แค่คิดก็นึกถึง รสชาติหวานละมุน นุ่มอร่อย ที่มาพร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งร้อนๆ ที่เพิ่งยกออกจากเตา จนทำให้หลายคนหลงใหลในความอร่อยของเบเกอรี (Bakery) จนอยากหันมาทำกินเองที่บ้าน ผันตัวเป็นมือใหม่สายขนมที่พร้อมดัดแปลงเมนูต่างๆ ให้น่ากินมากยิ่งขึ้น วันนี้ 🟡 ขอแนะนำ 7 อุปกรณ์เบเกอรี่ ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ จากเพจ Easy Cooking ให้นำมาฝึกทำเบเกอรี่อร่อยๆ เผื่อทำคล่องเมื่อไหร่อาจเปิดกิจการร้านขนมเป็นของตัวเองได้เลย จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ 

1. เตาอบ


เตาอบเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลย ซึ่งก็มีหลายขนาดตามการใช้งาน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. เตาอบไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะใช้ตามบ้านเพราะควบคุมง่าย ขนาดไม่ใหญ่มาก

2. เตาอบแก๊ส นิยมใช้สำหรับร้านเบเกอรี เพราะประหยัด และทำได้ปริมาณเยอะกว่า

แต่ฟังก์ชันเหมือนกัน ปรับได้ทั้งไฟบน, ล่าง, และบนล่าง อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 250 องศาเซลเซียส

2. เครื่องผสม

เครื่องผสม (Pastry blender)
เมื่อเรา ตวง เตรียมวัตถุดิบมาครบก็ถึงขั้นตอนผสม เครื่องผสมจะเป็นอุปกรณ์เบเกอรี่ที่ใช้สำหรับผสมวัตถุดิบต่างๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่ แบบตะกร้อมือ แบบเครื่องไฟฟ้าถือมือ และแบบชุดเครื่องผสมพร้อมโถ ทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน แต่จะต่างกันที่ขนาด และวิธีการใช้

แบบตะกร้อมือ เหมาะกับมือใหม่หัดทำที่งบไม่เยอะ และยังไม่รู้ว่าจะจริงจังกับการทำเบเกอรี่แค่ไหน 🟢 การตีผสมด้วยตะกร้อมือจะใช้เวลาในการตีผสมนานและเมื่อยมือซักหน่อย แต่ก็จะรู้จังหวะการตีให้ผ่อนเบาผ่อนหนักได้ตามต้องการ แถมราคาก็ถูกด้วย
แบบเครื่องไฟฟ้าถือมือ สามารถเปลี่ยนหัวตีได้ 2 ชนิด คือ หัวตีรูปตะกร้อ และหัวตีรูปตะขอ ซึ่งจะช่วยตีส่วนผสมให้เข้ากันเร็วขึ้นกว่าแบบตะกร้อมือ 🟢 เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากให้การทำเบเกอรี่ง่ายขึ้น ไม่ต้องเมื่อยมือ
แบบชุดเครื่องผสมพร้อมโถ ประกอบด้วยหัวตี 3 แบบ ได้แก่ หัวตีรูปตะกร้อ หัวตีรูปตะขอ และหัวตีรูปใบพาย-ใบพัด พร้อมโถผสม สามารถปรับระดับการตีได้ถึง 3 ระดับ จะไล่ระดับไปตั้งแต่ เบา กลาง แรง 🟢จัดเป็นอุปกรณ์เบเกอรี่สำหรับมืออาชีพหรือผู้ที่ทำเบเกอรี่เป็นประจำ ราคาจะสูงกว่า 2 แบบแรกแต่ก็สะดวกและรวดเร็วกว่ามากด้วย

3. พิมพ์อบขนม

พิมพ์สำหรับอบขนมมีหลายแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นขนาด รูปทรง วัสดุ ตลอดจนประเภทขนม ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์เค้กทรงกลม พิมพ์ทาร์ต พิมพ์โลฟสำหรับอบขนมปัง พิมพ์เหลี่ยมสำหรับอบเค้กสีเหลี่ยมหรือบราวนี พิมพ์คัพเค้ก ฯลฯ สามารถเลือกใช้ตามประเภทของขนมได้เลย สำหรับวัสดุที่ใช้ทำพิมพ์นั้นก็มีทั้งที่เป็นอะลูมิเนียม ซิลิโคน แก้ว เคลือบเทฟลอนฯ ราคาก็จะแตกต่างกันไป ในปัจจุบันก็จะนิยมใช้แบบเคลือบเทฟลอนกัน เพราะเอาเค้กออกจากพิมพ์ได้ง่ายกว่าค่ะ แต่ในหลาย ๆ สูตร ก็ยังแนะนำให้ทาเนยหรือรองกระดาษไว้ก้นพิมพ์อยู่ดีนะ

4. ถาดอบ

เป็นพิมพ์ชนิดหนึ่ง จะมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำจากอะลูมิเนียม หรือแบบเคลือบเทฟลอน ขอบจะค่อนข้างเตี้ย ไม่สูงเท่าพวกพิมพ์เค้ก ใช้สำหรับรองอบขนมที่เป็นชิ้น ๆ อย่างคุกกี้ มาการอง ขนมปัง หรือสามารถนำมาอบเค้กสำหรับทำเค้กโรลล์ก็ได้ เวลาใช้ก็ให้รองกระดาษรองอบก่อน จะทำให้ขนมไม่ติดถาด แนะนำให้ซื้อขนาดที่สามารถใส่ในเตาอบได้พอดี

 

5. กระดาษรองอบ

 
หรือ “กระดาษไข” ใช้สำหรับรองขนมก่อนนำไปอบ ไม่ว่าจะเป็น เค้ก คุกกี้ หรือขนมปัง ช่วยให้ไม่ติดกับ ถาด หรือพิมพ์ และยังสามารถนำไปทำเป็นกรวย ใช้เป็นถุงบีบช็อกโกแลตตกแต่งขนมได้อีกด้วย 

  • กระดาษไข กันน้ำได้ 100% เหมาะสำหรับปูรองอบคุ๊กกี้ สามารถใช้ได้ทั้งสองด้าน กระดาษรองอบ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 8-10 ครั้ง
    ในการอบขนมที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียส 

6. ตะแกรง

มาถึง อุปกรณ์เบเกอรี่ ชิ้นสุดท้าย หากเบเกอรี่ที่ทำคือ คุกกี้ หรือขนมที่ต้องพักวัตถุดิบเพื่อให้เกิดการเซ็ตตัว และคลายความร้อนหลังออกจากเตาอบ 🟦 อุปกรณ์เบเกอรี่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ตะแกรง นั่นเอง โดยควรเลือกตะแกรงที่มีตาไม่ห่างกันมาก หรือเลือกตาแบบตารางจะดีกว่าแบบตาข่าย เพราะช่วยให้อากาศเข้าถึงขนมได้ดีกว่า จึงเซ็ตตัวได้เร็วกว่า แต่ถ้ายังไม่อยากซื้อใหม่ ให้ใช้ตะแกรงที่แถมมากับเตาอบไปก่อนก็ได้
 

7.ชามผสม

ควรใช้ชามอ่างสเตนเลสในการผสมแป้งหรือวัตถุดิบ เพราะจะไม่ส่งผลให้รสชาติขนมเปลี่ยนไป ควรเลือกซื้อเอาไว้หลายๆ ขนาดเพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมในการทำขนมแต่ละครั้งของเรานะคะ
 
ที่มา : wongnai.com
 

 

 

🖐 มารู้จักกันก่อนว่า ซูวี (Sous Vide) คืออะไร ? 

ซูวี  sous-vide มาจากภาษา ฝรั่งเศส แปลว่า ภายใต้สูญญากาศ ซูวี เป็นวิธีการปรุงอาหารแบบหนึ่ง ผู้ปรุงจะนำวัตถุดิบใส่ถุงสุญญากาศ แล้วนำไปผ่านความร้อนในอ่างน้ำหรืออุปกรณ์ไอน้ำที่อุณหภูมิคงที่จนกว่าจะสุก อุณหภูมิที่ใช้ในการปรุงแบบซู-วีดจะต่ำกว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการปรุงอาหารโดยทั่วไป มักจะอยู่ที่ประมาณ 55–60 องศาเซลเซียสสำหรับเนื้อสัตว์ และสูงกว่านั้นสำหรับผัก ระยะเวลาที่ใช้ในการปรุงแบบนี้จึงนานกว่าในการปรุงโดยทั่วไป (ตั้งแต่ 1–7 ชั่วโมง ไปจนถึง 48 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นในบางกรณี) การปรุงอาหารแบบซู-วีดมีจุดประสงค์เพื่อให้อาหารสุกเท่ากันทุกส่วนในระดับที่ต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้างในสุกดีในขณะที่ข้างนอกไม่สุกเกินไป และเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของอาหาร
 
แนะนำบาทความอาหารที่น่าสนใจอื่นๆ 
 
ในสมัยนี้มี เครื่องซูวี จำหน่ายในราคาแค่ 2,600 บาทเท่านั้น อ้างอิงราคาเครื่องซูวี www.sgethai.com/sous-vide-machine ก็สามารถมี เครื่องซูวี ไว้ใช้ตามบ้านเรือนได้เลย ถือว่าคุ้มค่ามากด้วยเงินแค่สองพันกว่าบาท แต่ได้มาซึ่งเนื้อสเต็กที่อร่อยสมบูรณ์แบบ เพราะสามารถกำหนดอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำนั่นเอง โดยมีอุณหภูมิกับความสุกของเนื้อที่สัมพันธ์กัน มีดังนี้

อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส (120 องศาฟาเรนไฮท์) เนื้อสเต็กที่ได้จะยังคงดิบอยู่ (Rare)
อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส (130 องศาฟาเรนไฮท์) เนื้อสเต็กที่ได้จะกึ่งสุกกึ่งดิบ (Medium Rare)
อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส (140 องศาฟาเรนไฮท์) เนื้อสเต็กที่ได้จะสุกด้านนอก ด้านในยังดิบเล็กดน้อย (Medium)
อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส (150 องศาฟาเรนไฮท์) เนื้อสเต็กที่ได้จะสุกทั่วทั้งชิ้น แต่ยังมีเนื้อสีแดง ๆ อยู่เล็กน้อย (Medium Well)
อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส (160 องศาฟาเรนไฮท์) เนื้อสเต็กที่ได้จะสุกทั่วทั้งชิ้น (Well Done)
 
ทั้งนี้คนธรรมดาบ้าน ๆ อย่างเราจะไปหาซื้อ เครื่องซูวี มาใช้ก็คงไม่ใช่เรื่อง วันนี้ ก็เลยนำวิธีทำสเต็กด้วยวิธีซูวีแบบบ้าน ๆ มาฝาก เป็นเทคนิคดี ๆ มาจาก คุณ Godlyman Ded สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่ถึงแม้จะเป็นการทำซูวีครั้งแรก แต่รับรองได้เลยว่า น่ากินสุด ๆ มาดูมาชมกันเลยครับ
 
การทำซูวี (Sous Vide) คือ การทำให้เนื้อสุก โดยนำเนื้อไปใส่ถุงแล้วซีลไล่อากาศออกให้หมด จากนั้นก็นำไปแช่ในน้ำร้อนที่มีการควมคุมความร้อนเอาไว้ น้ำจะเป็นตัวนำความร้อนที่ค่อย ๆ เข้าไปทำให้เนื้อสุกทีละน้อย ๆ เนื้อจะเสียความชื้น และเสียรสชาติน้อยกว่าวิธีอื่น ถ้าเป็นตามร้านอาหารใหญ่ ๆ จะมีเครื่องซีลและเครื่องต้มที่ควบคุมอุณหภูมิน้ำได้เป๊ะ ๆ อยู่แล้ว (อาจจะเคยเห็นในรายการเซฟกระทะเหล็ก) ส่วนผมใช้หม้อใส่น้ำธรรมดากับเตาไฟฟ้า วิธีการวัดอุณหภูมิก็ใช้เทอร์โมมีเตอร์เอาเลย เล่นกันแบบบ้าน ๆ สุด ๆ
 
วิธีทำ
  • นำเนื้อออกจากกระทะมาวางทิ้งไว้สัก 1-2 นาที ให้พอหายร้อน จากนั้นนำไปใส่ถุงซีลแล้วไล่อากาศออกให้หมด จากนั้นซีลปากถุง
  • นำไปแช่ในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิราว ๆ 55-60 องศาเซลเซียส ราว ๆ  2 ชั่วโมง (หรืออาจจะใช้เวลาน้อยหรือมากกว่าขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และความหนาของเนื้อ)
  • พอครบ 2 ชั่วโมงก็นำขึ้นจากน้ำ เปิดถุงออก เทน้ำที่อยู่ในถุงเก็บใส่ถ้วยไว้ ใช้ผ้าหรือทิชชู่ซับเนื้อให้หมาด ๆ แล้วเอาไปลงทอดในกระทะร้อนจัด ๆ อีกรอบ ด้านละประมาณ 1 นาทีให้ผิวกรอบ ๆ
ซอสเห็ดสำหรับราดสเต็ก
สูตรซอสเห็ดสำหรับราดสเต็ก ผมนำน้ำเนื้อที่อยู่ในถุงเอาไปทำซอสเห็ด
 
ส่วนผสม
  • น้ำจากการหมักเนื้อที่เก็บไว้
  • เนย
  • เห็ด
  • เกลือป่น
  • พริกไทย
วิธีทำ
  • ตั้งกระทะไฟอ่อนถึงกลาง ใส่เนยลงไปนิดหน่อย พอเนยละลายก็เอาเห็ดลงไปผัด ค่อย ๆ ผัดไปเรื่อย ๆ จนเห็ดเปลี่ยนสีและนุ่ม
  • เทน้ำเนื้อที่เก็บไว้ลงไปคนรวม ๆ กัน สามารถเติมเกลือ และพริกไทยหรือน้ำได้ตามชอบ พอเริ่มเดือดก็ใส่เนยใส่ลงไปอีก 1-2 ช้อนโต๊ะ (เนยยิ่งใส่มากก็ยิ่งข้น) แล้วเทราดบนเนื้อก่อนเสิร์ฟ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Godlyman Ded สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

 

เค้กชิฟฟ่อนกาแฟเนื้อฟูนุ่มก้อนนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเค้กชิฟฟ่อนแบบ 3 in 1 รสกล่อมกล่อม หอมกรุ่น กินชิ้นเดียวไม่เคยพอ เค้กชิฟฟ่อน หรือชิฟฟ่อนเค้ก ถือเป็นเค้กอีกหนึ่งชนิดที่ใคร ๆ ก็นิยมกิน ก็เพราะว่าเนื้อเค้กนุ่มนิ่มซะขนาดนั้น กินกับชา กาแฟ นม หรืออะไรก็เข้ากันดีไปเสียหมด วันนี้กระปุกดอทคอมจะขอชวนเพื่อน ๆ มาหรรษาไปกับวิธีทำเค้กชิฟฟ่อน 3 in 1 สูตรจาก คุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แบบแนว ๆ เราจะใช้เนสกาแฟ 3 in 1 แบบซอง ๆ มาใส่ลงไปในเนื้อเค้ก ได้ความอร่อยกลมกล่อมที่ไม่เหมือนใครดี เค้กชิฟฟ่อนกาแฟเนื้อฟูนุ่มก้อนนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเค้กชิฟฟ่อนแบบ 3 in 1 รสกล่อมกล่อม หอมกรุ่น กินชิ้นเดียวไม่เคยพอ

เค้กชิฟฟอนกาแฟ

ส่วนผสม เค้กชิฟฟอนกาแฟ

  • แป้งเค้ก 110 กรัม
  • ผงฟู 2 ช้อนชา 
  • เนสกาแฟ 3 in 1 จำนวน 2 ซอง
  • น้ำตาลทราย 150 กรัม
  • ไข่ไก่ 4 ฟอง
  • นมสด 50 มิลลิลิตร (หรือน้ำเปล่า)
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  •  กลิ่นกาแฟ 1 ช้อนชา
  • เนยละลาย 50 มิลลิลิตร
  • ครีมออฟทาร์ทาร์ 1 ช้อนชา
  • พิมพ์เค้กขนาด 3 ปอนด์ (รองกระดาษ)
  • อัลมอนด์สไลซ์
 
วิธีทำ เค้ก
  • ผสมแป้งเค้กกับผงฟูเข้าด้วยกัน จากนั้นเทผงกาแฟลงในส่วนผสมแป้ง (ใครจะเอาไปชงก่อนก็ได้นะ แต่ขี้เกียจก็เลยไม่ชง) เตรียมไว้

  • แยกไข่แดงกับไข่ขาวออกจากกัน
  • ใส่น้ำตาลทรายครึ่งหนึ่งลงไปในชามไข่แดง คนผสมพอเข้ากัน

  • เทนมสดลงในส่วนผสมไข่แดง คนผสมให้เข้ากัน (ละลายกาแฟในนมนี้ก็ได้ หรือใส่น้ำเปล่าแทนก็ได้ เนื้อขนมจะละเอียดขึ้นแต่ไม่อร่อยเท่านม)
  • ใส่กลิ่นวานิลลาและกลิ่นกาแฟลงไป
  • ตามด้วยเนยละลาย ตีผสมให้เข้ากัน
  • ร่อนส่วนผสมแป้งลงไป คนผสมแค่พอเข้ากัน เตรียมไว้
  • ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ลงในไข่ขาว เปิดเครื่องตีแป้ง
  • ตามด้วยน้ำตาลทรายอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ

  • ตีจนไข่ขาวตั้งยอด
  • แบ่งใส่ไข่ขาวเป็น 2 ส่วน ตักใส่ส่วนผสมแป้งแล้วคนผสมเบา ๆ ให้เข้ากัน (เกล็ดกาแฟดำ ๆ ไม่ต้องไปสนใจ เดี๋ยวก็หายไปเอง)
  • เทใส่ลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้

  • โรยด้วยอัลมอนด์สไลซ์แล้วหมุนพิมพ์ประมาณ 3-4 รอบ
  • นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส นานประมาณ 32 นาที

  • นำขนมออกจากเตาอบ ใช้มีดแซะข้าง ๆ พิมพ์แล้วคว่ำขนมออกจากพิมพ์ ลอกกระดาษออก วางพักไว้บนตะแกรง

Cr. ข้อมูลและภาพประกอบจาก  คุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

 

ใครที่กักตัวเองที่บ้านเพื่อหนี Covid-19 ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า อาจรู้สึกเบื่อ ๆ กันบ้าง สำหรับคนมีเตาอบอยากชวนเข้าครัวทำขนม เอาไว้กินได้ตลอดวันและเก็บได้นาน ๆ กันค่ะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำพายไก่ สูตรจาก แม่ ปูขาเก เซมารู แห่ง Blogggang สูตรนี้ใช้แป้งพายชั้นสำเร็จรูปสอดไส้ไก่ผัดผงกะหรี่ ห่อแบบสามเหลี่ยม ทาหน้าพายด้วยไข่ก่อนเอาไปอบเพื่อสีสวย

 

แจกสูตรเด็ด: วิธีทำ พายไก่ สูตรทำง่าย กำไรดี

พายไส้ไก่ 酔っ払い

หากถึงขั้นตอนการห่อไส้แล้ว ให้เปิดเตาอบไว้ที่ ๔๐๐ องศาฟาเรนไฮต์

  • แป้งพาย(puff pastry) ๕๐๐ กรัม
  • เนื้อไก่บด ๓๕๐ กรัม
  • มันฝรั่งหั่นเล็กๆ ๔๕๐ กรัม
  • หอมหัวใหญ่ ๑ หัว
  • น้ำตาลทราย ๔-๕ ช้อนโต๊ะ
  • ผงกะหรี่ ๒ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว ๓ ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ ๑/๒ ช้อนชา
  • พริกไทย ๑/๒ ช้อนชา
  • น้ำมันสำหรับผัด แม่ปูใช้น้ำมันมะกอก ๒ ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ ๑ ฟอง (สำหรับทาหน้าตอนอบ)

ขั้นตอนการทำพายไส้ไก่ ラブ

  • สับไก่ให้ละเอียด
  • ล้างทำความสะอาดมันฝรั่ง ปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋มเล็กๆ
  • หั่นหอมหัวใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆ
  • ตั้งกระทะบนเตาเปิดไฟกลาง ใส่น้ำมันมะกอกลงในกระทะ เปิดไฟปานกลาง ผัดหอมหัวใหญ่ให้มีกลิ่นหอม
  • ใส่ไก่ลงไปผัดยีให้เนื้อไก่กระจายไม่ติดกันเป็นก้อน ตอนผัดไก่ถ้าไฟแรงเกินไปอาจทำให้ไก่ติดกันเป็นก้อนได้
    ควรลดไฟลงนิดหน่อย แล้วผัดไปจนเนื้อไก่กระจายเข้ากันกับหัวหอม ปรุงรสด้วย ผงกะหรี่ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เกลือ พริกไทย
    ปรุงรสให้ออกหวานหน่อยนะคะ ไส้จะได้เข้มข้น ใส่มันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าลงไปผัดรวมกันอีกครั้ง

ตอนนี้ถ้ามันฝรั่งสุกยากหน่อย ก็หาฝามาปิดกระทะไว้ ให้ไอน้ำระอุไปทั่วกระทะมันฝรั่งจะได้สุกง่ายๆ ไม่ต้องไปเติมน้ำนะคะ น้ำในผักจะออกมาเอง เราคอยเปิดฝาและคนส่วนผสมเป็นระยะๆจนมันฝรั่งสุกดี

  • เมื่อสุกแล้ว ไส้ที่ผัดออกมาจะแห้งๆ ชิมรสดูตามต้องการอีกที

  • ตักใส่ชามพักไว้ให้เย็น จะได้นำไปห่อเป็นไส้ต่อไป
  • ขั้นตอนต่อไปเป็นการห่อพาย ตัดแบ่งแป้งออกให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๔-๕ นิ้ว ตักไส้วางลงบนแป้งให้เยื้องๆไปตรงมุมหน่อย
    ทาขอบแป้งทั้งสี่ด้านด้วยไข่ หรือน้ำ จับอีกมุมตรงข้ามของแป้งขึ้นมาประกบไส้กดขอบแป้งให้แน่น จะได้ออกมาเป็นรูปสามเหลี่ยม ใช้ส้อมกดให้แป้งติดกันอีกที วางเรียงบนถาดอบ ทำแป้งและไส้ที่เหลือจนหมด หรือจะทานกี่ชิ้นก็อบเท่าที่จะทานก็ได้ครับ
  • พับมุมตรงข้ามลงมาคลุมไส้ให้มิด ใช้ส้อมกดขอบให้ติดกันแน่นเวลาอบขอบจะได้ไม่อ้า

  • วางเรียงในถาดอบ แต่ละชิ้นห่างกันสักนิดนะคะ เดี๋ยวแป้งฟูฟ่องขึ้นมาอีก ทาหน้าพายด้วยไข่ให้ทั่ว นำเข้าเตาอบ อบไฟ๔๐๐ องศาฟาเรนไฮต์
    นานประมาณ ๑๕ นาที หรือจนพายเป็นสีเหลืองทองสวยงาม

  • อบแล้วสวยงามรับประทานอร่อย เอาออกจากถาดอบวางพักบนตะแกรงให้เย็น พร้อมรับประทานเป็นอาหารเช้า อาหารว่าง อาหารเที่ยง
ขอขอบคุณ ภาพ และสูตร พายไก่ โดย: ปูขาเก เซมารู แห่ง Bloggang 
 

 

เวลาไปคาเฟ่ก็เห็นเบเกอรีกลิ่นหอม ๆ หน้าตาน่ากิน เยอะแยะไปหมดใช่ไหมคะ? วันนี้ เชพเหน่ง เลยรวบรวม  สูตร “เมนูเบเกอรีอบ หรือ ขนมอบ” มาให้ฝึกทำกัน แต่คราวนี้ต้องใช้เตาอบนะครับ ใครไม่มีแนะนำของ SGE Spring Green เลยจร้าา  หลายๆ บ้านควรมี เตาอบ เตาอบไฟฟ้า เนื่องจากเตาอบใช้พลังงานความร้อนจากฮีตเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ใช้งานง่าย สะดวกมาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำเบเกอรี่ อาหารประเภทอบหรือย่างอื่นๆ มีหลายขนาดให้เลือกตามความเหมาะสมกับขนาดห้องครัวตั้งแต่ขนาดเล็กๆไปจนถึงเตาอบอุตสาหกรรมใหญ่ ถ้าอยากรู้ว่าเราจะทำได้เหมือนคาเฟ่ได้หรือไม่ ก็รีบมาฝึกทำกันเลย 😁 

สูตร มัฟฟินช็อกโกแลต

หลังจากทำมัฟฟินบลูเบอร์รีบ่อยจนเอียนแล้ว ลองมาทำมัฟฟินช็อกโกแลตบ้างดีกว่า สูตรนี้ใส่ทั้งผงโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตทั้งในเนื้อขนมและแต่งหน้า รับรองเข้มข้นตั้งแต่คำแรกยันคำสุดท้ายเลยครับ สูตรจาก คุณ Little Pastry Chef  ณ pantip.com/topic/39492606

 

ส่วนผสม มัฟฟินช็อกโกแลต

  • เนยจืด 25 กรัม
  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% (ส่วนที่ 1) 85 กรัม สำหรับใส่ในตัวขนม
  • ไข่ไก่ (เบอร์ 1) 1 ฟอง
  • น้ำมันพืช 30 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
  • นมจืด 150 กรัม
  • แป้งอเนกประสงค์ 140 กรัม
  • น้ำตาลทราย 125 กรัม
  • ผงโกโก้ 35 กรัม
  • ผงฟู 1+1/4 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา
  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% (ส่วนที่ 2) 20 กรัม สำหรับแต่งหน้าขนม

แนะนำว่าหลายๆ บ้านควรใช้ เตาอบไฟฟ้า ใช้ความร้อนโดยตรงส่งผ่านไปยังอาหารไม่ใช่โมเลกุลแบบไมโคร เวฟ จึงคงรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี เตาอบไฟฟ้า อีกทั้งมีระดับอุณหภูมิที่ค่อนข้างนิ่ง ทำให้อบอาหาร อบขนมได้ออกมาสวยงาม และรวดเร็วกว่าเตาอบแบบแก๊ส มีขนาดเครื่องเล็กกว่า ประหยัดพื้นที่ติดตั้ง สามารถติดตั้งในครัวเรือนทั่วไปได้


วิธีทำช็อกโกแลตมัฟฟิน

  • นำเนยในถ้วยมาละลายในชามที่มีน้ำร้อน ระวังอย่าให้น้ำเข้าไปในถ้วย หรือละลายเนยในไมโครเวฟก็ได้
  • นำดาร์กช็อกโกแลต ส่วนที่ 1 มาสับ แต่ระวังอย่าสับให้ละเอียดมากนัก พอสับเสร็จใส่ถ้วย และนำดาร์กช็อกโกแลต ส่วนที่ 2 มาสับด้วย พอสับเสร็จใส่ถ้วย เตรียมไว้
  • ตอกไข่ไก่ใส่ในชามผสม ใส่น้ำมันพืช ตีให้เข้ากัน ใส่นมจืด กลิ่นวานิลลา และเนยละลายลงไปผสมกับส่วนผสมไข่ ตีให้เข้ากัน เตรียมไว้
  • นำแป้งอเนกประสงค์ น้ำตาลทราย ผงโกโก้ ผงฟู เบกกิ้งโซดา และเกลือใส่ลงในอ่างผสม คนให้เข้ากัน เทส่วนผสมไข่ใส่ลงไป คนให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว แต่ต้องไม่ผสมมากเกินไป ใส่ดาร์กช็อกโกแลต ส่วนที่ 1 ลงไป คนผสมให้เข้ากัน
  • ตักแป้งใส่พิมพ์มัฟฟินจะได้ 6 ถ้วย แล้วนำดาร์กช็อกโกแลตที่สับแล้ว ส่วนที่ 2 โรยแต่งหน้ามัฟฟิน
  • นำไปอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 3 นาที และปรับอุณหภูมิของเตาอบลงเหลือ 175 องศาเซลเซียส และอบต่อประมาณ 15-18 นาที หรือจนสุก
ที่มาของสูตร คุณ Little Pastry Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม