เมื่อ ‘ใช้ไวน์ทำอาหาร’ สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้ไว้คือ ห้ามใช้ไวน์ที่เสียเเล้ว อย่างตอนต้นที่ผมบอกว่า นำไวน์ที่เปิดเเล้วมาทำอาหารได้ ใช่ครับ เเต่ไวน์ต้องอยู่ในสภาพที่ดื่มได้ เเบบใส่ปากเเล้วไม่ท้องเสียอะครับ เพราะถ้าไวน์นั้นสภาพไม่ค่อยดีเเล้วยิ่งมาเจอกับความร้อน ความร้อนก็จะยิ่งทำให้คุณภาพเเย่ๆนั้นชัดขึ้นไปอีก ฉะนั้นตอนทำดูไวน์ดีๆ ไม่ใช่ว่าเสียเเล้วเอามาทำนะครับ

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับไวน์ 

 

ไวน์ (Wine) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หมักมาจากผลไม้ โดยนอกจากจะนิยมนำมาดื่มคู่กับเมนูอาหารแล้ว ไวน์ยังนิยมนำไปปรุงรสอาหารด้วย ไวน์สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ไวน์ทำอาหาร และ ไวน์สำหรับดื่ม ซึ่งมีความแตกต่างกันที่คุณภาพ โดยไวน์สำหรับดื่มจะมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบและการบ่มมากกว่า

 

ไวน์สำหรับทำอาหาร อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หางไวน์" เป็นไวน์ที่เกิดจากการบ่มองุ่น ที่เหลือจากการหมักไวน์สำหรับดื่มแล้ว คุณภาพของไวน์ จึงน้อยกว่าไวน์สำหรับดื่ม และราคาถูกกว่า 

 

เมื่อการทำอาหาร ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้มีเพียงการนำเอาวัตถุดิบที่มี มายำรวมกันแล้วปรุงรสแบบง่าย ๆ แต่ทุกขั้นตอนการทำอาหารสักมื้อ ล้วนเกิดจากความตั้งใจของพ่อครัว หรือแม่ครัวที่ต้องการดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบนั้นออกมา ด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่สุด

และหนึ่งในวัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร นั่นคือ ไวน์ (wine) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผู้คนจากทั่วโลกนิยมดื่มคู่กับเมนูอาหาร นอกจากนี้ก็ยังนิยมนำมาใช้ในการทำอาหารทั้งคาวและหวานอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่แปลกที่คุณจะพบเห็นไวน์ที่วางขายอยู่ในตลาด 

 

โดยมีทั้ง

ไวน์ที่ใช้สำหรับดื่มทั่วไป (Regular Drinking Wines)
ไวน์ที่ใช้สำหรับการทำอาหาร (Cooking Wines)

 

แต่ความจริงแล้ว การใช้ไวน์สำหรับดื่มในการทำอาหาร จะได้รสชาติที่ดีกว่าการใช้ไวน์สำหรับทำอาหาร เนื่องจากเพราะไวน์สำหรับดื่มจะมีรสชาติดี เข้มข้น กว่าไวน์ปรุงอาหารที่เกิดจากการบ่มองุ่นที่เหลือจากการหมักไวน์สำหรับดื่มนั่นเอง

หลายๆ คนคงทราบกันดีแล้วว่าไวน์ที่ถูกเปิดแล้วต้องรีบรับประทานให้หมดภายใน 2 - 3 เพราะไวน์จะเริ่มสูญเสียรสชาติ หากคุณเป็นคอไวน์ หรือมีธุรกิจที่ต้องเปิดใช้ไวน์บ่อยๆ แล้วไวน์เหลืออยากเก็บไว้นานๆ ขอแนะนำ 👉 ตู้แช่ไวน์ ตู้จ่ายไวน์ ที่สามารถรักษารสชาติไวน์ได้นานขึ้นจากเดิมเพียงแค่ 2-3 วัน เป็น 20 กว่าวันเลยที่เดียว

 

ชนิดของ ไวน์ทำอาหาร มีแบบไหนบ้าง?

การใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกอบอาหาร มีมาตั้งแต่อดีต ส่วนมากการใส่เหล้า หรือไวน์ลงไปในอาหาร มีจุดประสงค์เพื่อดับกลิ่นคาว และทำให้เนื้อสัตว์มีความนุ่ม ไวน์ที่ใช้ในการประกอบอาหารมีหลัก ๆ 6 ชนิด ได้แก่

 

ไวน์แดงและไวน์ขาว (Dry Red & White Wines)

ไวน์แดง ไวน์ขาว แบบ Dry คือ ไวน์ที่ปราศจากความหวาน เป็นการหมักจนกว่าน้ำตาลในองุ่น จะกลายเป็นแอลกอฮอล์จนหมด ทำให้ไวน์แดง และไวน์ขาวแบบดราย เป็นไวน์ที่มีความเข้มข้นของรสองุ่นสูง

ไวน์แดง

นิยมใส่ในซอสที่มีสี เช่น ซอสบูร์กิญง (Bourguignonne Sauce) ซอสเนยแดง (Beurre Rouge) ซอสไวน์แดง (Wine Reduction Sauce)

ไวน์ขาว

นิยมใส่ในซอสที่เป็นครีม และใช้ในการ Deglaze กระทะ คือ การเติมไวน์ลงไปในกระทะที่มีน้ำมัน หรืออาหารติดอยู่ก้นกระทะ เพื่อทำซอสปรุงรสจากอาหารนั้น

 

ไวน์ออกซิไดซ์นัตตี้ แบบไร้ความหวาน (Dry Nutty/ Oxidized Wines)

ไวน์ออกซิไดซ์ ที่เป็นไวน์ที่เปิดให้สัมผัสกับออกซิเจนมากเกินไปจนรสชาติของไวน์เปลี่ยน และนัตตี้ไวน์ เป็นไวน์ที่มีกลิ่นถั่วเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไวน์ ที่บ่มจากองุ่น Chardonnay (ชาร์ดองเนย์) ไวน์เหล่านี้ จะมีกลิ่นและรสชาติต่างกันออกไป ก่อนนำมาประกอบอาหาร จึงควรชิมรสชาติของไวน์ก่อน

 

นิยมใช้ในอาหารประเภทน้ำเกรวี่เห็ด เพื่อราดลงบนเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

 

 

ไวน์สวีตนัตตี้แบบออกซิไดซ์ (Sweet Nutty/ Oxidized Wines)

ไวน์หวานแบบสวีตนัตตี้ เป็นไวน์ที่มีน้ำตาลจากผลไม้ที่ใช้หมัก โดยมากมักมีอายุมากกว่า 10 ปี บางขวดอาจจะมีอายุมากถึง 40 ปี ลักษณะของไวน์ จะมีความหนืด และเหนียวคล้ายคาราเมล มีรสชาติหวาน เก็บได้ไม่นานหลังการเปิดใช้ โดยสามารถเก็บได้ประมาณ 1 เดือนในตู้เย็น

นิยมใช้ในของหวานที่เข้ากับถั่ว เนื่องจากไวน์มีรส และกลิ่นถั่วจาง ๆ อาหารที่ใช้ไวน์ชนิดนี้ เช่น ซอสคาราเมลราดของหวาน ซอสถั่วราดไอศกรีม

 

ไวน์ประเภทฟอร์ติไฟด์หรือพอร์ตไวน์ (Sweet Fortified Red Wines Like Port)

ไวน์ประเภทฟอร์ติไฟด์ เป็นไวน์ที่มีการเติมแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ลงไป หรือเติมบรั่นดีสกัดลงไป เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของปริมาณแอลกอฮอล์ลงไปในไวน์ ไวน์ชนิดนี้ จึงมีแอลกอฮอล์สูงกว่าไวน์ชนิดอื่น ไวน์ประเภทฟอร์ดิไฟด์ที่เป็นที่รู้จัก คือ พอร์ตไวน์

นิยมใส่ในอาหารที่ต้องการความขมเล็ก ๆ ของแอลกอฮอล์ ใช้ได้ทั้งของคาวและของหวาน เช่น ผสมกับช็อกโกแลต เพื่อราดบนเค้ก หรือขนมต่าง ๆ รวมไปถึงผสมกับซอสสเต็ก เพื่อเพิ่มรสชาติ

 

ไวน์ขาวแบบหวาน (Sweet White Wines)

ไวน์หวานขาว เป็นไวน์ขาวที่มีความหวานสูง และมีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ ไวน์ขาว จะมีความเปรี้ยวมากกว่าไวน์แดง จึงเหมาะกับการนำมาดับกลิ่นคาว หรือเพิ่มความสดชื่นให้อาหารที่ใช้ผลไม้รสเปรี้ยว

นิยมใส่ทั้งของคาวและของหวาน โดยใส่ในของคาว เพื่อดับกลิ่นคาว โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น การทำซอสเนยหวานราดบนอาหารทะเล  และนิยมใส่ในของหวาน ที่มีผลไม้รสเปรี้ยวเป็นส่วนประกอบ เช่น การทำซอสหวานราดทาร์ตผลไม้

 

ไวน์ข้าว (Rice Wine)

 

 

ไวน์ข้าว เป็นไวน์ที่ชาวเอเชียคุ้นเคยดี เช่น มิรินของญี่ปุ่น สาโทของไทย และไวน์ข้าวของจีน แต่ไวน์ข้าวของเอเชีย ไม่นิยมนำมาใส่อาหารมากเท่าของฝั่งตะวันตก นิยมดื่มแกล้มกับอาหารมากกว่านั่นเอง

ไวน์ข้าว นิยมใส่ในอาหารประเภทผัด โดยเฉพะไวน์ข้าวของจีน เพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารจีน และใส่เพื่อหมักอาหารประเภทบาร์บีคิวต่าง ๆ

ขอแนะนำ ตู้แช่ไวน์ ที่จะทำให้ไวน์ของคุณอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ช่วยให้ไวน์คงสภาพรสชาติที่ดีไว้ให้มากที่สุด โดย ตู้แช่ไวน์ มีราคาตั้งแต่ 5000 บาท ไปจนถึง 50000 เลย ถึงอยู่กับจำนวนความจุของไวน์ ถ้าอยากซื้อตู้ไวน์ เราขอแนะนำ ตู้แช่ไวน์ SGE ที่เป็นตู้ที่แบบมาแบบพรีเมียม สามารถวางได้ทุกพื้นที่

เทคนิคการใส่ไวน์ทำอาหาร ควรใส่ตอนไหน?

ด้วยความที่ไวน์มีเเอลกอฮอล์ การใส่ในไวน์นั้น จึงเริ่มตั้นเเต่ช่วงเริ่มทำจนไปถึงการปรุง เพื่อปล่อยให้แอลกอฮอล์สุก เช่น

 

สตูว์ หรือเมนูตุ๋นอื่น ๆ
เติมไวน์ในช่วงแรก การเติมไวน์ก็จะอยู่ในช่วงแรกของการเคี่ยว อาหารที่ต้องหมัก ก็ใส่ไวน์ไปพร้อมกับวัตถุดิบอื่น ๆ ได้ในตอนหมักเลย รสชาติของไวน์ จะได้กลบกลืนไปกับรสชาติส่วนผสมอื่น ๆ

 

สำหรับซอสหมัก

สำหรับซอสหมัก อันนี้ง่าย ๆ ใส่ไวน์ไปกับเครื่องเทศอื่น ๆ ที่ใช้ในการหมัก เอาไปต้มให้เเอลกอฮอล์ระเหย เเค่นี้คุณก็เอาไปใช้หมักได้เเล้ว

สำหรับซอสที่ทำจาก reduction หลังจากทอดเนื้อเสร็จในกระทะ ให้เอาเนื้อ เเละชิ้นส่วนไหม้ต่าง ๆ ออกจากกระทะ หลังจากนั้น ก็ใส่ไวน์ เเละ reduce ให้เป็นซอสข้น เเละให้เติมครีม หรือน้ำสต็อกเพิ่ม

สำหรับเมนูทอดกระทะ
สำหรับการทอดกระทะ เช่น กุ้ง หรือหอยเซลล์ ให้เอาไปใส่กระทะให้เกรียมก่อน เเต่ไม่ต้องสุกพอดี เเล้วค่อยเติมไวน์ไปนิดหนึ่งให้ได้รสชาติ ถ้าใส่เร็วเกินไป จะเป็นการต้นอาหารเเทน ถ้าใส่ช้าเกินไป ก็จะไม่มีเวลาให้เเอลกอฮอล์ระเหย
สำหรับพาสต้า สำหรับพาสต้า ให้ใส่หัวหอม หรือผักอื่น ๆ ที่ต้องใช้การทอดไปก่อน หลังจากสุกเเล้วค่อยใส่ไวน์

 
มีใครชอบทำขนมเบเกอรี่ไหมครับ การเบเกอรี่นั้น ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ชอบทำขนม แต่การทำเบเกอรี่นั้น ถ้าจะให้ดี เราควรมีผู้ช่วยงานนะ ผู้ช่วยที่ดีนั้นก็คือ เครื่องตีแป้ง ครับ

เครื่องตีแป้ง เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้ายอดนิยมขนาดเล็ก ที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อช่วยให้เพื่อน ๆ ทำอาหารควร และอาหารหวาน ได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จริง ๆ แล้ว นอกจาก เครื่องตีแป้ง ก็ยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นด้วยนะ
 
ในบทความนี้เราจะพูดถึง เครื่องตีแป้ง กันครับ โดยในการที่เราจะเลือกซื้อ เครื่องตีแป้ง มาใช้งานนั้น เราก็ต้องพิจารณาเลือกให้รอบคอบสักนิดนะครับ เพราะว่า เครื่องตีแป้ง นั้น ในตลาดบ้านเรามีมากมายหลายรุ่นเลย
 
  1. จำนวนวัตต์ของมอเตอร์เครื่องผสมอาหาร

เป็นสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก่อนการเลือกซื้อ เพราะราคาจะถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับจำนวนวัตต์และความแรงของเครื่องด้วยเช่นกัน ถ้าจำนวนวัตต์สูงยิ่งใช้เวลาผสมอาหารน้อย หากจะนำเครื่องตีแป้ง หรือนำไป ตีแป้งควรใช้ เครื่องผสมอาหารที่มีจำนวนวัตต์ 500 วัตต์ขึ้นไป ถ้าใช้จำนวนวัตต์ต่ำกว่านี้ เครื่องจะชำรุดเสียหายได้ เพราะแป้งมีความเหนียวและหนาแน่นสูง หากต้องการใช้เพียงตีไข่ หรือ ตีส่วนผสมอื่น ๆ ที่ใม่ใช่แป้ง สามารถใช้จำนวนวัตต์ที่ต่ำกว่า 500 วัตต์ได้

