมลาโทนินในผิวองุ่น รวมถึงอาหารอีกหลายชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ ข้าว และเชอรี่ สามารถปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย ตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งควรจะเริ่มกินตั้งแต่อายุย่างเข้า 30 ปี เพราะไวน์แดง ชะลอความแก่ ได้จริง แล้วยังช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจ แต่ก็ควรที่จะดื่มในปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน

2) ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในไวน์ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง สารดังกล่าว ทำหน้าที่เปลี่ยนระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด เลือดไม่เกาะกันเป็นก้อน ลดปัญหาการอุดสันในเส้นเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงที่เกิดโรคหัวใจได้ 30-40 %

การดื่ม ไวน์แดง ในปริมาณที่พอเหมาะ อย่างสม่ำเสมอทุกวัน เหมือนที่ชาวฝรั่งเศสปฏิบัติกันเป็นปกตินิสัย ทำให้ชาวฝรั่งเศส มีอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ  และโรคหัวใจล้มเหลวลดลงถึง 50%
ส่วนการดื่ม ไวน์ขาว นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มที่สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายแล้ว ยังทำให้อาหารทะเลมีรสชาติถูกปากอร่อยลิ้น ที่สำคัญมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร และสามารถกำจัดพิษจากอาหารทะเล ที่เป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหารได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
3) ลดและป้องกันมะเร็ง
สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้ในองุ่น ราสเบอร์รี ถั่วลิสง และพืชอื่น ๆ มีหลักฐานว่า เรสเวราทรอลนั้น ลดอนุมูลอิสระ และลดอัตราการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง รวมทั้งลดการเจริญเติบโตของมะเร็ง ในถาดเพาะเชื้อได้ นอกจากนั้น ยังลดสารเอ็นเอฟ แคปปา บี (NF kappa B) ซึ่งเป็นโปรตีน ที่สร้างโดยระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นอีกด้วย ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ดื่มไวน์ต้านมะเร็งได้

4) ลดปริมาณคอเลสเตอรอล
ในไวน์แดง มีแทนนิน หรือความฝาด ซึ่งนอกจากจะป้องกันการเกิดโรคหัวใจแล้ว ยังช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด หากมีคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดมาก ๆ อาจทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดผิดปกติได้


5) ช่วยในการย่อย
อาหารประเภททอด อาหารแปรรูป จะมีสาร Malonaldehydes ซึ่งสารเหล่านี้ ส่งผลร้ายต่อระบบทางเดินอาหารให้แก่ร่างกาย มีการศึกษาพบว่า การดื่มไวน์แดง กับอาหารดังกล่าว ช่วยลบล้างสารเหล่านี้ได้ ถึงร้อยละ 60-70 ดังนั้น ความสามารถในการช่วยการทำลายสารเหล่านี้ ก็เป็นประโยชน์ในการย่อยอาหาร

6) ช่วยในลด และคลายความเครียด
ไวน์ช่วยเรื่องความเครียดได้ ไวน์เป็นยากล่อมประสาทชนิดหนึ่ง ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย จึงช่วยลดความเครียด หรือคลายกังวล ทำให้นอนหลับพักผ่อนได้ยาวนานขึ้น 

7) ป้องกันโรคความจำเสื่อม
นักวิจัยพบว่า ไวน์แดง ช่วยลดความจำเสื่อมได้ โดยสาร สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol)  ในไวน์แดง มีผลในการป้องกันการเสื่อมของสมอง

ทีมงานวิจัยได้ศึกษาคอไวน์ 7,983 คน ซึ่งดื่มไวน์เป็นประจำ วันละ 1-3 แก้ว ระหว่างปี 1990-1999 พบว่าบุคคลดังกล่าว ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ และ โรคพาร์กินสันแต่อย่างใด      

8) สุขภาพเหงือก และฟัน
ไวน์มีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียในช่องปาก และนอกจากนี้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารโพลีฟีน เป็นสารธรรมชาติที่พบในเมล็ดองุ่น และไวน์แดง จะมีคุณสมบัติ ช่วยในการต้านการอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียของเหงือก หรือเหงือกอักเสบ

9) ไวน์ช่วยป้องกันโรคหวัด
ส่วนประกอบที่มีอยู่ในไวน์ ช่วยป้องกันหวัดได้ ศูนย์โรคหวัดแห่งมหาวิทยาลัย คาร์ดีฟ เคยมีรายงานว่า คุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารแอนตี้ออกซิแดนท์ อาจทำให้ไวน์แดง สามารถป้องกันหวัดได้ และยังมีผลการวิจัยอาสาสมัคร 4,000 คน เป็นเวลา 1 ปีพบว่า ผู้ที่ดื่มไวน์แดง มากกว่าวันละ 2 แก้ว เป็นหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มไวน์เลยถึงร้อยละ 44

 

ปัจจุบัน เราจำแนกไวน์ (Wine) ออกเป็น 5 สไตล์หลัก ได้แก่ ไวน์ขาว (White Wine) ไวน์แดง (Red Wine) ไวน์โรเซ่ (Rose Wine) ไวน์หวาน (Dessert Wine) และไวน์สปาร์คกลิ้ง (Sparkling Wine)

 

วิธีเก็บรักษาไวน์ ทำอย่างไรได้บ้าง?

  • อุณหภูมิ : อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเก็บไวน์ อยู่ที่ประมาณ 18-25 ̊C เพราะจะทำให้ไวน์ mature เร็วขึ้นจนกลายเป็นน้ำส้มสายชู ไม่ควรเก็บไว้ในที่ที่มีความเย็นจัด ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้เสีย แต่ความเย็นมากเกินไป อาจจะทำให้กลายเป็นน้ำแข็งได้
  • แสง : ควรเก็บให้พ้นจากความร้อน และแสงแดด ห้องเก็บไวน์ ไม่ควรมีแสงสว่างมากเกินไป จะทำให้มีผลเสียต่อรสชาติ เพราะฉะนั้น ไวน์แดง จึงนิยมผลิตขวดที่มีสีเข้ม บางครั้งเป็นสีดำ และนิยมห่อขวดด้วยกระดาษ
  • ความชื้น : ก็มีผลต่อการเก็บรักษาเช่นกัน ยิ่งไวน์ที่มีจุกคอร์ก เพราะถ้าความชื้นในอากาศน้อยกว่า 50% จุกคอร์กจะแห้งกรอบ และหดตัว อากาศจากภายนอกเข้าไปสัมผัสจนเกิดการ Oxidation รสชาติจะเปลี่ยนไป และเสียเร็วขึ้น แต่ถ้าความชื้นเกินไป ก็จะทำให้ฉลากของไวน์ที่เก็บไว้เปื่อยยุ่ยจนเกิดความเสียหายได้ ควรเก็บไว้ในที่มืด และเงียบ เวลาเก็บควรวางในแนวนอน เพื่อป้องกันจุกคอร์กแห้ง
ในการเก็ฐรักษาไวน์ ขอแนะนำ ตู้เเช่ไวน์ / ตู้เก็บไวน์ ของ SGE ช่วยเก็บรักษาถนอมรสชาติของไวน์ไว้ได้นาน เป็นตัวช่วยการเก็บรักษาเเละถนอมรสชาติไวน์ให้อยู่ได้นานที่สุด สามารถตั้งค่าอุณหภูมิให้เหมาะกับไวน์เเต่ละชนิดได้ พร้อมทั้ง ตู้แช่ไวน์ ยังมีระบบป้องกันไม่ให้ไวน์เเข็งตัวเป็นน้ำเเข็ง 

 

 

 

เตาแก๊ส เครื่องมือสำคัญในการประกอบอาหารจานเด็ด จานด่วน จานอร่อย ซึ่งจะแบบไหนก็ต้องใช้ความร้อนจากเตาแก๊สทำขึ้นทั้งนั้น แล้วเคยรู้กันไหมว่าเตาแก๊สที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กันไปหมดนี้ เอาเข้าจริงมีความหลากหลายและแตกต่างที่จำแนกใช้ตามประเภทตั้งมากมาย

 

 

หัวเตาธรรมดา

 

หัวเตาธรรมดานี้เราจะคุ้ยเคยกันมาก เพราะเชื่อว่าทุกบ้านต้องมี โดยการทำงานให้ไฟสองชั้น ทำจากหลายวัสดุและที่รูปลักษณ์สวยๆ หน้าตาแบบเตาฝรั่งเดี๋ยวนี้นิยมใช้กันมากกับบ้านจัดสรรชื่อดัง ที่ซื้อบ้านแถมการตกแต่งเสร็จสรรพ แต่อายุการใช้งานเทียบไม่ได้จากวัสดุทองเหลือง มีคุณสมบัตินำความร้อนได้ดีกว่า ทนความร้อนสูง ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าด้วย หัวเตาประเภทนี้มีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับขนาดของเตาแก๊ส ตั้งแต่ 3.5 – 6” นิ้ว มีระบบการทำงานแบบพ่นแก๊สเปลวไฟพุ่งขึ้นจากหัวเตาทั้งสองชั้น สามารถปรับระดับความร้อนได้ตามต้องการ ซึ่งเป็นการเผาไหม้โดยตรง ทำให้มีปริมาณความร้อนมาก จึงแอบมีข้อเสียที่อาจมีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ทำให้ก้มภาชนะดำได้ เหมาะกับการปรุงอาหารประเภทจาน ทอดๆ ผัดๆ

 

หัวเตาอินฟาเรด

 

หัวเตาแบบอินฟาเรดมีลักษณะเป็นรูพรูน วัสดุก็หลากหลาย แต่แนะนำที่ทำจากเซรามิค จะทนความร้อนได้สูงกว่า มีทั้งขนาดเส้นผ่านศูนย์หัวเตาตั้งแต่ 5-7 นิ้ว มีระบบการทำงานแบบซึมแก๊สไปตามรูพรุน เปลวไฟจึงต่ำ แต่ยังคงให้พลังงานความร้อนได้สูง การปรับระดับความร้อน ไม่หลากหลายเท่าเตาแก๊สธรรมดา ด้วยหลักการทำงานแบบซึมแก๊ส จึงทำให้เตาอินฟาเรดให้ความร้อนอย่างสม่ำเสมอ และประหยัดแก๊สได้มากถึง 40% เหมาะกับการปรุงอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ตุ๋น ได้ดี

 

หัวเตาเทอร์โบ

หัวเตาแบบเทอร์โบ เป็นการบีบหัวเตาให้เป็นรูเล็ก เพื่อเพิ่มความดันแก๊ส จึงทำให้เร่งไฟได้แรงกว่าหัวเตาชนิดอื่น ๆ ให้พลังงานความร้อนแรงเร็ว ประหยัดเวลาการปรุงอาหาร ข้อเสียเล็ก ๆ คือ หากใช้ไปนาน ๆ จะทำให้ก้นภาชนะมีเขม่าดำติดได้ และหัวเตาชนิดนี้ มีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าแบบอื่น ๆ ทั่วไป

ศูนย์รวม เตาสเต็ก อันดับ 1 ของไทยที่ Spring Green Evolution มีทั้งแบบ เตาสเต็ก หน้าเรียบ เตาสเต็กหน้าผสม 
อีกทั้งยังมีให้เลือก ระบบไฟฟ้าและระบบแก๊ส ราคา เตาสเต็กเริ่มเพียง 2,750฿ เท่านั้น

หัวเตาเหล็กหล่อแรงดันสูง

 

หัวเตาแก๊สเหล็กหล่อแรงดันสูง หรือเรียกกันว่า เตาหัวฟู่ ออกแบบมาเพื่อการทำอาหารหนักจำนวนมาก จึงต้องใช้เปลวไฟที่แรงร้อน เพราะหัวเตาชนิดนี้ ทำจากเหล็กหล่อ จึงทนความร้อนจากเปลวไฟแรง ๆ ได้ดี และสามารถรับน้ำหนักจากหม้อ หรือกระทะขนาดใหญ่ได้แบบสบาย ๆ เหมาะกับร้านอาหารที่ต้องทำอาหารจำนวนมาก ๆ ในเวลาอันรวดเร็ว