ปัจจุบัน หากเรามองไปรอบตัวจะพบว่า "ถุงพลาสติก" ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันมากขึ้น เนื่องจากเป็นภาชนะที่มีน้ำหนักเบาและมีคุณสมบัติในการใช้งานหลากหลาย อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าถุงที่ทำจากวัสดุอื่นๆ เช่น กระดาษหรือผ้า อุตสาหกรรมถุงพลาสติกจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของตลาด และยิ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจความสวยความงามมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ถุงพลาสติกในรูปแบบของ ชิงค์แล๊ป / ถุงพลาสติก OPP / ถุงแก้วหัวมุก ฯลฯ เข้ามามีบทบาท และมีความจำเป็นต่อการใช้ห่อหุ้ม เพื่อรักษาสินค้าให้คงความใหม่อยู่เสมอ ไม่สกปรก จึงทำให้ธุรกิจการทำและขายถุงพลาสติก มีการแข่งขันที่สูงตามไปด้วย โดยอาจจะมีการตัดราคาเพื่อขายให้ถูก แต่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จึงขออธิบายและบอกถึงประเภทของถุงพลาสติก เพื่อการเลือกใช้ให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้งานนั้น ๆ  

 

ถุงพลาสติก ทำจากอะไร


รู้หรือไม่ว่า ถุงพลาสติกนั้น มีที่มาจากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยมาจากสารตั้งต้นก็คือ ก๊าซ Ethylene และ Propylene ซึ่งได้มาจากระหว่างกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ เมื่อนำมาทำปฏิกิริยากันจนได้เป็นสายโซ่ยาว ที่เรียกว่า โพลิเมอร์ เมื่อนั้นโพลิเมอร์ก็จะถูกนำไปสังเคราะห์ด้วยกระบวนการต่าง ๆ อีกขั้นตอนหนึ่ง จนขึ้นรูปเป็นเม็ดพลาสติก ซึ่งจะถูกนำไปหลอมรวมขึ้นรูปเป็นถุงพลาสติกในรูปแบบต่าง ๆ ต่อไป โดยถุงพลาสติกก็จะถูกผลิตออกเป็นอีกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่ต้องการ ในการใช้เพื่อบรรจุภัณฑ์

ถุงพลาสติก มีกี่ชนิด



ด้วยสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตพลาสติกมีความแตกต่างกัน รวมถึงการเพิ่มคุณสมบัติให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์ได้หลากหลาย ทนทาน และมีความสวยงามมากขึ้น ทำให้ถุงพลาสติกมีหลายชนิดมากในปัจจุบัน แบ่งออกได้ดังนี้

1. ถุงพลาสติกใส PE (Polypropylene)

ลักษณะของถุง PE มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย และยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง สีค่อนข้างใส สามารถกันความชื้นมิให้ผ่านเข้าออกได้ ด้วยตัวถุงเคลือบด้วยเนื้อ PET อีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้จัดเป็น ถุงพลาสติกชนิดฟู้ดเกรด ( Food Grade ) สามารถใช้บรรจุอาหารต่าง ๆ ได้ และนำมาผลิตเป็นถุงซีลสุญญากาศแบบเรียบ สำหรับถนอมอาหาร นอกจากนี้ ยังนิยมนำมาใช้เป็น ถุงยา ถุงใส่ของฝาก ถุงใส่เสื้อผ้า ถุงใส่เครื่องประดับ ถุงใส่ขนมต่าง ๆ ด้วย

2. ถุงพลาสติก PA (Polyamide)

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไนล่อน (Nylon) ตัวพลาสติกจะมีลักษณะใส เมื่ออยู่ในสภาพฟิล์ม และเมื่อนำมาขึ้นรูป จะมีความทึบแสง และมีสีขาว ไม่มีกลิ่น รสชาติ ไม่เป็นอันตราย เป็นพลาสติกชนิดที่มีความสามารถในการทนความร้อนได้สูง มีจุดหลอมเหลวที่ 180 – 200°C ส่วนอุณหภูมิในการใช้งานอยู่ที่สูงสุด 120°C มีความแข็งแรง ทนทาน เหนียว ทนต่อแรงกดทับ ทนต่อแรงดึง ได้ดี ทนทานต่อการกัดกร่อน เสียดสี ยืดหยุ่น ทนต่อการบิด พับงอได้เป็นอย่างดี ไม่เสียรูปทรงได้ง่าย ดูดซับความชื้นน้อย ช่วยป้องกันการซึมผ่านของ ของเหลว ไขมัน ออกซิเจนและกลิ่นได้ดี ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ถูกนำมาผลิตเป็นถุงซีลสุญญากาศแบบลายนูน สำหรับถนอมอาหาร

3. ถุงพลาสติก PP (Polypropylene)

ลักษณะของถุงพลาสติก PP คือ มีความใส มันวาว เป็นพลาสติกที่เบาที่สุด สามารถทนทานต่อการขีดข่วน ไม่เสียรูปง่าย ป้องกันไอน้ำและออกซิเจนซึมผ่านได้ มีจุดเด่นคือ ทนต่อความร้อนถุงได้ถึง 100 องศา  และมีจุดหลอมตัวที่ 165 องศา แต่ไม่สามารถทนต่อความเย็น (แช่แข็งไม่ได้) จึงนิยมเรียกถุงพลาสติกชนิดนี้ว่า ถุงร้อน

4. ถุงพลาสติก LDPE (LOW DENSITY POLYETHYLENE)

LDPE ลักษณะมีสีขาว ลักษณะขุ่น โปร่งแสง มีความลื่นมันในตัว แต่ใสไม่เท่าพลาสติกชนิด PP มีจุดเด่นคือ ทนความเย็นได้ถึง -50 องศา และมีความเหนียวและยืดหยุ่นได้ดี จึงทนทาน ไม่กรอบแตกง่าย ด้วยคุณลักษณะเด่นที่ทนต่อความเย็นได้ดี จึงนิยมเรียกพลาสติกชนิดนี้อีกอย่างหนึ่งว่า ถุงเย็น

5. ถุงพลาสติก HDPE (High density polyethylene)

เนื้อถุงพลาสติก HDPE มีความหนาแน่นสูง แข็งแรง มีสีขาวขุ่น โปร่งแสง สามารถนำกลับมาหลอมใช้ได้ใหม่ ทนต่อความร้อนได้ถึง 100 องศา ทนความเย็นได้ประมาณ 0 องศา (ไม่เหมาะกับการแช่ช่องฟรีซ) ทนทานต่อสารเคมี และตัวทำละลาย หลายชนิด ถูกนำมาใช้บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ถุงกาแฟ ถุงบะหมี่ ขวดน้ำดื่ม ของเด็กเล่น เครื่องใช้ในบ้าน ถุงหูหิ้ว ถุงขยะ

6. พลาสติก LLDPE (Linear low density polyethylene) ฟิล์มหด ถุงน้ำแข็ง

LLDPE เป็นพลาสติกหนาแน่นต่ำเชิงเส้น ตัวถุงจะมีลักษณะใสและมีความเหนียวกว่า LDPE และ HDPE แต่จะนิ่ม และเหนียวกว่า LDPE และ HDPE มีคุณสมบัติในการทนต่อความเย็น ตอบสนองการใช้งานหลายประเภท เช่น งานฟิล์ม งานฉีด งานเข้าแบบ และงานหมุนเข้าแบบ แต่ได้รับการแปรรูปเป็นฟิล์มถึง 65% ใช้ทำฟิล์ม ฟิล์มหด ถุงบรรจุสิ่งของที่มีน้ำหนักสูง ถุงบรรจุเสื้อผ้า ถุงใส่ผลไม้ ผัก และมักถูกใช้งานที่อุณหภูมิต่ำ ๆ เช่น บรรจุอาหารแช่เย็น หรือ แช่แข็ง น้ำแข็ง อาหารแช่เย็น นำมาทำท่อน้ำ  เคลือบสายไฟ และของเด็กเล่น

7. พลาสติก IPP (Injec polypropylene) ถุงเบเกอรี่

IPP พลาสติกมีลักษณะคล้ายถุง PP แต่มีความใส เนื้อหนา เหนียว แข็งแรง และ เงากว่า นิยมนำมาขึ้นเป็นถุง พับข้าง จีบด้านข้าง ถุงประเภทนี้เหมาะสำหรับบรรจุขนม คุ้กกี้ และเบเกอรี่ต่างๆ

8. ถุงพลาสติก OPP (Oriented polypropylene) ถุงแก้ว

OPP มีคุณสมบัติ ทนอุณหภูมิสูงได้พอสมควร แต่ทนอุณหภูมิต่ำได้ไม่ดี กันความชื้นและอากาศได้พอสมควร แต่ผิวฟิล์มค่อนข้างกรอบ มีความใส-วาวเป็นพิเศษ มีความกรอบ และแข็ง แต่รับน้ำหนักได้ไม่ดี ถุงประเภทนี้เหมาะสำหรับบรรจุสินค้าที่ต้องการเน้นให้เห็นตัวผลิตภัณฑ์ เช่น คุ้กกี้ เบเกอรี่ ของกิ๊ฟช็อป เสื้อผ้า

การเลือกใช้ถุงพลาสติก




1. ใส่อาหารที่มีความร้อน

ควรเลือกใช้ถุงพลาสติก PP เพราะสามารถทนต่อความร้อนได้ถึง 100 องศา  และมีจุดหลอมตัวที่ 165 องศา จึงใส่อาหารที่มีความร้อนได้เป็นอย่างดี เช่น ถุงน้ำแกง ถุงแกงต่าง ๆ ในขณะที่ถุง HDPE ก็ใช้ได้ แต่ต้องเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีความร้อนไม่มากนักเช่น ถุงบะหมี่ ถุงก๋วยเตี๊ยวแห้ง ถุงกับข้าวทั่วไป ฯลฯ สำหรับการเลือกซื้อให้สังเกตแพคถุงพลาสติกที่มีฉลากสีเขียว โดยถุง PP จะมีลักษณะขาวใส แต่ถ้าเป็นถุง HDPE จะมีลักษณะขาวขุ่น

2. ใส่เครื่องดื่มหรือของหวานที่มีความเย็น

หากคุณเปิดร้านขายของชำ แล้วขายถุงเครื่องดื่มแบบพกพา หรือ ใส่ของหวานที่มีความเย็น เช่น ไอศกรีม น้ำแข็งใส ซึ่งต้องมีคุณสมบัติทนและเก็บความเย็น เพื่อไม่ให้เครื่องดื่มหรือของหวานนั้น ๆ ละลายง่าย ควรเลือกใช้ถุงพลาสติก LDPE และ LLDPE เพื่อให้เครื่องดื่มหรือของหวานเหล่านั้น แม้ผ่านความร้อนในอุณหภูมิปกติ ก็จะยังคงสภาพได้อยู่ โดยเวลาเลือกซื้อให้สังเกตแพคถุงพลาสติกที่มีฉลากสีฟ้า

3. ใส่ขนมและเบเกอรี่

การบรรจุขนมและเบเกอรี่ในถุงพลาสติก เพื่อให้มีความสวยงาม น่ารับประทาน จะต้องเห็นวัตถุดิบได้อย่างชัดเจน และควรมีความมันวาว เนื้อเหนียว แข็งแรงด้วย เพื่อให้สินค้าดูมีราคา การใช้ถุงพลาสติก จึงควรเลือกใช้ถุงพลาสติกแบบ IPP หรือ OPP โดยฉลากถุง IPP นั้นจะเป็นสีฟ้า ส่วน OPP เวลาเลือกซื้อ สามารถสังเกตได้จากความหนา มีความใส วาว แข็งกรอบ กว่าถุงชนิดอื่น

4. เก็บอาหารไว้ในช่องแช่แข็ง

เพื่อให้อาหารและวัตถุดิบที่เหลือจากการรับประทานและประกอบอาหารในแต่ละวัน สามารถเก็บไว้ทานและใช้ได้ในวันถัดไป หากต้องการเก็บโดยการบรรจุใส่ถุงพลาสติก ควรเลือกใช้ถุงพลาสติก LDPE และ LLDPE เป็นหลัก เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่อความเย็นได้ดี สามารถทนต่อความเย็นได้ในอุณหภูมิติดลบ เหมาะกับการเก็บรักษาไว้ในช่องฟรีซหรือช่องแช่แข็ง โดยเวลาเลือกซื้อให้สังเกตแพคถุงพลาสติกที่มีฉลากสีฟ้า

เคล็ดลับในการใช้ถุงพลาสติกเพื่อถนอมอาหาร




การถนอมอาหาร ทั้งในครัวเรือน ธุรกิจ หรือระดับอุตสาหกรรม มักใช้ถุงพลาสติกในการเก็บรักษากันเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีราคาถูกและยังประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ ช่วยลดต้นทุนและถนอมอาหารได้ดี ไม่แพ้บรรจุภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งหากต้องการเก็บอาหารไว้ใช้ได้นาน ถุงพลาสติก PE และ PA แบบถุงซีลสุญญากาศ ถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด เพราะถนอมอาหารได้ดี ป้องกันอากาศเข้าได้อย่างมิดชิด ด้วยแถบซีลที่แน่นหนา จึงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้วัตถุดิบและอาหารเกิดการเน่าเสียได้

โดยการใช้ถุงซีลสุญญากาศ ยังช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในเรื่องของการบรรจุ การจัดส่ง และ ประหยัดต้นทุน ในการเก็บสินค้าอีกด้วย เพราะสามารถบรรจุได้ทั้งของแห้งและของเปียก ทั้งเนื้อสัตว์ เนื้อหมักซอส พืชผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ สามารถทนความร้อนได้สูงเกิน 100 องศา และยังทนต่อความเย็นได้ถึง -40 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ทำให้เหมาะมาก ๆ สำหรับพ่อบ้านแม่บ้าน และผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่ ที่ต้องการถนอมอาหารหรือวัตถุดิบ ให้เก็บรักษาได้นาน สามารถนำอาหารมาทานใหม่ หรือเก็บไว้ใช้งานได้ในระยะยาว

 

ข้อมูลที่มา ถุงพลาสติก SGETHAI

 

 

รวมสูตรหมักหมูย่าง เหมาะทำขายสร้างอาชีพ มาพร้อมสูตรน้ำหมักทำง่าย อร่อยนุ่มกลิ่นหอม ใครได้ลองต้องกลับมาซื้อซ้ำแน่นอน เมนูหมูย่าง สูตรต่าง ๆ สูตรหมูย่าง เนื้อนุ่ม มาพร้อมวิธีหมักหมูสุดเจ๋ง กินคู่กับข้าวสวย ข้าวเหนียว หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยลงตัว หลาย ๆ คนคงเคยซื้อเมนูหมูย่างกินบ่อย ๆ แม้จะอร่อยแต่รสชาติซ้ำ ๆ เดิม ๆ ในบทความนี้  แอดมิน เลยอยากชวนไปทำหมูย่าง สูตรหมูย่าง แบบอื่น ๆ กินเองบ้างดีกว่า ใครจะทำกินเองก็ได้ หรือจะลองทำขายก็กำไรดี๊ดี 

สูตร คอหมูย่าง น้ำจิ้มแจ่ว

ส่วนผสมน้ำจิ้มแม็กกี้งาคั่ว (สำหรับ 2 ที่)    

  • กระเทียมเผา    2 กลีบ
  • หอมแดงเผา    2 หัวเล็ก
  • ซอสเหยาะจิ้มแม็กกี้    4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว    2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก    2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปึก    1 ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวคั่ว    1 ช้อนชา
  • พริกป่น    1 ช้อนชา
  • ผักชีฝรั่งซอยละเอียด    1 ช้อนโต๊ะ
  • ส่วนผสมคอหมูย่าง    
  • เนื้อหมูส่วนคอหมู    500 กรัม
  • กระเทียม    1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทย    2 ช้อนชา
  • รากผักชี    1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรมตราแม็กกี้    1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงอาหารตราแม็กกี้ สูตรผัดกลมกล่อม    1 ช้อนชา
โขลกกระเทียมเผา หอมแดง ให้ละเอียดพักไว้ ผสม ซอสเหยาะจิ้มแม็กกี้ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปึกให้เข้ากันตั้งไฟพอเดือด พักไว้ให้เย็นแล้วปรุงรสด้วยน้ำมะนาว ชิมรสตามชอบ ใส่กระเทียมกับหอมเผา พริกป่น ข้าวคั่ว คนให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่ง จัดเสิร์ฟพร้อมคอหมูย่าง
 
สูตรหมักคอหมูย่างเริ่มด้วยการโขลกกระเทียม พริกไทย รากผักชี ให้ละเอียดนำไปหมักกับเนื้อหมู และซอสหอยนางรมตราแม็กกี้ ซอสปรุงอาหารตราแม็กกี้ เคล้าให้เข้ากันแล้วใช้ส้อมจิ้มชิ้นหมูให้เครื่องเทศซึมเข้าไปในชิ้นเนื้อ
 
หมักคอหมูย่างทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วนำไปย่างบนไฟอ่อน พอสุกเหลืองจัดรับประทานกับน้ำจิ้มและผักสดตามชอบ
 
Cr. maggi.co.th/recipes/grilled-pork-with-thai-dipping
 
สูตรหมูย่างเสียบไม้
 

ส่วนผสม

  • เนื้อสะโพกหมู หรือสันนอกหมู 1 กิโลกรัม
  • รากผักชี 25 กรัม
  • กระเทียมไทย แกะเปลือก  2 หัว
  • พริกไทยเม็ด 1+½ ช้อนชา
  • น้ำตาลมะพร้าว 180 กรัม
  • หัวกะทิ 1+½ ถ้วยตวง
  • ซีอิ๊วดำ 3 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 8 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรสฝาเขียว 6 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • น้ำมันพืช 5 ช้อนโต๊ะ
  • ไม้สำหรับเสียบหมู
วิธีทำ
  1. แล่เนื้อหมูให้เป็นแผ่นหนาประมาณ ½ ซม. ความกว้างประมาณ 4-5 ซม. ส่วนความยาวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของไม้เสียบ หรือหั่นตามความถนัด
  2. โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทยเม็ดจนละเอียดเข้าด้วยกัน
  3. ผสมเครื่องที่โขลกไว้กับน้ำตาลมะพร้าว กะทิ 1 ถ้วยตวง ส่วนกะทิที่เหลืออีก ½ ถ้วยเก็บไว้ใช้ทาตอนย่าง ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส แป้งข้าวโพด และไข่แดง คนผสมจนน้ำตาลมะพร้าวละลายดี จึงนำเนื้อหมูที่หั่นไว้ลงไปเคล้าผสมให้เข้ากัน สุดท้ายใส่น้ำมันพืชลงไปเคล้าผสมให้เข้ากันอีกครั้ง หมักทิ้งไว้ในตู้เย็น 1 คืน หรืออย่างน้อย 3  ชั่วโมงขึ้นไป
  4. เมื่อหมักหมูทิ้งไว้ครบเวลาแล้ว นำเนื้อหมูออกจากตู้เย็นมาเสียบด้วยไม้ นำน้ำที่เหลือจากหมักหมูไปผสมกับกะทิที่เหลือให้เข้ากัน เตรียมไว้
  5. เปิดเตาสำหรับปิ้งหมูให้ร้อนก่อน ใช้ไฟอ่อน ๆ จากนั้นนำหมูขึ้นปิ้งบนเตา หมั่นคอยดู พอด้านที่สัมผัสความร้อนเริ่มเหลืองแล้วให้พลิกเอาอีกด้านลง แล้วใช้แปรงจุ่มส่วนผสมกะทิที่ผสมไว้ทาให้ทั่วด้านบน พอหมูอีกด้านเริ่มเหลืองก็พลิกกลับมาทาซอสอีกครั้ง ปิ้งจนหมูสุกทั้งสองด้าน แต่ไม่ควรปิ้งให้แห้ง เพราะน้ำในเนื้อหมูจะระเหยไปกับความร้อน ทำให้หมูเหนียวและแข็ง พอสุกแล้ว นำเสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มตามชอบ
เคล็ดลับการหมักหมูนุ่ม ทำได้อย่างไร?
  • การหั่นเนื้อหมู
เคล็ดลับนี้ มีผลต่อความนุ่มของเนื้อสัตว์มาก วิธีการหั่นที่ถูกต้อง คือ ให้เราหั่นตามขวางของเส้น ไม่หั่นตามยาว เพราะจะทำให้เนื้อหมูเหนียวและเคี้ยวยาก สำหรับการทำหมูปิ้งควรแช่ไม้เสียบในน้ำข้ามคืนก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้ไหม้เสียก่อนที่หมูจะสุก สำหรับเนื้อหมูควรแล่ให้หนาประมาณ ½ เซนติเมตร กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนความยาวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของไม้เสียบ และควรเลือกเนื้อหมูที่มีมันแทรกอยู่พอสมควร เพราะจะทำให้ไม่แข็งเกินไปเวลาปิ้ง
 
  • ควรจิ้มเนื้อหมูให้เป็นรู
การจิ้มเนื้อสัตว์ให้เป็นรู จะทำให้เครื่องปรุงซึมเข้าไปในเนื้อหมูได้มากขึ้น และจะช่วยทำให้เนื้อหมูนุ่มขึ้น สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ส้อมจิ้มเนื้อหมูให้เป็นรู ใช้มีดแกะสลัก ใช้ไม้เสียบลูกชิ้นมามัดรวมกันให้แน่น หรือใช้ค้อนทุบเนื้อหมูให้เป็นชิ้นบาง ๆ
 
  • ภาชนะในการหมัก
การหาภาชนะที่จะใช้ในการหมักหมู มีข้อห้าม คือ ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เพราะน้ำหมักจะเข้าไปกัดกร่อนภาชนะให้ผุกร่อน และซึมเข้าเนื้อหมู ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้
 
  • ระยะเวลาการหมัก
ความนุ่มของเนื้อหมูขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการหมัก ควรใช้เวลาในการหมักอย่างต่ำประมาณ ½ ชั่วโมง และถ้าหากเนื้อหมูมีความหนามาก ต้องใช้เวลาในการหมักมากตามขึ้นไปด้วย หากอยากหมักทิ้งไว้ข้ามคืน ควรนำเข้าตู้เย็น หรือหมักทิ้งไว้ในน้ำแข็ง เพื่อป้องกันการเน่าเสีย เวลาจะปรุงเพียงเอาเนื้อหมูออกจากตู้เย็นแล้ววางทิ้งไว้ให้ละลาย
 
  • หมักทิ้งไว้ในน้ำแข็งดีกว่าแช่ตู้เย็น    
หลายคนอาจจะเคยชินกับการนำเนื้อสัตว์ที่หมักแล้วไปหมักแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น แต่จริง ๆ แล้วควรนำไปหมักไว้ในถังน้ำแข็งจะดีกว่า เพราะน้ำแข็งจะช่วยให้เนื้อสัตว์ถูกความเย็นได้อย่างทั่วถึงมากกว่าการนำไปแช่ตู้เย็น
 
  • อุณหภูมิในการย่าง
ถ้าย่างเนื้อหมูชิ้นบางให้ใช้ไฟกลาง หากย่างชิ้นใหญ่และหนาให้ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน เพื่อให้เนื้อค่อย ๆ สุกระอุถึงข้างใน แต่อย่าย่างนานจนสุกเกินไป เพราะเนื้อจะแข็งกระด้างได้

ขอขอบคุณ สูตรหมูย่าง จาก SGETHAI

 

สูตรหมูย่าง เมนูหมูย่าง วิธีการหมักหมูนุ่มแต่ละสูตรน่าสนใจทั้งนั้น สามารถนำไปใช้ได้จริง ทำกินอิ่มสบาย ๆ ในครอบครัว หรือจะทำขายรายได้ดี รสชาติถูกใจลูกค้าติดตลาดแน่นอน 


แนะนำ เตาสเต็ก SGETHAI  ผลิตและจัดจำหน่าย เตาย่างสเต็ก เตาย่างแก๊สหน้าเรียบ เตาทอดสแตนเลส เตาย่างเนื้อ เตากริล ทำอาหารได้ง่ายและหลากหลาย เน้นคุณภาพ พร้อมบริการหลังการขายโดยทีมงานมืออาชีพ

 

คอนเฟลกคาราเมล ขนมที่เคี้ยวเพลินๆ เผลอแปปเดียวหมดกระปุกเสียแล้ว เรามาดูวิธีการทำกันแบบง่ายๆ กับคอนเฟลกคาราเมล ไม่ต้องอบก็อร่อยได้ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับแผ่นแป้งข้าวโพดอบกรอบ รับประทานตอนเช้าคู่กับนม นั่นคือ “คอนเฟลก (Corn Flakes)“ ถือเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางสารอาหารมาก วันนี้ แอดมิน มีวิธีทำ คอนเฟลก สูตรคอนเฟลกคาราเมล เก็บไว้กินเองกับกาแฟง่าย ๆ มาฝาก กรอบอร่อย เติมธัญพืชที่ตัวเองชอบใส่เข้าไปอีกหน่อย เก็บไว้กินเพลิน ๆ ตามต้องการ

 

คอนเฟลก (Corn Flakes) คืออะไร
คอนเฟลก (Corn Flakes) เป็นอาหารเช้าที่มีไขมันต่ำ ทำมาจากธัญพืชหลายชนิด เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ บดเป็นแผ่นข้าวโพดอบแห้ง จนกรุบกรอบ โดยไม่ปรุงแต่งกลิ่น สี และความหวาน อุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ แร่ธาตุ และใยอาหารสูง นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้าคู่กับนมสด และได้รับยกย่องว่า เป็นอาหารเช้ามากคุณค่า เพราะมาจากธัญพืชแบบเต็มเมล็ด (โฮลเกรน) ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน

ในปี ค.ศ.1894 ดร.จอห์น ฮาร์วีย์ เคลล็อกก์ (Dr.John Harvey Kellogg ) คุณหมอในเมืองมิชิแกน และสมาชิกกลุ่มแอดแวนทิสต์ ได้นำธัญพืชต่าง ๆ มาทำเป็นอาหารให้คนไข้ โดยไม่ใส่แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และสารยาสูบ ปรากฏว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ก็จริง แต่รสชาติจืดชืดมาก นายซิลเวสเตอร์ เกรแฮม สมาชิกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนทำขนมปังกรอบ รวมถึงเคลล็อกก์ จึงคิดว่าต้องเติมรสชาติให้อาหารชนิดนี้ มีรสชาติให้ได้เรื่องได้ราวมากกว่านี้ แต่ระหว่างนั้นเคลล็อกก์ และ วิล คีธ เคลล็อกก์ น้องชาย บังเอิญลืมเมล็ดข้าวสาลีไว้บนเตา เมื่อกลับมาพบว่าเมล็ดข้าวสาลีเหี่ยวย่นไปแล้ว ด้วยความเสียดาย จึงยัดใส่ลงไปในเครื่องบดหวังยืดให้เป็นแผ่น ปรากฏว่าเมล็ดข้าวได้กลายเป็นเหมือนเกล็ดปิ้งแล้วรสชาติดีขึ้น พอไปเสิร์ฟให้คนไข้กิน ก็ได้รับคำชมถึงความอร่อย และได้รับความนิยมสูงมาก หลังจากนั้นจึงไปทดลองทำเมล็ดพืชอื่น ๆ เป็นเกล็ดบ้าง จนปัจจุบันได้มีการเติมน้ำตาล งา คาราเมล และผลไม้ตระกูลเบอร์รีต่าง ๆ ลงไปในคอร์นเฟลก เพื่อเพิ่มรสชาติและสารอาหารมากขึ้นนั่นเอง
 

แจกสูตร วิธีทำคอนเฟลก คาราเมล หอมกรอบ ทำไม่ยาก!

เรียกได้ว่า คอนเฟลก คาราเมล เป็นเมนูที่หลายคนโปรดปรานอย่างแน่นอน ด้วยความหอมอร่อยอย่าบอกใคร สำหรับคอร์นเฟล็กคาราเมล หรือคาราเมลคอนเฟลก ของกินเล่นกรุบกรอบที่หยุดไม่ได้ ซื้อกินก็แพง มาทำกินเองดีกว่าจ้า

ส่วนผสม คอร์นเฟล็กคาราเมล

  • 300 กรัม : คอร์นเฟล็ก (ยี่ห้อไหนแบบไหนก็ได้)
  • 100 กรัม : เนยสดชนิดจืด
  • 120 กรัม : น้ำตาลทรายสีทอง หรือน้ำตาลแบบธรรมชาติ 
  • 2 ช้อนโต๊ะ : นมข้นหวาน
  • 2 ช้อนโต๊ะ : นมสด 
  • 2 ช้อนโต๊ะ : แป้งสาลีอเนกประสงค์ 
  • 30 กรัม : น้ำเชื่อมกลิ่นคาราเมล (หรือน้ำผึ้งก็ได้ ตามสะดวกและความชอบ)
  • 1 กรัม หรือ 1 หยิบมือ : เกลือป่น
  • 1 ฝัก : ฝักวานิลลา (หรือใช้กลิ่นสังเคราะห์แทนได้)
  • 200 กรัม : เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบสุก 
  • 100 กรัม : อัลมอนด์อบสุก
  • 30 กรัม : เมล็ดฟักทองกะเทาะเปลือก 
  • 10 กรัม : งาขาว 
  • 100 กรัม : ลูกเกด 
วิธีทำ
          - ใส่เนย น้ำตาลทราย นมข้นหวาน นมสด แป้งสาลีฯ น้ำเชื่อม เกลือป่น และฝักวานิลลาผ่าขูดเอาเมล็ดใส่ลงไปในหม้อ

          - นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง คนผสมเข้าด้วยกัน

         - เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเดือด และเหนียวข้น **สังเกตเอาว่า หากฟองที่เดือดพองโต แสดงว่า น้ำยังไม่ระเหยมาก ให้คนต่อไปอีกสักพัก จนลักษณะฟองเป็นตาเล็ก ๆ พอเริ่มข้นเป็นใช้ได้ เพราะจะได้ไม่แฉะ และไม่ต้องใช้เวลาในการอบนานมาก**

          - เทคอร์นเฟล็กใส่ลงในอ่างผสม (กะละมังหรือหม้อ ที่เราจะสามารถคนได้อย่างสะดวก) ตามด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ เมล็ดฟักทองกะเทาะเปลือก งาขาว และลูกเกด เตรียมไว้

         - ค่อย ๆ ตักคาราเมลที่ร้อน ๆ ราดลงไปในอ่างคอร์นเฟล็ก กะประมาณสักครึ่งหนึ่งให้ทั่ว คนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันให้ทั่วด้วยพายยาง แล้วค่อย ๆ ตักคาราเมลราดลงไปตรงที่ยังไม่ทั่ว ราดให้ทั่วถึงแล้วคนไปเรื่อย ๆ จนเข้ากัน ประมาณ 5 นาที จะเริ่มรู้สึกว่าคาราเมลที่ราดเริ่มแห้ง (แผ่นคอร์นเฟล็กไม่ติดกันเป็นก้อน ๆ )

          - จากนั้นแบ่งใส่ถาด รองด้วยกระดาษไข นำเข้าเตาอบที่ 130 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง และพัดลม อบประมาณ 10 นาที แล้วนำออกจากเตาอบแล้วเทผึ่งไว้ **หากต้องการให้เย็นไวก็ใช้กระดาษช่วยพัดก็ได้เพื่อให้คลายความร้อนไว**

          - พอคลายร้อนแล้วก็เก็บใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิท ก็จะได้คาราเมลคอร์นเฟล็กกรอบ ๆ ไว้ทานเล่นกันแล้วครับ
 
หมายเหตุ: ในการทำคอนเฟลกควรเลือก เตาอบไฟฟ้า ที่เป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน เคลือบสารป้องกันสนิม ขณะเดียวกันก็ต้องไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพื่อความปลอดภัยและทนทานต่อการใช้งาน รวมถึงระบบเสียงสัญญาณเตือน ระบบตัดไฟอัตโนมัติ ประตูกระจกทนความร้อนได้ดี มียางกันลื่นสำหรับใส่กับตัวเครื่อง 
 
Cr. โดย คุณ isolateboy สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

 

สำหรับใครที่เริ่มเบื่อ ๆ เมนูไข่ที่แม่ชอบทานให้ทานบ้าง ไม่ว่าจะเป็นไข่ดาว ไข่เจียว หรือไข่ต้มที่ทำวนไปในแต่ละวันแต่ละมื้อ ลองมาทำเมนูไข่แบบอื่น ๆ กันบ้างดีไหม แอดมินขอนำเสนอสูตรอาหารเมนูไข่แจ่ม ๆ มีทั้งอาหารจานเดียวและเมนูกับข้าว บอกเลยว่าน่ากินทั้งนั้นเลยจ้า

 

แอบติดใจเมนูไข่ดาวทรงเครื่องหรือไข่ระเบิดจากร้านตามสั่งปากซอย วันหยุดเลยอยากลองทำกินเอง เครื่องเครามีทั้งหมูสับและผักต่าง ๆ พอผัดจนสุกก็ราดบนไข่ดาวกันเลยจ้า

 


ส่วนผสม ไข่ระเบิด 

  • ไข่ไก่
  • กระเทียมสับ
  • หมูสับ 60 กรัม
  • ข้าวโพดอ่อน
  • แครอต
  • มะเขือเทศราชินี
  • เห็ดหูหนู
  • หน่อไม้ฝรั่ง
  • หอมใหญ่
  • ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น
  • น้ำเปล่า 5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • ต้นหอม
  • น้ำมันพืช (สำหรับทอดและผัด)
  • ข้าวสวยหุง

 
วิธีทำไข่ระเบิด

     1. หั่นและซอยผักทั้งหมดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้
     2. ทอดไข่ดาวให้สุกตามชอบ ตักขึ้นโปะบนข้าวสวย พักไว้
     3. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ พอร้อนใส่กระเทียมสับลงไปเจียวพอหอม ตามด้วยหมูสับ ผัดให้พอสุก
     4. ใส่ผักทั้งหมดลงไปผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว และพริกไทยป่นเล็กน้อย เติมน้ำเปล่าลงไปแล้วผัดให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน ชิมรสตามชอบ
     5. ตักส่วนผสมราดลงบนไข่ดาวที่เตรียมไว้ โรยต้นหอมซอย พร้อมเสิร์ฟ

 

ไข่เจียวกุ้ง 

 

ส่วนผสม (สำหรับ 3 ที่)

  • ไข่เป็ด 3 ฟอง
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • กุ้งหั่นเป็นชิ้นเล็ก 100 กรัม
  • ต้นหอมเขียวหั่นสั้น 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูซอยบาง 1 ช้อนชา
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนชา
  • น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา
  • น้ำปลาประมาณ 3 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 3 ถ้วยตวง

 

วิธีทำ

ตั้งกระทะใช้ไฟแรง ใส่น้ำมัน รอให้น้ำมันร้อน
ตอกไข่เป็ดและไข่ไก่ใส่ชาม ตีแรงๆ ประมาณ 40 ครั้ง ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไป ตีให้เข้ากัน
ทดสอบน้ำมันโดยหยอดไข่ลงไป 2-3 หยด ถ้าไข่ฟูขึ้นมาทันทีก็ใช้การได้
เทไข่ลงไปให้หมด ใช้ตะหลิวกระดกก้นไข่ให้ไหลออกด้านข้าง ให้ไข่กระจายออกไปทั่วๆ ทอดไปสักครู่จนไข่เหลืองกรอบจึงค่อยกลับไข่ ทอดไปเรื่อยๆ จนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน
ตักไข่ขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยจนหยุดไม่ได้เลยทีเดียว

 

ถ้าทอดไข่ขาวเป็นแผ่นก็ดูธรรมดาไปเนอะ เลยจับมาทำไข่ขาวม้วน เติมผักเพิ่มสีสันหน่อย หั่นเป็นชิ้นเหมือนซูชิ ราดซอสพริกหรือซอสมะเขือเทศกินเปล่า ๆ ก็อร่อยหรือจะกินกับข้าวสวยก็ได้นะคะ

 

ไข่ขาวม้วน


ส่วนผสม ไข่ขาวม้วน

  • ไข่ขาว 1 ถ้วย
  • แครอต
  • ต้นหอม
  • พริกไทย
  • ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ หรือโชยุ

 
วิธีทำไข่ขาวม้วน
     1. นำไข่ขาวที่เหลือจากการทำอาหารมาใช้ต่อได้เลย หรือถ้ายังไม่ใช้ทันทีให้เก็บใส่ขวดหรือคลุมพลาสติกถนอมอาหารแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น ใส่ผักที่เตรียมไว้ได้ตามใจชอบเลย ปรุงรสด้วยพริกไทยอย่างเดียว
     2. คนไข่เบา ๆ แต่อย่าตีไข่เหมือนทำไข่เจียว ฟองจะเยอะ เวลาเอาไปลงกระทะจะมีฟองอากาศ ผิวไข่จะไม่เนียนสวย
     3. ตั้งกระทะเทฟลอนใช้ไฟอ่อนสุด เทไข่ไม่หนาหรือบางจนเกินไป อย่าลืมเหลือไข่ไว้ด้วยเพราะจะต้องใช้ไข่ที่เหลือต่อแผ่นไข่ให้ได้ไข่ม้วนหลายชั้น ฐานกระทะยิ่งกว้างก็จะยิ่งได้ไข่ม้วนชิ้นใหญ่ วิธีดูไข่สุกได้ที่หรือยัง ให้ลองเขย่าหรือเอียงกระทะ ถ้ายังมีไข่เป็นน้ำใส ๆ อยู่ด้านบนไหลอยู่ให้โดนความร้อนต่อไปอีกสักพักถึงจะเริ่มม้วนได้ หาพวกตะเกียบหรือที่คีบมาช่วยก็ดี ทำสองมือเลยจะได้ถนัด หยอดไข่ลงไปเพื่อต่อแผ่นไข่ให้สามารถม้วนได้อีกหลาย ๆ ชั้น สามารถทำจนได้ขนาดที่ต้องการ 2-3 รอบก็ได้ พอม้วนมาถึงขอบไข่ให้นาบกับกระทะไว้แป๊บหนึ่งเพื่อให้ไข่โดนความร้อนจะได้ติดกัน
     4. นำมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ จะได้ไข่ม้วนหน้าตาเหมือนซูชิโรล จะกินคลีน ๆ ไม่ราดซอสหรือราดซอสก็ได้ตามใจชอบ ถ้าใส่งาขาวคั่วโรยด้วยคงหอมน่าดู

 

แนะนำ เครื่องซีลสูญญากาศ อุปกรณ์ที่ช่วยดูดให้อากาศออกจากบรรจุภัณฑ์แล้วซีลปิดปากถุงให้สนิทด้วยความร้อน ทำให้ภายในถุงมีภาวะเป็นสูญญากาศ ช่วยให้ไข่ของเราเก็บไว้ทานได้นานขึ้น

 

Cr. gourmetandcuisine.com , cooking.kapook.com

 

 

วันนี้แอดมินมีสูตร เมนูจากเตาอบ ที่สามารถทำเมนูได้หลากหลาย และรวดเร็วเพียงแค่มี เตาอบ โดยเตาอบเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สามารถปรุงอาหารได้หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทำอาหารทานเองที่บ้าน เพียงแค่มีเตาอบสักหนึ่งเครื่องก็สามารถสร้างสรรค์เมนูอาหารได้หลายอย่างด้วยกัน เพิ่มสีสันให้กับการทานอาหารในแต่ละมื้อที่ไม่ซ้ำซากจำเจกับเมนูเดิมๆ โดยวันนี้เราก็รวบรวมเมนูมาฝากทั้งจากเตาอบไฟฟ้าและจากเตาอบลมร้อนให้นำไปทำทานได้เองที่บ้าน มีอะไรบ้างนั้นไปดูพร้อมๆ กันเลย 

 

1. พิซซ่า

เริ่มต้นเมนูจากเตาอบเล็กกันด้วยเมนูพิซซ่า อาหารสไตล์อิตาเลียน สูตรแป้งบางกรอบ ราดซอสพิซซ่าลงไป ตามด้วยแฮมและไส้กรอก ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ชีส อบกริ๊งเดียวแสนง่าย ทำทานเองก็ฟินเองง่าย ๆ

ส่วนผสม แป้งพิซซ่า (สำหรับ 2 ถาด)

        ► เกลือ 1/2 ช้อนชา
        ► น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
        ► ยีสต์ 1 ช้อนชา
        ► แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม
        ► แป้งขนมปัง 100 กรัม
        ► น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
        ► น้ำอุ่น 1 ถ้วย

ส่วนผสม ซอสพิซซ่า

        ► มะเขือเทศ 1 ลูก
        ► หอมใหญ่ 1 หัว
        ► เนยจืด
        ► ซอสมะเขือเทศ
        ► เกลือป่น
        ► น้ำตาลทราย
        ► ออริกาโน่

ส่วนผสม หน้าพิซซ่า (แฮมและไส้กรอก)
วิธีทำพิซซ่า

1. นำเกลือ น้ำตาลทราย และยีสต์ผสมลงในน้ำอุ่นคนให้ละลายแล้วทิ้งไว้ 10-15 นาที ให้ยีสต์เริ่มทำงานก่อน เตรียมไว้
2. นำแป้งสาลีอเนกประสงค์กับแป้งขนมปังผสมลงในถ้วย ใส่น้ำมันมะกอกและเทส่วนผสมยีสต์ลงไป
3. นวดส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ประมาณ 30-45 นาที หรือจนเนื้อแป้งเนียนเข้ากัน พอนวดได้ที่แล้วก็หาอะไรคลุม วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง หรืออุณหภูมิอุ่นกว่า

 


Cr.คุณ TaYo76 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 


4. หั่นมะเขือเทศกับหอมใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมเต๋าชิ้นเล็ก ๆ
5. ตั้งกระทะใส่เนยจืดลงไปผัดกับหอมใหญ่จนสุก จากนั้นใส่มะเขือเทศลงไปผัดต่อสักครู่
6. ใส่ซอสมะเขือเทศลงไป ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลทราย แต่งกลิ่นด้วยออริกาโน่ ตักใส่ถ้วย เตรียมไว้

7. พอแป้งนุ่มได้ที่แล้วก็เตรียมเขียงให้พร้อม โรยแป้งลงบนเขียงไม้ เอาแป้งที่นุ่มแล้วมาตัดแบ่งเป็น 2 ก้อน คลึงแป้งให้แผ่เป็นแผ่นใหญ่ ๆ

8. นำแป้งใส่ลงในพิมพ์ (ถาดเตาอบแบบกริ๊ง) ที่รองฟอยล์ไว้ แล้วแผ่แป้งให้เป็นแผ่นบางตามขนาดของพิมพ์ นำส่วนผสมซอสพิซซ่าทาลงบนแผ่นแป้งพิซซ่าให้ทั่ว

9. ใส่ไส้กรอกลงไปบนแป้งพิซซ่า ตามด้วยแฮมและมอสซาเรลลาชีส โรยพาร์มีซานชีส

10. นำเข้าเตาอบเล็กประมาณ 7-10 นาที หรือให้หน้าเกรียมเล็กน้อย นำออกมาโรยออริกาโน่ หั่นแบ่งเป็นชิ้น
Cr.คุณ TaYo76 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

 

ทาร์ตไข่

 

  • ส่วนผสม ทาร์ตไข่
  • แป้งพายสำเร็จรูปแช่แข็ง 8-9 ชิ้น
  • ไข่ไก่ (เต็มฟอง) 1 ฟอง
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 50 กรัม
  • นมจืด 200 มิลลิลิตร
  • วิปปิ้งครีม 100 มิลลิลิตร
  • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
  • เกลือนิดหน่อย

วิธีทำทาร์ตไข่
     1. เริ่มจากตีไข่และน้ำตาลทรายจนน้ำตาลละลาย

     2. ใส่นม วิปครีม กลิ่นวานิลลา และเกลือ คนส่วนผสมให้เข้ากันแล้วกรองด้วยกระชอน หรือผ้าขาวบาง

     3. นำส่วนผสมที่กรองแล้วตักใส่ถ้วยให้เต็ม สูตรนี้ทำได้ 8-9 ถ้วย

     4. ก่อนนำเข้าเตาอบให้เปิดวอร์มเตาไว้ก่อนประมาณ 15 นาที เปิดไฟบน-ล่างที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส นำเข้าเตาอบ 30-35 นาที หรือจนกว่าขนมจะสุก

 

ขนมปังชีสหน้าไหม้


ภาพจาก ครัวป้ามารายห์

ชีสเค้กหน้าไหม้ทำบ่อยก็เบื่อ ลองมาทำขนมปังหน้าชีสไหม้กันดีไหม ใส่เนยสดกับน้ำผึ้ง ที่ขาดไม่ได้คือเชดดาร์ชีส

ส่วนผสม ขนมปังหน้าชีสไหม้

  • เชดดาร์ชีส 2 แผ่น
  • วิปปิ้งครีม 30 มิลลิลิตร        
  • น้ำผึ้ง 15 กรัม
  • เนยสดรสเค็ม 30 กรัม
  • ขนมปัง 4 แผ่น

วิธีทำขนมปังหน้าชีสไหม้
     1. ใส่เนยสดรสเค็ม เชดดาร์ชีส น้ำผึ้ง และวิปปิ้งครีม ลงไปในชาม ตุ๋นบนหม้อน้ำร้อน คนจนทุกอย่างละลายเข้ากัน
     2. จากนั้นนำมาทาบนขนมปัง นำไปอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง เป็นเวลา 8-10 นาที

เครมบรูเล่มะพร้าว

ถ้าหาซื้อยากมาทำเองดีกว่า สำหรับเครมบรูเล่มะพร้าวสูตรนี้ ใส่กะทิสดกับครีมสด ก่อนเสิร์ฟโรยน้ำตาลและใช้ปืนพ่นไฟ
 
ส่วนผสม เครมบรูเล่มะพร้าว (สำหรับ 20 ที่)
  • ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 24 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 350 กรัม
  • ครีมสด 750 มิลลิลิตร
  • กะทิคั้น 750 มิลลิลิตร

อุปกรณ์

  • ถ้วยกระเบื้อง
  • ถาดทรงสูง

วิธีทำเครมบรูเล่มะพร้าว
     1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส เตรียมไว้

     2. ต้มครีมสดและน้ำกะทิในหม้อด้วยไฟอ่อน คนผสมให้เข้ากัน พอเดือดให้ปิดไฟทันที (ไม่ควรใช้ไฟแรง และไม่ควรต้มให้เดือดจนเกินไป) พักไว้

     3. ตีผสมไข่แดงกับน้ำตาลทรายให้เข้ากัน ค่อย ๆ เทส่วนผสมครีม คนผสมตลอดเวลาจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมด้วยกระชอน จากนั้นเทส่วนผสมที่ได้ลงในถ้วย ประมาณ 3/4 ของพิมพ์

     4. วางถ้วยลงในถาดทรงสูง เทน้ำลงในถาดให้สูงประมาณ 3/4 ของถ้วยครีม (เรียกวิธีการนี้ว่า bain marir) นำเข้าเตาอบนานประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที หรือจนสุก (วิธีการเช็กว่าสุกหรือไม่ให้ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มลงไปตรงกลางถ้วย ถ้ามีเศษขนมติดออกมาแสดงว่ายังไม่สุก) นำออกจากถาดน้ำ และเก็บไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะเสิร์ฟ

     5. เวลาจัดเสิร์ฟให้โรยน้ำตาลทรายบาง ๆ ลงบนหน้าขนมให้ทั่ว หลังจากนั้นใช้ปืนพ่นให้น้ำตาลเป็นสีน้ำตาลไหม้จนทั่ว เสิร์ฟคู่กับมะพร้าวเชื่อม
Cr. cooking.kapook.com
 
ชีสเค้กหน้าไหม้ (Basque Burnt Cheesecake) 
 
มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสเปน ลักษณะของชีสเค้กนี้จะมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนชีสเค้กอื่นๆ สีที่ดูน่ารับประทาน เนื้อเค้กนุ่มละมุน และกลิ่นหอมไหม้ของน้ำตาลคาราเมล ทำให้ชีสเค้กตัวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่นและในไทยเองด้วย
 
วัตถุดิบ
 
  • ครีมชีส อุณหภูมิห้อง 430 กรัม
  • น้ำตาลทราย 120 กรัม
  • ไข่ใบใหญ่ อุณหภูมิห้อง 3 ฟอง (น้ำหนักไม่รวมเปลือก 150 กรัม)
  • Heavy cream 270 กรัม (ปริมาณไขมันขั้นต่ำ 35%)
  • แป้งเค้ก 20 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. ปูกระดาษรองอบ 2 ชั้นลงบนพิมพ์ 6 นิ้ว ให้ปลายกระดาษเกินพิมพ์ขึ้นมาประมาณ 1.5-2 นิ้ว
  2. ตีน้ำตาลกับครีมชีสให้เข้ากันด้วยความเร็วปานกลาง จนกระทั่งเนียน ไม่รู้สึกถึงเกล็ดน้ำตาล ปาดขอบให้เรียบร้อย
  3. ใส่ไข่ลงไปทีละใบ ตีด้วยความเร็วปานกลางจนเนียน ปาดขอบอีกครั้ง
  4. ใส่กลิ่นวานิลลาและน้ำมะนาว ตีให้เข้ากัน
  5. สลับมาอีกชามผสม ผสมแป้งและ ¼ ของครีม ผสมให้เนียน เติมครีมเพิ่มอีก ¼ ของสูตร ผสมให้เนียน และใส่ครีมที่เหลือ ผสมให้เนียนอีกครั้ง (ค่อยๆใส่แป้งเข้าไปจะทำให้ผสมได้เนียนง่ายขึ้น ไม่เป็นก้อน)
  6. ค่อยๆเทส่วนผสมของครีมชีสและแป้งที่ผสมครีมแล้วเข้าด้วยกัน ตีเบาๆให้เข้ากัน จากนั้นเพิ่มความเร็วเป็นปานกลาง ตีเพิ่ม 15 วินาที เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเนื้อเดียวกัน
  7. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 240C อย่างน้อย 30 นาที และนำเค้กเข้าอบที่ 240C เป็นเวลา 30-35 นาที จนกระทั่งหน้าเค้กมีสีเข้มเป็นเงาแทบจะเกรียม แต่ส่วนตรงกลางมีความหยุ่น เด้งดึ๋ง
  8. ทิ้งไว้ให้เซตตัวที่อุณหภูมิห้อง วางบนตะแกรงทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมง
  9. นำเค้กออกจากพิมพ์ จะได้ชีสเค้กอุณหภูมิห้อง
  10. หากนำไปแช่ตู้เย็น เนื้อเค้กจะมีความแน่นขึ้น
บทส่งท้าย ปัจจัยหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนจะเริ่มทำขนมอบ ก็คือ เตาอบไฟฟ้า นั่นเอง เตาอบที่ดีจะให้ความร้อนสม่ำเสมอทั่วทั้งเตา จะทำให้ขนมออกมาได้สวยงาม อร่อย และเนื้อขนมสุกทั่วถึงกัน โดยทาง SGE ก็มีเตาอบไฟฟ้าให้ได้เลือกกันทุกขนาดตามความต้องการ ในราคาย่อมเยา เหมาะสำหรับผู้อบขนมทุกท่านโดยสามารถดูรายละเอียด เตาอบไฟฟ้า  https://www.sgethai.com/baking-oven