  1. ขนาดของโถ ขนาดความจุของเครื่องผสมอาหาร

ต้องคำนึงถึงปริมาณในการใช้งานว่าใช้เพื่อทำทานเองที่บ้าน หรือทำเป็นธุรกิจที่ต้องทำทีละมาก ๆ ขนาดของโถที่มีความจุมาตรฐานคือ เครื่องผสมอาหาร 5 ลิตร,10 ลิตร,20 ลิตร, และ 30 ลิตร แต่สำหรับท่านที่รักในการทำอาหาร ขนม โดยทำทานเองที่บ้าน ทำในปริมาณที่น้อย ก็สามารถใช้เครื่องผสมอาหารที่ต่ำกว่า 5 ลิตรได้

  1. มีฟังชั่นการใช้งานที่จำเป็น

มีฟังชั่นการใช้งานที่จำเป็นต่อการทำอาหารทุก ๆ เมนู การปรับระดับของหัวตี ควรมีอย่างน้อย 5 ระดับ  เสียงที่ดังขณะเครื่องทำงาน ไม่ควรดังมากจนเกินไป

  1. วัสดุที่ผลิตเครื่องผสมอาหาร

แนะนำเลือกแบบที่ผลิตจากเหล็กตัวใหญ่ เพราะจะทนทานต่อการใช้งานทั้งหมด อายุการใช้งานนาน แตกต่างจากแบบพลาสติกตัวเล็กๆ ที่ใช้ส่วนขับเคลื่อนไม่ค่อยดี และแบบเหล็กทำความสะอาดง่ายกว่าแบบพลาสติก รวมถึงไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องการตกแตกเลยด้วย

  1. การบริการหลังการขายและการรับประกันสินค้า

ถือเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในสินค้าและบริการ หลังจากใช้งานแล้วเกิดเหตุขัดข้องถ้ามีการรับประกันสินค้า ก็สามารถแจ้งทางบริษัทได้เลย 

 

onyx

เครื่องผสมอาหาร เครื่องตีแป้ง Onyx 5.5L

ขนาดเล็ก แต่ทรงพลังด้วยมอเตอร์ทองแดง และกำลังไฟแรงสูงถึง 1,400 วัตต์ ปรับความเร็วได้ถึง 6 ระดับ และปุ่มเทอร์โบ มีหัวตี 3 แบบ ทั้งหัวตะกร้อ ตะขอ และใบไม้ และโถผสมอาหารขนาด 5.5 ลิตร ทำจากสเตนเลสสตีลเกรดดี ไม่เป็นสนิม ตัวเครื่องมีช่องระบายความร้อน ช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่องนานขึ้น ราคาประมาณ 3,200-3,490 บาท
  • ยี่ห้อ / รุ่น : Onyx 5.5L
  • ขนาด : 21 × 37 × 34 cm
  • น้ำหนัก : 85 kg
  • กำลังไฟ : 1400 วัตต์
  • ปรับได้ : 6 ระดับ
  • วัสดุ : สแตนเลส 304
ระบายร้อนไว ฐานมั่นคง ใช้เป็น เครื่องตีแป้ง หรือผสมอาหารก็ได้ สแตนเลสฟู้ดเกรด ราคาถือว่าถูกเมื่อเทียบกับความแรงของมอเตอร์ 
 
ข้อดี 
✓ แถมหัวตี 3 แบบ 
✓ มีช่องระบายความร้อนในตัว 
✓ สินค้ารับประกันมอเตอร์ 2 ปี และอะไหล่ส่วนอื่น 1 ปี 
 
ข้อเสีย 
✘ ไม่มีคู่มือภาษาไทย  

bear

เครื่องตีแป้ง BEAR รุ่น BR0045

อีกหนึ่งเครื่องนวดแป้งอเนกประสงค์ที่น่าใช้ก็คือ BEAR รุ่น BR0045 ดีไซน์มินิมอลและทันสมัยมาพร้อมความจุถึง 5 ลิตรนวดแป้งได้สูงสุด 1,600 กรัมสามารถตั้งเวลานวดอัตโนมัติหรือพักแป้งเพื่อให้แป้งขึ้นฟูได้ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้ควบคุมด้วยระบบดิจิตอลจึงทำให้ใช้งานได้ง่ายสะดวกสบาย
  • ยี่ห้อ / รุ่น : BR0045
  • ขนาด : 3 × 29.6 × 26.2 cm
  • น้ำหนัก : 5 kg
  • กำลังไฟ : 200 วัตต์
  • ปรับได้ : อัตโนมัติ
  • วัสดุ : สแตนเลส 304
สามารถตั้งเวลาระบบดิจิทัลนวดแป้งอัตโนมัติ พร้อมพักแป้งด้วยอุณภูมิที่เหมาะสมช่วยให้แป้งขึ้นฟู 
 
ข้อดี 
✓ ปุ่มควบคุมระบบดิจิตอล 
✓ พักแป้งได้ในเครื่อง 
✓ รับประกัน 6 เดือน
 
ข้อเสีย 
✘ เสียงค่อนค้างดัง 
✘ เครื่องร้อนเร็วมาก 
✘ ใบมีดก๊องแก๊ง น้ำหนักเบา และหลวม 

elon

เครื่องผสมอาหาร เครื่องตีแป้ง รุ่น Elon 250W

ปรับได้ 5 ระดับ น้ำหนักเบามาก พร้อมแถมกล่องเก็บหัวตีให้อยู่ด้วยกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ง่ายต่อการจัดเก็บ หัวตีสามารถถอดล้างได้
  • ยี่ห้อ / รุ่น : Elon 250W
  • ขนาด : 9x15x19cm
  • น้ำหนัก : 89 กิโลกรัม
  • กำลังไฟ : 250 วัตต์
  • ปรับได้ : 5 ระดับ
  • วัสดุ : ABS
รุ่นนี้ถูกมาก ขายดีสุดๆ 
 
ข้อดี 
✓ สามารถปรับระดับความเร็วในการตี ได้ถึง 5 ระดับ 
✓ น้ำหนักเบา เพียง 0.89 กิโลกรัม 
✓ ถอดล้างทำความสะอาดง่าย 
 
ข้อเสีย ✘ ไม่กันน้ำ 

almight

เครื่องผสมอาหาร เครื่องตีแป้ง รุ่น Almight 10L

ปรับได้ 7 ระดับ พร้อมแถมหัว 2 แบบ ง่ายต่อการจัดเก็บ หัวตีสามารถถอดล้างได้
  • ยี่ห้อ / รุ่น : Almight 10L
  • ขนาด : 19 x 37 x 37cm
  • กำลังไฟ : 1400 วัตต์
  • ปรับได้ : 7 ระดับ
  • วัสดุ : สแตนเลส 304
เครื่องแรงแป้งขึ้นฟูดีมาก 
 
ข้อดี 
✓ สามารถปรับระดับความเร็วในการตี ได้ถึง 7 ระดับ 
✓ ตัวยึดหัวผสมอาหารใช้วัสดุที่แข็งแรง 
✓ ถอดล้างทำความสะอาดง่าย 
 
ข้อเสีย 
✘ เครื่องใหญ่ น้ำหนักเยอะ 
 
รีวิว เครื่องตีแป้ง
 
 

hw

HOUSE WORTH เครื่องผสมอาหาร เครื่องตีแป้ง Food Mixer HW-FM04

ปรับระดับความแรง 5 ระดับ พร้อมด้วยฟังก์ชั่นเทอร์โบ โถปั่นจะหมุนรอบตัวเองขณะผสมอาหาร หัวปั่นสามารถขยับไปทางซ้ายและขวา
  • ยี่ห้อ / รุ่น : Food Mixer HW-FM04
  • ขนาด : 6 x 27.2 x 23.6 เซนติเมตร
  • กำลังไฟ : 300 วัตต์
  • ปรับได้ : 5 ระดับ
  • น้ำหนัก 6 กิโลกรัม
  • วัสดุ : สแตนเลส 304
ดีไซน์สวยงาม ทันสมัย ใช้งานง่าย ปรับระดับความแรง 5 ระดับ พร้อมด้วยฟังก์ชั่นเทอร์โบ โถผสมอาหารขนาด 2.8 ลิตร เครื่องตีแป้ง ได้อยู่ หัวปั่นสามารถขยับไปทางซ้ายและขวาโถปั่นจะหมุนรอบตัวเองขณะผสมอาหาร กำลังไฟ 300 วัตต์ 
 
ข้อดี 
✓ สามารถปรับระดับความเร็วในการตี ได้ถึง 5 ระดับ 
✓ โถปั่นจะหมุนรอบตัวเองขณะผสมอาหาร 
✓ โถผสมอาหารขนาด 2.8 ลิตร 
ข้อเสีย 
✘ จุได้น้อย
 

 

สำหรับใครที่อยากหาเมนูทานดับร้อน แต่ไม่อยากทานของหวาน เมนูที่ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ คือ ข้าวแช่ ของไทยเรานั่นเอง แต่ถ้าเป็นฝั่งญี่ปุ่น ก็คงต้องเป็น บะหมี่เย็น แน่นอน โดย บะหมี่เย็น คือ เป็นวัฒนธรรมการกินอาหารเย็นๆ ที่มาประยุกต์ทาน ในช่วงฤดูร้อน โดยการเอาเส้นมาแช่น้ำเย็น หรือ น้ำแข็ง แล้วราดด้วยน้ำซอส หรือ ซุป ทานแบบเย็นๆ ซึ่งมีหลายแบบโดย ที่นิยมกัน เช่น ซารุโซบะ , ซารุอุด้ง , ฮิยาชิจูกะ , โซเม็ง (โซเม็น) วันนี้เราจะเปลี่ยนบ้านให้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นง่าย ๆ กับ “บะหมี่เย็น ซารุโซบะ” เมนูอาหารญี่ปุ่นสุดฮิต ทำเองที่บ้านได้ง่าย ๆ เตรียมซอสสไตล์ต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ ๆ วิธีทำบะหมี่เย็น มาคลายร้อนแบบญี่ปุ่นด้วยโซบะเย็น & โซเมนเย็น อร่อยๆ กัน!

 

บะหมี่เย็น-ซารุโซบะ

 
วัตถุดิบ

คิคโคแมน โซบะสึยุ ซุปซอสหมี่ 1 ถ้วยตวง, เส้นหมี่โซบะแห้ง 200 กรัม , ต้นหอมซอย , หัวไช้เท้าซอย , วาซาบิ , สาหร่ายตัดเป็นเส้น , น้ำเปล่าและน้ำแข็งสำหรับแช่เส้นโซบะ , น้ำเย็น ½ ถ้วยตวง

วิธีทำ

1.เตรียมน้ำแข็งใส่ในน้ำสะอาดรอไว้

2. นำ เส้นหมี่โซบะแห้ง ลวกในน้ำเดือด ประมาณ 5 นาที หรือ จนเส้นสุก

 

3.นำไปแช่ในน้ำเย็นที่เตรียมไว้ ใช้มือ หรือตะเกียบคนเส้นให้ทั่ว แล้วพักไว้

4.ทำน้ำซอส ใส่ คิคโคแมน โซบะสึยุ ซุปซอสหมี่ ลงในถ้วย ผสมน้ำเย็น เติมวาซาบิลงไปตามชอบ โรยหอมซอย หัวไช้เท้าซอย สาหร่าย

5.นำบะหมี่เย็นจัดใส่จาน โรยหน้าด้วย สาหร่าย เสิร์ฟคู่กับ ซอสบะหมี่เย็น

 

บะหมี่เย็น ? ซารุอุด้ง

 

บะหมี่เย็น-ซารุอุด้ง

 

วัตถุดิบ
สาเก ¼ ถ้วยตวง , ซอสถั่วเหลือง , ½ ถ้วยตวง , เหล้าหวานญี่ปุ่น ½ ถ้วยตวง , ปลาโอแห้ง ½ ถ้วยตวง , เส้นอูด้งสำเร็จรูป 200 กรัม , ต้นหอมซอย , หัวไช้เท้าซอย , วาซาบิ , สาหร่ายตัดเป็นเส้น
วิธีทำ
1.ต้มสาเก ใช้ไปกลาง จากนั้น ใส่ซอสถั่วเหลือง ตามด้วย หล้าหวานญี่ปุ่น ปลาโอแห้ง ต้มประมาณ 5 นาที ไม่ต้องรอจนสุก ปิดไฟ พักไว้จนน้ำซอสเย็นสนิท จากนั้นกรองด้วยกระช้อนเอาแต่น้ำ2. ต้มน้ำเดือด ใส่เส้นอูด้ง โดยทั่วไปจะต้มประมาณ 10-15 นาที หรือดูข้างซองอูด้งที่ซื้อมาเพราะแต่ละยี่ห้อจะไม่ค่อยเหมือนกัน 3.เมื่อเส้นสุกให้พักในน้ำเย็นจัด ให้ใช้มือขย้ำเบาๆ ด้วยมือเพื่อให้เมือกออก

 

ฮิยาชิจูกะ ? บะหมี่เย็น ทรงเครื่อง

 

ฮิยาชิจูกะ-บะหมี่เย็น-ทรงเครื่อง

 

วัตถุดิบ
น้ำสะอาด 5 ถ้วยตวง , ซุปไก่ 1 ก้อน ,ซีอิ๋วญี่ปุ่น 3 ช้อนโต๊ะ , น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ , น้ำส้มสายชู ½ ช้อนโต๊ะ , น้ำขิงคั้น 3 ช้อนโต๊ะ , น้ำมันงา 1 ช้อนชา , น้ำมะนาว 1 ช้อนชา , น้ำอุ่น ½ ถ้วยตวง ,มัสตาร์ดญี่ปุ่น , เครื่องเคียง เช่น ไข่ทอดหั่นเป็นเส้น มะเขือเทศ แตงกวาญี่ปุ่น แฮม ไข่ไก่ ฯลฯ ตามชอบ ,เส้นราเม็ง
วิธีทำ
1. หั่นเครื่องเคียงเตรียมไว้ เป็นเส้นๆ ยาวๆ เตรียมไว้2.ทำน้ำซอส เตรียมถ้วยใบใหญ่ ใส่น้ำซีอิ๋วญี่ปุ่น น้ำส้มสายชู ½ โต๊ะ , น้ำตาล แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน เติมน้ำขิง น้ำมันงา คนจนส่วนผสมเข้ากัน น้ำไปแช่เย็น3. ลวกเส้นราเม็ง ในน้ำเดือดนาน 1 นาที โดยสลับกับลวกน้ำเปล่า เพื่อหะล้างแป้ง และนำไปแช่น้ำเปล่าที่ผสมน้ำแข็ง4.นำเส้นมาจัดใส่ถ้วย พร้อมใส่เครื่องเคียงจัดให้สวยงาม ราดน้ำซอสเย็นที่แช่ตู้เย็น พร้อมเสิร์ฟ

 

บะหมี่เย็นโซเม็ง (โซเมน) ? โซเมนแตงกวา

 

บะหมี่เย็นโซเม็ง-โซเมนแตงกวา

 

สูตรนี้เน้นทำง่าย ใช้แค่ คิคโคแมน โซเมน สึยุ ขวดเดียว และแตงกวาที่มีฤทธิ์เย็น และตัวน้ำซุปโซเมน รสชาติเข้มข้น ทำง่าย มีแค่ขวดนี้ขวด สามารถดูทั้งหมดได้ที่ Wongnai
วัตถุดิบ
บะหมี่เย็น โซเม็ง โซเม็ง , คิคโคแมน โซเมน สึยุ 120 มิลลิลิตร , เส้นโซเมน 100 กรัม , แตงกวา 30 กรัม วาซาบิ หรือ ขิงบด (เครื่องเคียง) 10 กรัม , มะเขือเทศ สำหรับตกแต่ง , มะนาว 2-3 แผ่น , ต้นหอมญี่ปุ่น 15 กรัม
วิธีทำ
1. ขั้นตอนลวกเส้น นำ เส้นโซเมน มาลวกในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที ให้พอแค่เกือบๆ สุก หรือแค่เส้นนิ่ม หากสุกเกินไปเส้นจะเละได้2. หั่นแตงกวาเป็นแผ่นบาง ๆ เพื่อตกแต่งจาน แล้วพักไว้ เท คิคโคแมน โซเมน สึยุ ใส่ถ้วย เตรียมไว้สำหรับจิ้มเส้น นำเส้นโซเมนที่แช่เย็นไว้มาจัดใส่ชาม 3. ตกแต่งด้วยแตงกวา และมะเขือเทศให้สวยงาม เติมน้ำเย็นเล็กน้อยพอท่วมเส้น เสิร์ฟพร้อม คิคโคแมน โซเมน สึยุ หรือจะใส่เครื่องเคียงอื่นๆ ตามที่เราชอบได้

 

 

สำหรับใครที่ต้องการจะทำเส้นเอง ขอแนะนำ เครื่องทำเส้นบะหมี่ ของยี่ห้อ SGE โดยเฉพาะจะดีกว่า สามารถทำเส้นได้หลากหลายรูปแบบ เช่น พาสต้า เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว แผ่นเกี๊ยว แผ่นห่อซาลาเปา แนะนำว่าควรมีติดครัวไว้ คุ้มแน่นอน มีช่างคอยซัพพอร์ต พร้อมประกัน 1 ปี สามารถผสม พร้อมหัวตีแบบนวดอัตโนมัติ ทำให้เส้นเหนียวนุ่ม อร่อย น่ารับประทาน สดใหม่ทุกครั้งที่ทำ ช่วยให้เส้นที่ออกมาสวยงาม มีมาตรฐานทุกเส้น 

 

 

 
 
อุปกรณ์ทำขนม สำหรับมือใหม่หัดทำเบเกอรี่ ต้องมีอะไรบ้าง? หลาย ๆ คนที่อยู่บ้านเหงา ๆ ในช่วงกักตัวหรือ Work from home ที่ได้ใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้นอาจจะเริ่มมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัว เพราะสำหรับคนรักการทำอาหารอยู่แล้วก็อาจจะอยากลองหันมาทำขนมดูบ้าง หรือใครที่ชอบขนมประเภทเบเกอรี่เป็นชีวิตจิตใจ ต้องใช้บริการเดลิเวอรี่ให้มาส่งขนมเจ้าดังให้บ่อย ๆ ก็อาจจะมีเวลาว่างมาหัดทำขนมด้วยตัวเองบ้าง แถม อุปกรณ์ทำเบเกอรี่ เดี๋ยวนี้ก็น่ารักน่าใช้ไปซะหมด ดังนั้น มือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าต้องใช้อะไรบ้าง แต่อยากกดสั่งซื้อไปซะทุกอย่าง HomeGuru ก็ขอให้อ่านบทความนี้ให้จบก่อนมือลั่นครับว่า อุปกรณ์ทำขนม พื้นฐานที่ควรมีไว้ติดครัวมีอะไรบ้าง!

 

สำหรับใครที่ชอบทำขนม หรือ เบเกอรี่ ต่างก็หลงใหลใน รสชาติ และกลิ่นหอมกรุ่นของแป้ง โดยเฉพาะหากใครทำอบขนมเอง ก็จะได้ติดใจกลิ่นหอมๆ ของแป้งที่ออกจากเตาใหม่ๆ มาก วันนี้หากใครที่จะทำขนม ทำเบเกอรี่ วันนี้ เราจะพามือใหม่ หรือมือเก่า ไปดู อุปกรณ์ทำขนม อุปกรณ์ทำเบเกอรี่ ที่จำเป็นต้องมี มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

มาทำความรู้จัก! 7 อุปกรณ์ เบเกอรี่ มีอะไรบ้าง?

ลำดับแรกควรต้องเตรียม อุปกรณ์เบเกอรี่ ไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะอุปกรณ์พื้นฐานที่ควรมีไว้ติดบ้าน ซึ่งสามารถนำมาใช้ทำขนมประเภทต่างๆ ได้ การใส่ใจในเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้เราทำขนมได้สะดวก สะอาด และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการเตรียมความพร้อมเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ทำให้การทำขนมราบรื่นไปได้ด้วยดีนะคะ

ที่ร่อนแป้ง (Sifted flour)

ที่ร่อนแป้ง 

อุปกรณ์นี้ใช้สำหรับ ร่อนวัตถุดิบชนิดผงอาจจับตัวเป็นก่อนให้แตกออก และช่วยให้อากาศรวมเป็นส่วนหนึ่งเข้ากับตัวแป้ง 👉 ทำให้แป้งละเอียดขึ้น ฟูนุ่มขึ้น ไม่จับตัวเป็นก้อนนั่นเอง ซึ่งแป้งที่ผ่านการร่อนแล้วจะทำให้เนื้อของขนมที่ทำออกมาขึ้นฟู เนื้อนุ่มเนียนและหน้าตาของขนมจะน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 😜 ซึ่งที่ร่อนแป้งแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบกระชอนที่เห็นกันทั่วไปและแบบมือบีบ โดยจะแตกต่างตรงที่หากเลือกใช้ที่ร่อนแป้งแบบมือบีบจะทำให้แป้งตกลงไปรวมกันที่ก้นภาชนะรองรับพอดีไม่หกเลอะเทอะ แต่ถ้าใช้แบบกระชอน ละอองแป้งจะกระจายออกมารอบๆ ในขณะที่ร่อน ทำให้เลอะเทอะได้ แต่ราคาแบบมือบีบก็จะราคาแพง ส่วนแบบกระชอนก็จะราคาถูกกว่ามาก ใครมีงบระดับไหนก็เลือกหาซื้อกันได้ตามสะดวกเลยนะคะ

ถ้วยตวง (Measuring cup)

ถ้วยตวง-อุปกรณ์ทำขนม 

 

ในการทำเบเกอรี่นั้น แน่นอนว่าต้องมีการชั่งตวงวัตถุดิบในปริมาณที่เหมาะสม และตรงตามสูตร ฉะนั้นจึงขาดถ้วยตวงไปไม่ได้เด็ดขาด จัดเป็นอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ที่สำคัญมากๆ ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ทั่วไป มีตั้งแต่ราคาถูกถึงแพง ขึ้นกับวัสดุที่ใช้ทำ โดยในถ้วยตวง 1 ชุด จะประกอบด้วยถ้วย 4 ขนาด 👉👉 คือ ขนาด 1 ถ้วยตวง ขนาด 1/2 ถ้วยตวง ขนาด 1/3 ถ้วยตวง และขนาด 1/4 ถ้วยตวง ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้สำหรับตวงของแห้ง เช่น น้ำตาล แป้ง ผงฟู หรือตวงของเหลว อย่างนม กะทิ และน้ำมันก็ได้ วัสดุที่ใช้ทำถ้วยตวงมีทั้งแบบพลาสติก อะลูมิเนียม และสแตนเลส ควรเลือกซื้อถ้วยตวงที่บริเวณก้นถ้วยเรียบเสมอกัน ด้ามจับแข็งแรง และที่สำคัญหากเลือกซื้อถ้วยชนิดพลาสติก ต้องสามารถทนความร้อนได้ดี

เครื่องผสมอาหาร (Pastry blender)

เครื่องผสมอาหาร

เมื่อเรา ตวง เตรียมวัตถุดิบมาครบก็ถึงขั้นตอนผสม เครื่องผสมจะเป็นอุปกรณ์เบเกอรี่ที่ใช้สำหรับผสมวัตถุดิบต่างๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่ แบบตะกร้อมือ แบบเครื่องไฟฟ้าถือมือ และแบบชุดเครื่องผสมพร้อมโถ ทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน แต่จะต่างกันที่ขนาด และวิธีการใช้

  1. แบบตะกร้อมือ เหมาะกับมือใหม่หัดทำที่งบไม่เยอะ และยังไม่รู้ว่าจะจริงจังกับการทำเบเกอรี่แค่ไหน 👉 การตีผสมด้วยตะกร้อมือจะใช้เวลาในการตีผสมนานและเมื่อยมือซักหน่อย แต่ก็จะรู้จังหวะการตีให้ผ่อนเบาผ่อนหนักได้ตามต้องการ แถมราคาก็ถูกด้วย
  2. แบบเครื่องไฟฟ้าถือมือ สามารถเปลี่ยนหัวตีได้ 2 ชนิด คือ หัวตีรูปตะกร้อ และหัวตีรูปตะขอ ซึ่งจะช่วยตีส่วนผสมให้เข้ากันเร็วขึ้นกว่าแบบตะกร้อมือ 👉 เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากให้การทำเบเกอรี่ง่ายขึ้น ไม่ต้องเมื่อยมือ
  3. แบบชุดเครื่องผสมพร้อมโถ ประกอบด้วยหัวตี 3 แบบ ได้แก่ หัวตีรูปตะกร้อ หัวตีรูปตะขอ และหัวตีรูปใบพาย-ใบพัด พร้อมโถผสม สามารถปรับระดับการตีได้ถึง 3 ระดับ จะไล่ระดับไปตั้งแต่ เบา กลาง แรง 👉จัดเป็นอุปกรณ์เบเกอรี่สำหรับมืออาชีพหรือผู้ที่ทำเบเกอรี่เป็นประจำ ราคาจะสูงกว่า 2 แบบแรกแต่ก็สะดวกและรวดเร็วกว่ามากด้วย

ไม้พาย (Spatula)

ไม้พายเปรียบเสมือนอุปกรณ์หลักที่ขาดไม่ได้ในการทำเบเกอรี่ 👉 ใช้สำหรับคน หรือปาดเพื่อให้วัตถุดิบต่างๆ รวมเป็นเนื้อเดียวกัน มีให้ใช้ทั้งแบบยางซิลิโคน และแบบพลาสติกธรรมดา ซึ่งไม้พายแบบยางซิลิโคนจะมีราคาสูงกว่าแบบพลาสติกเพราะคุณภาพของวัสดุที่ดีกว่า ยืดหยุ่นสูง ทนความร้อนและสามารถปาดแป้งออกจากจานผสมได้ดีกว่าแบบพลาสติกนั่นเอง แถมทนความร้อนด้วย เพราะฉะนั้นเลือกได้ตามความเหมาะสมและงบที่เรามีได้เลยนะคะ

อุปกรณ์เบเกอรี่ แม่พิมพ์ (Silicone mold)

หลังจากผสมทุกอย่างแล้วเราจะได้แป้งออกมาในรูปแบบของเหลวหรือแป้งโด ซึ่งก่อนเข้าอบเราต้องมี อุปกรณ์เบเกอรี่ ที่ช่วยให้ขนมของเราเกิดเป็นรูปทรงตามต้องการขณะอบ สิ่งนั้นก็คือ แม่พิมพ์นั่นเอง โดยแม่พิมพ์ขนมจะมีหลายรูปทรงมาก มีทั้งพิมพ์เค้ก พิมพ์คัพเค้ก พิมพ์เค้กโรล ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการทำขนมชนิดใด สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดทำเค้กหรือเบเกอรี่ แนะนำให้เริ่มจากแม่พิมพ์เค้กกลมขนาด 2 ปอนด์ เพราะหากใช้ขนาดใหญ่กว่านี้แล้วเค้กเกิดไม่เซ็ตตัว หรือสุกตามที่ต้องการ อาจทำให้เปลืองวัตถุดิบ และเสียเวลา 👉 สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้พิมพ์แบบล็อก ซึ่งจะมีตัวล็อกอยู่ด้านข้าง เพราะสามารถนำเค้กออกจากพิมพ์ง่าย เค้กจะออกมาอย่างสวยงามไม่เสียทรง เมื่อฝึกจนชำนาญค่อยเปลี่ยนมาเป็นพิมพ์แบบเปิดก้นซึ่งราคาถูกกว่า

อุปกรณ์เบเกอรี่ เตาอบ (Oven)

เตาอบขนม

เตาอบไฟฟ้า ถือเป็นอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ที่จำเป็นมากค่ะ เพียงแค่เรามีเตาอบเพียงเครื่องเดียวก็สามารถทำขนมได้หลากหลายเมนูแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังเป็นมือใหม่อาจเกิดความสับสน เวลาไปเลือกซื้อ อุปกรณ์เบเกอรี่ ตัวนี้ เพราะเตาอบนั้นมีหลายแบบ หลายขนาด มีทั้งระบบแก๊ส และระบบไฟฟ้า 👉 ใครเป็นมือใหม่หัดทำเบเกอรี่ ขอแนะนำให้เริ่มจากใช้ เตาอบไฟฟ้า ขนาดเล็ก ราคาปานกลางไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไป เลือกแบบมีไฟบน-ล่างและพัดลมช่วยกระจายความร้อนในการอบให้ทั่วถึง จะคุ้มค่าในการลงทุนซื้อมากกว่าแบบราคาถูกแต่ไม่มีฟังก์ชั่นอะไรเลยนะคะ ยังไงลองเลือกตามความเหมาะสมและงบราคาที่มีได้เลย 

อุปกรณ์เบเกอรี่ ตะแกรง (Grille)

มาถึง อุปกรณ์เบเกอรี่ ชิ้นสุดท้าย หากเบเกอรี่ที่ทำคือ คุกกี้ หรือขนมที่ต้องพักวัตถุดิบเพื่อให้เกิดการเซ็ตตัว และคลายความร้อนหลังออกจากเตาอบ 👉 อุปกรณ์เบเกอรี่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ตะแกรง นั่นเอง โดยควรเลือกตะแกรงที่มีตาไม่ห่างกันมาก หรือเลือกตาแบบตารางจะดีกว่าแบบตาข่าย เพราะช่วยให้อากาศเข้าถึงขนมได้ดีกว่า จึงเซ็ตตัวได้เร็วกว่า แต่ถ้ายังไม่อยากซื้อใหม่ ให้ใช้ตะแกรงที่แถมมากับเตาอบไปก่อนก็ได้นะคะ 

เป็นอย่างไรบ้างคะทุกคน จะเห็นได้ว่า อุปกรณ์เบเกอรี่ สำหรับมือใหม่มีให้เลือกมากมายหลายแบบ สามารถปรับใช้ได้ตามความต้องการ แม้ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์จะดูยุ่งยากเพราะต้องเตรียมหลายอย่าง แต่เมื่อมีความชำนาญแล้วก็จะรู้ว่าการทำเบเกอรีเมนูต่างๆ ควรเลือกใช้อุปกรณ์ไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด 

 

 

ที่มา: https://www.sgethai.com/article/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B8%99/

 

หมูนุ่ม สูตรหมูย่างเกาหลี

หมูนุ่ม 

ถือว่าเป็นหมูนุ่ม สูตรที่ใครหลายคนชื่นชอบ เพราะมีรสเผ็ดจัดจากซอสโคชูจัง ทำให้จะนำมาผัดก็ได้ หรือ ปิ้งย่างก็ดี จึงเป็นสูตรหมักหมูนุ่มที่ฮิตมากโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ยิ่งมีงาขาวและต้นหอมโรยหน่อย ๆ กินคู่กับหอมใหญ่ที่มีรสหวานก็ยิ่งเข้ากัน ส่วนผสม

  • เนื้อหมู 1 กิโลกรัม
  • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสโคชูจัง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาว ตามชอบ

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ ซอสโคชูจัง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน
  2. จากนั้น ใส่น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ คนให้น้ำตาลละลาย
  3. ใส่เนื้อหมูลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว จากนั้น ใช้พลาสติกแรปหรือผ้าขาวบาง ปิดปากชาม หมักทิ้งไว้ 20 – 30 นาที

หมูนุ่ม สูตรหมูกระทะ

หมูนุ่ม 

คนไทยชอบกินหมูกระทะกันอยู่แล้ว ดังนั้น จะดีกว่ามั้ย ถ้าจะหมักหมูให้นุ่มได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปเสียเงินกินแบบบุฟเฟ่ต์ให้เปลืองเงิน แถมอยากทำเมื่อไหร่ก็ทำได้ ซึ่งสูตรนี้ รับรองว่าทำออกมานุ่ม ชุ่มฉ่ำ เหมือนกับร้านหมูกระทะทั่วไปแน่นอน ส่วนผสม

  • เนื้อหมูสไลด์ 5 ขีด
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรสหมู 1/2 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่ไข่ไก่ 1 ฟอง ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ผงปรุงรสหมู 1/2 ช้อนชา และเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  2. โรยงาขาว คลุกเคล้าให้ทั่ว เสร็จแล้ว ใช้พลาสติกแรปหรือผ้าขาวบาง ปิดปากชาม หมักทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง

หมูนุ่มสูตรบาร์บีคิว

หมูนุ่ม

เป็นอีกหนึ่งสูตรที่ฮิตมาก สำหรับหมูนุ่ม สูตรบาร์บีคิว เพราะจะได้ทั้งความหวานและความเผ็ดไปในตัว เป็นใครได้กินต้องติดใจแน่นอน โดยในสูตรนี้ ยังได้ใส่ผักและผลไม้ อย่างพริกหยวกและสับปะรด ลงไปด้วย ให้ได้รสชาติแบบบาร์บีคิวเน้น ๆ ให้กินตัดเลี่ยนคู่กับเนื้อหมูไปเลย ส่วนผสม

  • สันคอหมูสไลด์ 500 กรัม
  • สัปปะรดหั่นชิ้น 1 ถ้วย
  • พริกยักษ์ 3 สี สีเขียว 1 ถ้วย สีแดง 1 ถ้วย สีเขียว 1 ถ้วย
  • ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนย 30 กรัม
  • บรั่นดี 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งมัน (เพื่อให้หมูนุ่ม) 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงฟู 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ บรั่นดี 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต๊ะ แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ ผงฟู 1 ช้อนชา เนย 30 กรัม ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2 ช้อนชา จากนั้น ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน
  2. ใส่สันคอหมูสไลด์ลงไป ตามด้วยพริกหยวกสามสี สับปะรด แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันกับซอสบาร์บีคิว หมักทิ้งไว้ 30 นาที หรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง

หมูนุ่มสูตรหมักงา

หมูหมักงา

หมักหมูนุ่มอาจธรรมดาจนเกินไป ลองใส่งาขาวลงไปด้วย ก็จะช่วยเพิ่มความหอมและรสสัมผัสที่ดีมากขึ้น รวมถึงยังดีต่อสุขภาพ สำหรับวิธีการก็ไม่ยาก แค่ใส่ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา ซอสหอยนางรม เบคกิ้งโซดา และงาขาว คลุกเคล้าให้ทั่วเนื้อหมู ก็เป็นอันเสร็จ 

 

ส่วนผสม

  • สันคอหมูสไลด์ 500 กรัม
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่สันคอหมูสไลด์ลงไป ตามด้วยซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  2. โรยงาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้ว หมักทิ้งไว้ 30 นาที หรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง

หมูนุ่มสูตรพริกไทยดำ

หมูหมักพริกไทยดำ

เป็นอีกหนึ่งสูตรที่จะขาดไม่ได้ และเห็นได้ตามร้านชาบูปิ้งย่างทั่วไป สำหรับ หมูนุ่มสูตรพริกไทยดำ เพราะด้วยรสชาติที่เข้มข้น บวกกับความหอมจากพริกไทยดำ ทำให้ไม่ว่าใครเป็นต้องตักเนื้อหมูนี้ไปรับประทานกัน จนหยุดไม่อยู่ ดังนั้น ถ้าคิดจะทำหมูนุ่ม ห้ามลืมสูตรนี้เด็ดขาด 

ส่วนผสม

  • สันคอหมูสไลด์ 500 กรัม
  • พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมกลีบใหญ่ 5 กลีบ
  • รากผักชี
  • กระเทียม
  • พริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันงา 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมครกกับสาก นำรากผักชี กระเทียม พริกไทย ไปโขลกรวมกันให้ละเอียด
  2. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่สันคอหมูสไลด์ ตามด้วยน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 3 ช้อนโต๊ะ ผงฟู 1/2 ช้อนชา ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ รากผักชี กระเทียม พริกไทย ที่โขลกไว้ เสร็จแล้วคลุกเคล้าให้เข้าเนื้อหมู
  3. เสร็จแล้ว หมักทิ้งไว้ 30 นาที หรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ขอแนะนำ เครื่องสไลด์หมู ที่จะทำให้การเตรียมเนื้อหมูไม่ยากอีกต่อไป เพียงแค่วางเนื้อหมูใส่เข้าไปในช่องสำหรับใส่เนื้อ กำหนดความหนาบางตามที่ต้องการแล้วเปิดเครื่อง ด้วยระบบออโต้ ตัวเครื่องก็จะสไลด์เนื้อหมูให้อัตโนมัติ ทำให้ได้เนื้อหมูสไลด์ที่มีขนาดเท่ากันทุกชิ้นออกมาทันที หมดปัญหาเรื่องการเตรียมวัตถุดิบไม่ทันและทุ่นแรง ประหยัดเวลาได้ดีอีกด้วย เครื่องสไลด์หมู เครื่องสไลด์เนื้อ ที่มียอดขายมากที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าจะใช้สำหรับงาน หั่น หมู เนื้อ ผัก สไลด์ได้ออกเหมือนกันทุกชิ้น เนื้อหมู เนื้อวัวที่ได้ออกมาสวยงาม หั่นไว ลดขั้นตอนความผิดพลาดได้

หมูนุ่ม สูตรหมูย่างเกาหลี

หมูนุ่ม 

ถือว่าเป็นหมูนุ่ม สูตรที่ใครหลายคนชื่นชอบ เพราะมีรสเผ็ดจัดจากซอสโคชูจัง ทำให้จะนำมาผัดก็ได้ หรือ ปิ้งย่างก็ดี จึงเป็นสูตรหมักหมูนุ่มที่ฮิตมากโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ยิ่งมีงาขาวและต้นหอมโรยหน่อย ๆ กินคู่กับหอมใหญ่ที่มีรสหวานก็ยิ่งเข้ากัน 

ส่วนผสม

  • เนื้อหมู 1 กิโลกรัม
  • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสโคชูจัง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาว ตามชอบ

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ ซอสโคชูจัง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน
  2. จากนั้น ใส่น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ คนให้น้ำตาลละลาย
  3. ใส่เนื้อหมูลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว จากนั้น ใช้พลาสติกแรปหรือผ้าขาวบาง ปิดปากชาม หมักทิ้งไว้ 20 – 30 นาที

หมูนุ่ม สูตรหมูกระทะ

หมูนุ่ม 

คนไทยชอบกินหมูกระทะกันอยู่แล้ว ดังนั้น จะดีกว่ามั้ย ถ้าจะหมักหมูให้นุ่มได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปเสียเงินกินแบบบุฟเฟ่ต์ให้เปลืองเงิน แถมอยากทำเมื่อไหร่ก็ทำได้ ซึ่งสูตรนี้ รับรองว่าทำออกมานุ่ม ชุ่มฉ่ำ เหมือนกับร้านหมูกระทะทั่วไปแน่นอน 

 

ส่วนผสม

  • เนื้อหมูสไลด์ 5 ขีด
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรสหมู 1/2 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่ไข่ไก่ 1 ฟอง ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ผงปรุงรสหมู 1/2 ช้อนชา และเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  2. โรยงาขาว คลุกเคล้าให้ทั่ว เสร็จแล้ว ใช้พลาสติกแรปหรือผ้าขาวบาง ปิดปากชาม หมักทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง

หมูนุ่มสูตรบาร์บีคิว

หมูนุ่ม

เป็นอีกหนึ่งสูตรที่ฮิตมาก สำหรับหมูนุ่ม สูตรบาร์บีคิว เพราะจะได้ทั้งความหวานและความเผ็ดไปในตัว เป็นใครได้กินต้องติดใจแน่นอน โดยในสูตรนี้ ยังได้ใส่ผักและผลไม้ อย่างพริกหยวกและสับปะรด ลงไปด้วย ให้ได้รสชาติแบบบาร์บีคิวเน้น ๆ ให้กินตัดเลี่ยนคู่กับเนื้อหมูไปเลย 

 

ส่วนผสม

  • สันคอหมูสไลด์ 500 กรัม
  • สัปปะรดหั่นชิ้น 1 ถ้วย
  • พริกยักษ์ 3 สี สีเขียว 1 ถ้วย สีแดง 1 ถ้วย สีเขียว 1 ถ้วย
  • ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนย 30 กรัม
  • บรั่นดี 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งมัน (เพื่อให้หมูนุ่ม) 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงฟู 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ บรั่นดี 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต๊ะ แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ ผงฟู 1 ช้อนชา เนย 30 กรัม ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2 ช้อนชา จากนั้น ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน
  2. ใส่สันคอหมูสไลด์ลงไป ตามด้วยพริกหยวกสามสี สับปะรด แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันกับซอสบาร์บีคิว หมักทิ้งไว้ 30 นาที หรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง

หมูนุ่มสูตรหมักงา

หมูหมักงา

หมักหมูนุ่มอาจธรรมดาจนเกินไป ลองใส่งาขาวลงไปด้วย ก็จะช่วยเพิ่มความหอมและรสสัมผัสที่ดีมากขึ้น รวมถึงยังดีต่อสุขภาพ สำหรับวิธีการก็ไม่ยาก แค่ใส่ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา ซอสหอยนางรม เบคกิ้งโซดา และงาขาว คลุกเคล้าให้ทั่วเนื้อหมู ก็เป็นอันเสร็จ 

ส่วนผสม

  • สันคอหมูสไลด์ 500 กรัม
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่สันคอหมูสไลด์ลงไป ตามด้วยซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  2. โรยงาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้ว หมักทิ้งไว้ 30 นาที หรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง

หมูนุ่มสูตรพริกไทยดำ

หมูหมักพริกไทยดำ

เป็นอีกหนึ่งสูตรที่จะขาดไม่ได้ และเห็นได้ตามร้านชาบูปิ้งย่างทั่วไป สำหรับ หมูนุ่มสูตรพริกไทยดำ เพราะด้วยรสชาติที่เข้มข้น บวกกับความหอมจากพริกไทยดำ ทำให้ไม่ว่าใครเป็นต้องตักเนื้อหมูนี้ไปรับประทานกัน จนหยุดไม่อยู่ ดังนั้น ถ้าคิดจะทำหมูนุ่ม ห้ามลืมสูตรนี้เด็ดขาด 

ส่วนผสม

  • สันคอหมูสไลด์ 500 กรัม
  • พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมกลีบใหญ่ 5 กลีบ
  • รากผักชี
  • กระเทียม
  • พริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันงา 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมครกกับสาก นำรากผักชี กระเทียม พริกไทย ไปโขลกรวมกันให้ละเอียด
  2. เตรียมชามผสมอาหาร ใส่สันคอหมูสไลด์ ตามด้วยน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 3 ช้อนโต๊ะ ผงฟู 1/2 ช้อนชา ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ รากผักชี กระเทียม พริกไทย ที่โขลกไว้ เสร็จแล้วคลุกเคล้าให้เข้าเนื้อหมู
  3. เสร็จแล้ว หมักทิ้งไว้ 30 นาที หรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง