การถนอมอาหาร คือ การเก็บรักษาอาหารให้ยาวนานขึ้น โดยคงสภาพรสชาติ กลิ่น สีและคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ทำให้อาหารนั้นเกิดการเสื่อมเสีย ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากมาย

 

การดองผลไม้ เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ใช้กันมานาน เพื่อชะลอการเน่าเสียของผลไม้ และเป็นการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ได้หลายเดือนโดยไม่ต้องอาศัยห้องเย็น จึงลงทุนน้อย ใช้เครื่องจักรน้อยและไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต 

 

กระบวนการดอง

เริ่มมีขึ้นจากความต้องการยืดอายุการเก็บอาหารเพื่อใช้ใน ระหว่างที่ไม่ใช่ฤดูกาลของผลิตผลนั้นๆ หรือเพื่อไว้บริโภคในระหว่างเดินทางไกล โดยเฉพาะการเดินเรือ นอกจากเหตุผลในการยืดอายุแล้วการดองยังทำให้เกิดลักษณะ เฉพาะในด้านกลิ่นรสที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคอีกด้วย เชื่อกันว่าแตงกวาเป็นผลิตภัณฑ์ ผลไม้ดองชนิดแรกที่ได้มีการผลิตขึ้นเมื่อ 4,500 ปีก่อนในเมโสโปเตเมีย โดยคลีโอพัตรา เชื่อว่าการบริโภคแตงกวาดองจะทำให้สวย ในสงครามกองทัพจูเลียส ซีซาร์ และนโปเลียน ใช้แตงกวาดองเป็นอาหารของกองทัพ 

 

ปัจจุบันการบริโภคผลไม้ดองยังคงเป็นที่นิยม ในประเทศสหรัฐอเมริกาผลไม้ดองที่มียอดจำหน่ายสูงสุดได้แก่ แตงกวาดอง ในอังกฤษจะนิยมใช้หัวหอมดองในอาหารและหัวบีทดองปรุงรสเป็นเครื่องเคียง สำหรับประเทศจีนมีผลิตภัณฑ์ผลไม้ดองมากมาย อาทิ radish กะหล่ำปลี พริก แตงกวา ฯลฯ ไต้หวันนิยมท้อดอง แตงกวาดอง กะหล่ำปลีดอง และ radish ดอง ญี่ปุ่นนิยม daikon, ท้อ, turnip และผักกาดดอง เกาหลีนิยมใช้กะหล่ำปลีใน การทำกิมจิ ส่วนอินเดียจะนิยมดองผลไม้หลายชนิดร่วมกัน 

 

กระบวนการดอง

กระบวนการดองมีสิ่งที่สำคัญในการทำลายยีสต์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมเสีย หรือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ ทำให้เกิดผลต่อสีและกลิ่นรสของผลไม้ดอง กระบวนการดองจะ แตกต่างกันตามวัตถุดิบที่ใช้ดอง แต่โดยทั่วๆ ไปจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 

 

รายละเอียดแต่ละขั้นตอน           

ผัก/ผลไม้ ที่ใช้ในการดองควรมีลักษณะที่เหมาะสมในการดอง เช่น เนื้อแน่น สด สะอาด ปราศจากตำหนิหรือรอยช้ำ รูปร่างขนาดพอเหมาะ ไม่มีร่องรอยของเชื้อรา และไม่เคลือบ wax เนื่องจากน้ำดองไม่สามารถทะลุผ่าน wax จนทำให้ผลไม้ดองกรอบได้ หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ควรหั่นให้เป็นชิ้นๆ ก่อนการดอง นอกจากนี้หากต้องการให้ผลไม้ดองมีคุณภาพดีควร นำผลไม้มาดองมาทำการผลิตทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังการเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาในห้องเย็น หรือ เก็บไว้ในที่เย็นและอากาศถ่ายเทได้ดี ผลไม้ที่ใช้ควรเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างดิบ เพื่อให้เนื้อสัมผัสของผลไม้ดองแน่นและกรอบ การคัดเลือก            ควรมีการคัดแยกผลไม้ที่เน่า แตก หรือนิ่มเละออกเสียก่อน จากนั้นจึงคัดเลือกขนาดที่เหมาะสมในการดองเพิ่มเติม การทำความสะอาด            ควรทำความสะอาดเพื่อกำจัดดินที่ติดมากับผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้ผลไม้ดองที่ได้ไม่กรอบ กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ            นอกเหนือจากการทำความสะอาดแล้ว ผลไม้บางชนิดจะต้องมีการตัดแต่ง และหั่นให้มีรูปร่างตามต้องการก่อนการดอง นอกจากนี้ผลไม้ดองบางชนิดที่ต้องการ ให้มีความกรอบมากกว่าปกติอาจต้องเพิ่มขั้นตอนในการแช่ผลไม้ในปูนขาว ส่วนปูนขาวจะใช้ชนิดที่ใช้สำหรับอาหาร ก่อนแช่ต้องทำให้ผลไม้เปียกเล็กน้อยเพื่อทำให้กรอบมากขึ้น จากนั้นนำมาแช่ในสารละลายปูนขาว (1/4 – 1/2 ถ้วยต่อน้ำ 1 แกลลอน) ข้ามคืน (สำหรับแตงกวา) จากนั้นล้างน้ำและแช่ผลไม้ในน้ำสะอาด 1 ชั่วโมง ล้างและแช่ซ้ำอีกรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าปริมาณปูนขาวที่เหลืออยู่ในผลไม้ไม่เกินกว่าระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย 

 

บรรจุขวด            

บรรจุผลไม้ในขวดปากกว้างที่ทำจากดิน แก้ว หรือพลาสติกเกรดที่ใช้กับอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรบรรจุในภาชนะที่ทำจากอลูมิเนียม ทองแดง สังกะสี หรือ เหล็ก เพราะวัสดุเหล่านี้สามารถเกิดปฏิกิริยากับกรดหรือเกลือ ทำให้ผลิตภัณฑ์ผลไม้ดองมีสีที่ไม่ดี โดยทั่วไปภาชนะในการดองขนาด 1 แกลลอนจะสามารถใส่ผลไม้สดได้ประมาณ 5 ปอนด์ การบรรจุไม่ควรบรรจุมากเกินไป เนื่องจากจะทำให้น้ำดองล้นออกจากขวดในระหว่างการให้ฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดคราบติดที่บริเวณขอบปากขวด ทำให้ปิดขวดไม่สนิท แต่หากบรรจุน้อยเกินไป จะทำให้ไม่สามารถไล่อากาศออกให้หมด

 

เทน้ำดองลงในภาชนะ            

น้ำดองที่ใช้จะมีส่วนผสมดังนี้               

- เกลือ ใช้เม็ดเกลือที่บริสุทธิ์เกรดที่ใช้ในการผลิตอาหาร ควรเป็นเกลือที่ไม่ได้เติมไอโอดีน เพราะไอโอดีนจะยับยั้งกระบวนการหมักของแบคทีเรีย               

- น้ำตาลที่ใช้อาจเป็นน้ำตาลจากอ้อยหรือหัวบีท ควรใช้น้ำตาลทรายขาวเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ ได้มีสีอ่อนใส ส่วนน้ำตาลทรายแดงจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีสีคล้ำมากขึ้นแต่กลิ่นรสแรง สามารถ ใช้น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวานได้ แต่เนื่องจากมีความหวานมากกว่าน้ำตาล จึงควรใช้ในปริมาณเพียง ของน้ำตาลเท่านั้น   - เครื่องเทศ ใช้ของสด เพื่อกลิ่นรสและคุณภาพที่ดี ไม่ควรใช้เครื่องเทศที่ผ่านการบดละเอียด เนื่องจากจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีคล้ำ จึงควรใช้เครื่องเทศที่เป็นชิ้นๆ บรรจุในถุงผ้าขาวบางผูกปากที่สามารถนำออกก่อนบรรจุน้ำดองใส่ในขวดดองได้

- น้ำ ต้องสะอาด ไม่เป็นน้ำกระด้าง ปราศจากสิ่งเจือปน โดยเฉพาะสารประกอบของเหล็ก ซึ่งจะทำให้ผลไม้ดองมีสีคล้ำ

- สารส้ม ใช้ในการเพิ่มความกรอบ ให้ใช้สารส้ม 1/8 ช้อนชา ต่อโหลขนาด 1 ควอทซ์

- อื่นๆ เช่น กรดซิตริก วัตถุกันเสียพวกโซเดียมเบนโซเอต น้ำดองที่ได้จะใสไม่มีตะกอน และควรนำไปต้มเดือดที่อุณหภูมิประมาณ 76-82.2 ° C ทิ้งให้อุ่น ก่อนนำมาเทจนท่วมผลไม้ประมาณ 1-2 นิ้ว ควรใช้ไม้พลาสติก กวนภายในขวดหลังบรรจุเพื่อไล่ฟองอากาศออก เช็ดปาก ขวดด้วยผ้าสะอาด ปิดปากขวดด้วยจุกไม้คอร์ก หรือฝาให้สนิท  

 

เก็บรักษา ตลอดระยะเวลาการเก็บ จะเกิดการหมักดองอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยระยะเวลาในการดองที่เหมาะสมจะขึ้นกับชนิดของผลไม้ รวมทั้งความต้องการทางด้านรสชาติของผู้บริโภค โดยอาจจะเก็บในสภาวะสูญญากาศด้วยการใช้ เครื่องซีลสูญญากาศ ซีลแบบสูญญากาศ ก็สามารถช่วยยืดอายุของดองของเราไปได้ 3-5 เท่า

 

การฆ่าเชื้อ 

หลังจากดองได้ที่แล้วจะนำผลิตภัณฑ์มาให้ความร้อน เพื่อหยุดกระบวนการหมักและทำลายแบคทีเรียที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความเป็นกรดสูงจึงใช้ความร้อนในระดับพาสเจอร์ไรซ์เท่านั้น วิธีการทำ คือการวางภาชนะบรรจุผลไม้ดองในอ่างน้ำร้อนอุณหภูมิ 48 - 6 0 ° C เติมน้ำร้อนใน อ่างน้ำร้อนให้มีระดับสูงกว่าระดับของขอบบนภาชนะ 1 นิ้ว เพิ่มอุณหภูมิของน้ำร้อนจนถึง 82-85 °C จึงเริ่มจับเวลา ใช้เวลาในการฆ่าเชื้อนาน 30 นาที จึงนำขวดออกจากอ่างน้ำทันที
 

cr. kroobannok.com/1832

เมนูขนมอบยอดฮิตอย่าง คุกกี้ บราวนี่ หรือมัฟฟิน หากได้ทานแบบออกมาจากเตาอบใหม่ๆ ขนมก็จะยังหอมกรุ่นจากเตา เพิ่มความอร่อยน่าทานแบบคูณสองไปเลย แล้วยิ่งเป็นขนมอบที่ทำจากฝีมือของคุณเองแล้ว ก็ช่วยเติมเต็มความสุขของวันนั้นได้อย่างเต็มอิ่มแน่ๆ

สำหรับใครที่มีเตาอบอยู่ที่บ้าน แล้วอยากลองทำขนมอบง่ายๆ ดูบ้าง เราเมนูขนมอบที่คัดมาแล้วว่าทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่นาน ขั้นตอนไม่เยอะ เป็นมือใหม่หัดทำขนมก็ทำตามได้ แถมได้ขนมอบที่หอมอบอวลไปทั้งครัว เสริฟความอร่อยถูกใจให้ทุกคนที่ได้ทานอย่างแน่นอน 

มัฟฟินบลูเบอร์รี

ส่วนผสม

  • แป้งเค้ก 150 กรัม
  • บลูเบอร์รี่ 130 กรัม
  • น้ำตาลทราย 80 กรัม
  • เนยจืด 60 กรัม
  • นมสด 60 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ผงฟู 1 ช้อนชา
ขั้นตอนการทำ มัฟฟินบลูเบอร์รี่ (Blueberry Muffin)
1.นำแป้งเค้ก ผงฟู ร่อนรวมกันให้ได้เนื้อแป้งที่ละเอียอดไม่เป็นเม็ดแล้วพักไว้
2.นำเนยจืดเทใส่อ่างผสม คนให้เนยเป็นเนื้อเหลว เติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำตะกร้อตีจนกลายเป็นเนื้อครีม ประมาณ 3 นาที
3.เทไข่ไก่ลงไป โดยการแบ่งใส่ 3 รอบ สลับกับการตีส่วนผสมให้เข้ากันเพื่อให้ได้เนื้อเค้กที่เนียนสวย
4.นำแป้งและผงฟูที่ร่อนไว้ เทใส่อ่างผสม โดยการแบ่งใส่ 3 รอบ สลับกับการใส่นมลงไป โดยการแบ่งใส่นม 2 รอบ แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันจะได้เนื้อเค้กที่เข้มข้น
5.เติมนบลูเบอร์ลงไปเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งให้เอาไว้สำหรับตกแต่งหน้าเค้ก คลุกให้กระจายทั่วๆเนื้อเค้ก
6.ตักใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ แล้วนำบลูเบอร์รี่มาตกแต่งหน้าเค้ก
7.นำเข้าอบที่ออบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ไฟบนล่าง ประมาณ 20-25 นาที อบสุกแล้ว นำไปพักให้เนื้อเค้กเย็น เสร็จพร้อมทาน
 

บราวนี่

 

ถ้าพูดถึงเมนูขนมอบเนื้อช็อกโกแลตที่ใครชื่นชอบ ก็คงหนีไม่พ้นบราวนี่แสนอร่อย ซึ่งเป็นขนมหวานที่หาทานง่าย และทำเองก็ทำได้ง่ายด้วยเช่นเดียวกัน 

โดยบราวนี่ก็เป็นเมนูขนมอบที่สามารถนำไปดัดแปลงปรับสูตรได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบราวนี่กรอบ บราวนี่ชีสเค้ก บราวนี่ชาเขียว แล้วแต่เลยว่าใครจะชอบรับประทานรสชาติแบบไหน โดยเราจะมาแนะนำสูตรทำบราวนี่แบบธรรมดาที่หลายคนนิยมทานกันค่ะ

ส่วนผสมบราวนี่

  • แป้งอเนกประสงค์ 125 กรัม 
  • ผงโกโก้ 30 กรัม
  • ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา
  • ดาร์คช็อกโกแลต 85 กรัม
  • น้ำตาลทราย 180 กรัม 
  • เนยเค็ม 125 กรัม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
  • อัลมอนสไสด์ 1/3 ถ้วยตวง 

ขั้นตอนการทำบราวนี่

  1. นำดาร์คช็อกโกแลต และเนยเค็มมาละลายด้วยกัน โดยอาจจะใช้ไมโครเวฟไฟอ่อนในการละลาย หรือละลายโดยการใช้วิธีตุ๋น ด้วยหม้อซ้อนสองชั้นแบบไฟอ่อน แล้วจึงคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมพักทิ้งไว้ให้หายร้อน
  2. ร่อนส่วนผสมแป้งอเนกประสงค์ ผงฟู และโกโก้ให้เข้ากัน ระหว่างนี้แนะนำให้เปิดเตาอบวอร์มไฟไว้ก่อนที่อุณหภูมิ 180 องศา
  3. ตีไข่ไก่ เกลือ และน้ำตาลเตรียมไว้ ตีไปเรื่อยๆ จนกว่าส่วนผสมทั้ง 3 จะเข้ากันกลายเป็นสีอ่อน และขึ้นฟู
  4. ค่อยๆ เทช็อกโกแลต และกลิ่นวนิลาลงไปในไข่ที่ตีแล้ว จากนั้นคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน
  5. ทยอยใส่แป้ง ผงฟู และโกโก้ที่ร่อนแล้วลงในชามผสม พร้อมใช้ไม้พายค่อยๆ ตะล่อมแป้งให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
  6. เทแป้งที่ได้ลงถาดที่รองด้วยกระดาษไข เพื่อกันการติดถาดของตัวบราวนี่ เสร็จแล้วเกลี่ยเนื้อขนมให้เรียบร้อยให้ทั้งถาดหน้าเรียบเสมอกัน
  7. ใส่อัลมอนด์สไลด์โรยบนหน้า
  8. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิไฟบนล่าง 180 องศา อบประมาณ 25-30 นาที
  9. เมื่อครบเวลาแล้วนำออกจากเตาอบ พักให้เย็นลงจึงตัดแบ่งเสิร์ฟเป็นชิ้นๆ

เค้กกล้วยหอม

 
เค้กกล้วยหอมอีกหนึ่งเมนูขนมอบแบบกล้วยๆ สมชื่อ ที่มีขั้นตอนการทำไม่ยาก หากใครมีกล้วยหอมที่ซื้อมาแล้วทานไม่ทัน ก็นำมาแปรรูปให้เป็นเค้กกล้วยหอมได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกล้วยหอมที่กำลังสุกงอม ก็ยิ่งมีรสชาติหวานอร่อยจากกล้วยแบบธรรมชาติเลย

ส่วนผสมเค้กกล้วยหอม
  • แป้งอเนกประสงค์ 200 กรัม
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  • เบกกิงโซดา 1 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 150 กรัม
  • นมสด 120 มิลลิลิตร
  • กล้วยหอมแบบงอม 200 กรัม
  • เนยจืด 80 กรัม 
ขั้นตอนการทำเค้กกล้วยหอม
  1. ร่อนแป้งอเนกประสงค์ ผงฟู เบกกิ้งโซดา และเกลือเข้าไว้ด้วยกัน
  2. นำไข่ไก่ และน้ำตาลทรายมาตีเข้าด้วยกันจนขึ้นฟู
  3. ใส่เนยจืดที่ละลายแล้ว ตามด้วยนมสด และกล้วยหอมแบบงอมที่บดแล้วให้เข้าด้วยกัน
  4. ใส่เหล่าของแห้งที่ร่อนเอาไว้แล้ว มาตะล่อมผสมให้เข้ากัน
  5. นำแป้งที่ผสมเสร็จแล้ว มาใส่พิมพ์ที่เตรียมเอาไว้ แนะนำให้ตักใส่แค่เพียง 3/4 ของพิมพ์ เพื่อเว้นพื้นที่ไว้ให้แป้งเค้กกล้วยหอมขึ้นฟู
  6. นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาไฟบนล่าง 20 นาที จากนั้นนำเค้กกล้วยหอมที่สุกแล้ว ออกมาพักไว้ให้หายร้อนก่อนนำเสิร์ฟ
แนะให้ซื้อ เตาอบไฟฟ้า จาก SGE ถ้าเป็นมือใหม่จะมี เตาอบไฟฟ้า รุ่นครัวเรือน ราคาเริ่มแค่ 590 เหมาะมากสำหรับมือใหม่ ไม่อยากเสียเงินเยอะ

หลายคนคงสงสัยที่มาของ “ขนมโตเกียว” และเข้าใจผิดกันซะส่วนใหญ่ว่า ที่มาของขนมโตเกียว นั้นมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่แท้ที่จริงแล้วมันมาจากไหนกันล่ะ ที่จริงแล้วขนมโตเกียวนั้นเป็นขนมไทยที่ถูกดัดแปลงมาจากขนมโดรายากิของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง แต่ทำแป้งให้บางลง และใส่ไส้ลงไป แล้วม้วนแป้ง มีหลายไส้ด้วยกัน ทั้งไส้เค็มและไส้หวาน เช่น ไส้ไข่ ไส้กรอก ไส้หมูสับ ไส้ครัมคัสตาร์ด โดยห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในประเทศไทยที่ขายขนมโตเกียวนั่นก็คือ ห้างไดมารุ เป็นห้างที่ขายสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง และคำว่า “โตเกียว” นั้นเพี้ยนมาจากคำว่า “โรเนียว” เพราะคนทำขนมจะต้องทาแป้งเป็นวงกลมลงบนกระทะร้อน ๆ ต่อมาได้เพี้ยนเป็นคำว่า “โรเกรียว” และ “โตเกียว” ในที่สุด ตามไปดู 

 

ส่วนผสม

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • ผงฟู 2 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 1ฟอง
  • น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
  • นมสด 1 ถ้วย
  • เนยจืดละลาย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมกับรากผักชีตำ 2 ช้อนโต๊ะ
  • หมูบด 150 กรัม
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
  • ไข่นกกระทา 1 ฟอง
  • ไส้กรอก
วิธีทำ
  1. ผสมแป้งของโตเกียวก่อนโดยร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ เกลือ และผงฟูรวมกัน ใส่ชามวางพักไว้ก่อน
  2. ตีไข่ไก่กับน้ำตาลทรายแล้วผสมนมสด เนยจืดละลาย และกลิ่นวานิลลา คนจนส่วนผสมเข้ากัน
  3. เทแป้งที่ร่อนไว้ลงไป ใส่ทีละนิด แล้วก็คนให้เข้ากันแล้ววางพักไว้ 20 นาที
  4. ระหว่างรอแป้งให้ทำไส้หมูสับเตรียมไว้ โดยตั้งกระทะผัดหมูสับกับกระเทียมและรากผักชีตำ
  5. ปรุงรสด้วยหอยนางรม ซอสปรุงรส พริกไทยป่น ผัดจนหมูสุกแล้วตักใส่ชามแยกไว้
  6. ใช้กระทะเทฟล่อนตั้งไทยไฟกลาง ตักแป้งใส่ในกระทะแล้ววนเป็นวงกลม
  7. เมื่อแป้งด้านล่างเริ่มสุก ตอกไข่ลงไปแล้วยีไข่ให้แตก ตักหมูสับและวางไส้กรอกลงไป
  8. เหยาะซอสปรุงรสและพริกไทย เมื่อไข่เริ่มสุกดีแล้วก็จัดการม้วนขนม วางใส่จานเสิร์ฟ
การทำขนมโตเกียวไม่ได้จำกัดที่เตาหน้าเรียบเท่านั้น ลองประยุกต์ใช้กับ เตาขนมครก ก็ได้ความแปลกใหม่ไปอีกแบบ อีกอย่างเตาขนมครกของ SGE นั้นเป็นเตาที่ปรับความดันแก๊สช่วยประหยัดค่าแก๊สไปได้อย่างแน่นอน
Cr. food.mthai.com

 

การถนอมอาหารเป็นการเก็บรักษาอาหารไว้ให้ได้นาน โดยไม่ให้อาหารนั้นเกิดการเสื่อมเสีย และยังคงอยู่ในสภาพที่ยอมรับได้ของผู้บริโภค จุลินทรีย์เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเสื่อมเสียของอาหาร ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุด คือ การยับยั้งหรือทำลายจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารเหล่านั้น 

 

สำหรับในประเทศไทย การถนอมอาหารเป็นภูมิปัญญาที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น คนสมัยก่อนไม่มีตู้เย็น ไม่มีเทคโนโลยีทันสมัย หรืออุปกรณ์ที่ช่วยรักษาสภาพความสดใหม่ของอาหาร แถมยังไม่สามารถออกไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อได้อย่างในปัจจุบัน

พวกเขาจึงต้องหาวิธียืดอายุอาหาร ปลา ผัก และผลไม้ ไม่ให้เน่าเสีย เพื่อเก็บไว้กินในวันข้างหน้า เป็นหลักประกันว่าหากสภาพอากาศไม่ดี เพาะปลูกไม่ได้ ขาดแคลนอาหาร มีสงคราม หรือโรคระบาด อย่างน้อยก็มีอาหารไว้กินตลอดทั้งปี

หลักการถนอมอาหาร

1. ป้องกันไม่ให้อาหารหรือวัตถุดิบปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์ 

วัตถุแปลกปลอม วัตถุอันตราย เป็นการจัดการทั้งระบบการผลิต ตั้งแต่ผลผลิตอยู่ในฟาร์ม จนกระทั่งอาหารถึงมือผู้บริโภค เป็นหลักการสำคัญเบื้องต้นที่ผู้ประกอบการในอุตสหกรรมอาหารต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยในระบบการเกษตรให้ใช้หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และเหมาะสม (Good Agricultural Practice, GAP) ทั้งในขั้นตอนการเพาะปลูก และการเลี้ยงสัตว์ โดยต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำที่ใช้ อาหารสัตว์ รวมทั้ง ปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช (pesticides) ต้องสะอาดปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้าง หรือปนเปื้อน ระหว่างการเก็บเกี่ยว 

 

การเก็บรักษาและการขนย้ายผลิตผลภายในแปลง ต้องขนย้ายผลิตผลอย่างระมัดระวัง สถานที่เก็บรักษา ต้องสะอาด อากาศถ่ายเทได้ดีและสามารถป้องกันการปนเปื้อนของวัตถุแปลกปลอม วัตถุอันตราย และสัตว์พาหะนำโรค รวมถึงอุปกรณ์และพาหนะในการขนย้ายต้องสะอาด ปราศจากการปนเปื้อนสิ่งอันตรายที่มีผลต่อความปลอดภัย

ในกระบวนการผลิตอาหารจะต้องมีการควบคุม สถานที่ผลิต กรรมวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต บุคลาการ และการเก็บรักษาอาหารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร ( Good Manufacturing Practice, GMP) ซึ่งเป็นเกณฑ์ หรือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตาม และทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้อาหารเป็นพิษ เป็นอันตราย หรือเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

2. ขจัดหรือแยกจุลลินทรีย์ หรือสิ่งปนเปื้อน ที่มีอยู่ในอาหารออก
การทำความสะอาด (cleaning) คัดแยก ตัดแต่ง เพื่อทำความสะอาด แยกสิ่งสกปรก สิ่งปนเปื้อน และแยกวัตถุดิบส่วนที่เน่าเสียออกจากส่วนที่ดี เป็นการลดปริมาณจุลินทรีย์เริ่มต้น เพราะวัตถุดิบที่เน่าเสีย หรือส่วนของวัตถุดิบ ที่มีแนวโน้มเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ปริมาณมาก เช่น เหงือกปลา หัวกุ้ง ขน ผิวหนัง ลำไส้ของสัตว์ ตลอดจนส่วนของพืชที่สัมผัสดินโดยตรง เช่น ราก ลำต้นใต้ดิน มีจุลินทรีย์อยู่เป็นจำนวนมาก หากไม่ล้างให้สะอาด หรือแยกออก ปล่อยให้สัมผัส ปนเปื้อนกับวัตถุดิบส่วนที่ดีจะทำให้จุลินทรีย์จะเพิ่มปริมาณและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นตอน การล้างด้วยน้ำ การลดขนาด (sizereduction) เช่น การหั่น การผสม การสับ การบด ทำให้เป็นปัญหาให้การแปรรูปในขั้นตอนต่อไปทำได้ยากขึ้น มีความเสี่ยงที่อาหารจะเน่าเสียได้ง่ายและเป็นอันตรายต่อการบริโภคในอาหารเหลว เช่น น้ำนม หรือน้ำผลไม้ อาจใช้การเหวี่ยงแยก (centrifuge) เพื่อแยกเซลล์ของจุลินทรีย์ หรือสิ่งสกปรก
ที่มีความหนาแน่น (density) แตกต่างจากความหนาแน่นของอาหารเหลวออกจากกัน หรืออาจแยกด้วยการกรอง โดยใช้เยื่อกรอง (membrane filtration) ซึ่งเป็นเยื่อที่มีขนาดของรูกรองเล็กกว่าเซลล์ของจุลลินทรีย์ เช่น ระบบ Ultra filtration ใช้ในการกรองเซลล์ของจุลินทรีย์ ในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น เบียร์ (beer) ไวน์ (wine) น้ำผลไม้ (fruit juice) ถือเป็นวิธีการที่ทำให้อาหารปลอดเชื้อโดยไม่ใช้ความร้อน (cold sterilization) ใช้กับอาหารเหลว ของที่เสื่อมคุณภาพได้ง่ายเมื่อถูก
ความร้อน

3. ปรับสภาพอาหาร 

หรือสภาวะแวดล้อมของอาหารให้ไม่เหมาะสมต่อการเจริญของจุลินทรีย์และสาเหตุอื่นๆ จุลินทรีย์เมื่อปนเปื้อนอยู่ในอาหาร จะมีระยะการเจริญโดยระยะแรกเป็นระยะปรับตัว (lag phase) ช่วงนี้การเพิ่มจำนวนจะช้า เพราะจุลินทรีย์ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม เมื่อผ่านระยะนี้ไปได้ จะเข้าสู่ระยะเพิ่มจำนวน (growth phase) ซึ่งจุลินทรีย์จะมีการเพิ่มจำวนขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ logarithmic จนมีจำนวนมากพอที่จะเป็นสาเหตุให้อาหารเสื่อมเสีย หรือทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ หลังจากผ่านช่วงนี้ไปได้ จะเป็นระยะคงที่ (stationary phase) อัตราการเพิ่มจำนวนและการตายของจุลินทรีย์จะเท่าๆ กัน 

 

เนื่องจากจุลินทรีย์มีปริมาณมาก เริ่มสร้างของเสีย สารพิษ ทำให้สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม ทำให้ปริมาณจุลินทรีย์คงที่ หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะการตาย ( death phase ) ซี่งจำนวนจุลินทรีย์เริ่มลดจำนวนลงอัตราการตายมากกว่าการเพิ่มจำนวน เนื่องจากมีสารพิษสะสมมากขึ้น

หากจุลินทรีย์อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญ เช่น มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ มีน้ำเพียงพอ บรรยากาศ และอุณหภูมิที่พอเหมาะ ทำให้ระยะปรับตัวสั้นลง เข้าสู่ระยะการถนอมอาหาร ทำได้ด้วยการปรับสภาพอาหาร หรือ สภาวะแวดล้อมของอาหารให้ไม่เหมาะสมกับการเจริญของจุลินทรีย์เป็นการยืดระยะปรับตัวให้ยาวนานขึ้น

การปรับค่า pH ของอาหาร เช่น การเติมกรด หรือการหมักให้เกิดกรด ซึ่งกรดที่สร้างขึ้นจากจุลินทรีย์ในระหว่างการหมัก เช่นกรดแล็กทิก (lactic acid) กรดแอซีติก (acetic acid) จะไปยับยั้งจุลินทรีย์ชนิดอื่นไม่ให้เจริญ การลดค่าวอเตอร์แอคทิวิตี้ (water activity, aw ) ด้วยการลดปริมาณน้ำในอาหารด้วยการทำแห้ง (dehydration) การทำให้เข้มข้น (concentration) หรือใส่ตัวถูกละลาย เช่น เกลือ หรือน้ำตาล 

 

เพื่อเพิ่มแรงดันออสโมติก (osmotic pressure) ของอาหารซึ่งวิธีการที่นิยมใช้ ได้แก่ การดอง หรือหมักด้วยเกลือ (salt curing) หรือการกวน การเชื่อม การแช่อิ่ม ด้วยน้ำตาลที่มีความเข้มข้นสูง การลดอุณหภูมิ
การกำจัดอากาศหรือกำจัดออกซิเจน เช่น การบรรจุแบบสุญญากาศ (vacuum packaging) เป็นดูดอากาศออกจาก บรรจุภัณฑ์ ก่อนทำการปิดซีลปิดปากถุง ด้วย เครื่องซีลสูญญากาศ ส่วนประโยชน์ของการซีลสุญญากาศ นั้นมีหลายอย่างเช่น ยืดอายุอาหารนาน 3-5 เท่า ประหยัดพื้นที่เก็บ คงสภาพความสดใหม่ของสินค้า และการควบคุมบรรยากาศ (controlled atmosphere packaging) หรือการปรับเปลี่ยนสภาพบรรยากาศ (modified atmosphere packaging)

 

4. ทำลายจุลินทรีย์รวมทั้งสปอร์และสารพิษที่จุลินทรีย์สร้างขึ้น
การใช้ความร้อน (thermal processing)
การแช่เยือกแข็ง (freezing)
การใช้รังสี (irradiation)
การใช้สารกันเสีย (preservative)
การใช้แรงกล เช่น การใช้ความดันสูง (high pressure processing)

 

CR. foodnetworksolution.com/wiki
 

 

 

สาวๆ หลายคนคงเคยเห็น ทาร์ต เจ้าดังของญี่ปุ่นมาเปิดในไทย ก็อยากจะไปลองชิมกัน แต่พอเห็นแถวที่ต่อคิวซื้อกันยาวเหยียด ก็คงต้องถอยกลับบ้านแทบไม่ทัน แต่ไม่ต้องเสียใจไปนะคะสาวๆ เพราะแอดมินรู้ใจสาวๆ ที่อยากชิมทาร์ตกันแบบสุดๆ ด้วยการนำสูตร ทาร์ต แบบโฮมเมดมาให้ทำกินกันเองซะเลย! ใครไม่อยากรอต่อแถวนานๆ มาดูสูตร ทาร์ต

 

ทาร์ตไข่สูตรต้นตำรับ

 
แค่เห็นทาร์ตของหวานสูตรนี้ก็ท้องร้องดังมาก พบกับเมนูทาร์ตไข่ สูตรจาก คุณ Phorn_Kitchen สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้ใช้แป้งพายสำเร็จรูปกรุลงในพิมพ์แล้วเทคัสตาร์ดลงไปอบจนสุก แหม... หน้าไหม้สวยงามเหมือนร้านดังเชียว

ส่วนผสม ทาร์ตไข่ (ประมาณ 8-9 ถ้วย)
  • แป้งพายสำเร็จรูปแช่แข็ง 8-9 ชิ้น
  • ไข่ไก่ (เต็มฟอง) 1 ฟอง
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 50 กรัม
  • นมจืด 200 มิลลิลิตร
  • วิปปิ้งครีม 100 มิลลิลิตร
  • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
  • เกลือนิดหน่อย
วิธีทำทาร์ตไข่
   
 1. ตีไข่และน้ำตาลทรายจนน้ำตาลทรายละลาย
     2. ใส่นม วิปครีม กลิ่นวานิลลา และเกลือ คนส่วนผสมให้เข้ากันแล้วกรองด้วยกระชอน หรือผ้าขาวบาง ตักใส่ถ้วยที่กรุด้วยแป้งพายไว้แล้วให้เกือบเต็ม
     3. ก่อนนำเข้าเตาอบให้เปิดวอร์มเตาไว้ก่อนประมาณ 15 นาที เปิดไฟบน-ล่างที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส นำเข้าเตาอบ 30-35 นาที หรือจนกว่าขนมสุก

ทาร์ตไข่ฮ่องกง

 
ใครไม่ชอบทาร์ตไข่หน้าไหม้ก็ลองมาทำเมนูทาร์ตไข่ฮ่องกง สูตรจาก คุณแม่นกกะอันนา สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรหน้าสวยไม่ไหม้ เนื้อไข่ตึงสวยงามมาพร้อมวิธีทำแป้งทาร์ต จะทำกินเองหรือทำแจกได้หมดเลยจ้า

ส่วนผสม ไส้คัสตาร์ดไข่
  • ไข่ไก่ (ขนาดกลาง) 2 ฟอง
  • น้ำร้อน 90 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 35 กรัม
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • นมข้นจืด 30 กรัม (ถ้าไม่อยากชื้อนมข้นจืด ให้ต้มนมสดด้วยไฟปานกลาง ต้มทิ้งไว้ให้น้ำระเหยครึ่งส่วนของจำนวนนมที่ต้ม ก็จะได้นมข้นจืดแล้ว)
  • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
ส่วนผสม แป้งทาร์ต

      • แป้งเค้ก 90 กรัม
      • น้ำตาลไอซิ่ง 25 กรัม
      • เกลือ 1/8 ช้อนชา
      • เนยจืดอุณหภูมิห้อง 50 กรัม
      • ไข่ไก่ที่ตีแล้ว (จากส่วนที่ 1) 1 ช้อนโต๊ะ
      • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

ส่วนผสมอื่น ๆ
  • เนยสำหรับทาฟอร์ม
วิธีทำคัสตาร์ดไข่

     1. ทำน้ำเชื่อม โดยละลายน้ำตาลทรายและเกลือลงในน้ำร้อน คนให้ทุกอย่างละลาย ตั้งไว้ให้เย็นตัวลงสักครู่
     2. ตีไข่ไก่เหมือนทำไข่เจียว ตีจนไข่แดงกับไข่ขาวเข้ากัน แล้วตักแบ่งไข่ 1 ช้อนโต๊ะ แยกออกมาใส่ชามใบเล็กเอาไว้ พักไว้ก่อน
     3. เติมน้ำเชื่อมที่เย็นลงแล้ว นมข้นจืด และกลิ่นวานิลลาลงไปในชามไข่ไก่ คนให้ทุกอย่างเข้ากัน นำไปกรอง 1-2 ครั้งเพื่อไม่ให้มีฟอง แล้วจึงปิดฝาภาชนะด้วยพลาสติกถนอมอาหาร พักไว้ในตู้เย็น

วิธีทำแป้งทาร์ต

     1. เตรียมชามผสมใบใหญ่พร้อมตะแกรงร่อนแป้ง ใส่แป้งเค้ก เกลือ และน้ำตาลไอซิ่งลงไปร่อนจนหมด
     2. เติมเนยลงไป ใช้มือคลุกเคล้าให้แป้งกับเนยพอเข้ากัน อย่าบีบมากจนเกินไป เพราะความร้อนในอุ้งมือของเราจะทำให้เนยละลายเกินไป เอาแค่พอแป้งกะเนยเข้ากัน
     3. เติมไข่ไก่ที่แบ่งไว้ตอนทำคัสตาร์ดลงไป พร้อมกับกลิ่นวานิลลา ใช้มือนวดแป้งจนทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าแป้งแห้งเกินไปเราก็เอามือทั้งสองประกบแป้งแล้วนวด ๆ แป้งก็จะเนื้อเนียนขึ้น ห่อด้วยพลาสติกถนอมอาหาร แช่เย็นพักไว้ 30 นาทีหรือจะแช่ข้ามคืนก็ได้นะ 

วิธีทำทาร์ตไข่
     1. เมื่อครบเวลาแล้วเอาแป้งทาร์ตมากลิ้งเป็นแท่งยาว ๆ ใช้มีดตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ เพื่อจะทำเป็นฟอร์ม
     2. ทาฟอร์มด้วยเนยให้ทั่ว แป้งทาร์ตจะได้ไม่ติดฟอร์ม
     3. เอาแป้งทาร์ตลงไปจัดในฟอร์ม ใช้นิ้วกด ๆ กระจายแป้งให้ทั่วฟอร์ม กดให้ความหนาเท่ากัน ยกเว้นตรงก้นฟอร์มควรให้แป้งบางหน่อย ใช้มีดตัดตกแต่งขอบฟอร์มด้านบนให้สวยงาม
     4. เอาไส้คัสตาร์ดออกจากตู้เย็น คนเบา ๆ ให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันอีกครั้ง แล้วก็เทลงไปในฟอร์ม ประมาณ 80%
     5. เอาเข้าเตาอบใช้ไฟบน-ล่าง อบที่อุณหภูมิ 200 องศาฟาเรนไฮต์ นาน 15-20 นาที ถ้าระหว่างอบ ครีมคัสตาร์ดฟูขึ้นมากจนเกินไปก็สามารถลดความร้อนลงได้ วิธีสังเกตครีมคัสตาร์ดสุกหรือยังคือการเอาไม้จิ้มฟันลงไปจิ้มดูตรงกลาง ถ้าไม้จิ้มฟันตั้งตรงไม่ล้ม แสดงว่าคัสตาร์ดสุกแล้ว
     6. ครบเวลาแล้วเอาออกจากเตา พักไว้สักครู่ ก็สามารถเอาขนมออกจากฟอร์มได้
 

ชีสทาร์ตญี่ปุ่น

 
ใครไม่กลัวอ้วนลองเพิ่มครีมชีสลงไปในทาร์ตไข่ดีไหม ขอนำเสนอเมนูชีสทาร์ตญี่ปุ่น สูตรจาก คุณ Poppy farm สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาพร้อมวิธีทำแป้งทาร์ตโฮมเมดใส่ไส้ครีมชีสคัสตาร์ด เติมความหน้าสวยด้วยไข่แดง

ส่วนผสม แป้งทาร์ต

      • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 85 กรัม
      • น้ำตาลทราย 20 กรัม
      • เกลือ 1/4 ช้อนชา
      • เนยจืดเย็น 42 กรัม
      • ไข่แดง 1 ฟอง
      • นมสด 1/2 ช้อนชา

ส่วนผสม ครีมชีสคัสตาร์ด

      • ครีมชีส 110 กรัม
      • พาร์มีซานชีส 8 กรัม
      • เนยจืดเย็น 20 กรัม
      • นมสด 50 กรัม
      • แป้งข้าวโพด 4 กรัม
      • ไข่ไก่ 1/2 ฟอง
      • วานิลลา 1/4 ช้อนชา
      • น้ำตาลทราย 25 กรัม
 
หากจะทำ ทาร์ต ให้อร่อย แนะนำให้ใช้ เตาอบไฟฟ้า ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ อุณหภูมิที่ได้จะค่อนข้างสเถียร ง่ายต่อการควบคุม ช่วยให้ ทาร์ต ออกมาสุกทั่วกันหมด

วิธีทำชีสทาร์ตญี่ปุ่น
     1. ทำแป้งทาร์ต โดยผสมแป้ง น้ำตาลทราย และเกลือ คนให้เข้ากัน
     2. ใส่เนยจืดเย็นลงไป คนให้เข้ากัน จะออกร่วน ๆ แบบทราย
     3. ใส่ไข่แดงและนมจืด นวดให้เข้ากันแล้วห่อด้วยพลาสติก นำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดา 1 ชั่วโมง
     4. ทาพิมพ์ด้วยเนยจืดก่อน แล้วกรุด้วยแป้งทาร์ตประมาณ 25-30 กรัม แล้วแต่ขนาดของพิมพ์ พยายามเกลี่ยแป้งให้เท่า ๆ กันตลอดพิมพ์ หลังจากนั้นจึงจิ้มด้วยส้อม นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที
     5. ทำครีมชีสคัสตาร์ด ต้องทำบนอ่างน้ำร้อน โดยผสมครีมชีส พาร์มีซานชีส และเนยจืดลงในอ่างผสม ใส่ไข่ครึ่งฟอง (ตีไข่ให้แตกก่อน) แล้วตีให้เข้ากัน
     6. ละลายแป้งข้าวโพดและนมสด แล้วเทผสมกับครีมชีส คนให้เนียน
     7. ใส่น้ำตาลทรายและวานิลลา คนต่อไปเรื่อย ๆ จนครีมเริ่มหนืด เอาครีมชีสใส่ถุงบีบ ถ้าใครไม่มีใช้ช้อนตักได้เลย บีบครีมลงบนแป้งทาร์ตที่อบแล้ว
     8. ทาหน้าขนมด้วยไข่แดง นำไปอบที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียส ประมาณ 12-15 นาที หรือจนหน้าขนมเหลืองสวย

ทาร์ตไข่สูตรเร่งด่วน

เอาใจคนชอบความง่ายกับเมนูทาร์ตไข่ สูตรจาก เฟซบุ๊ก ICook by KuCook สูตรนี้ใช้แป้งพายสำเร็จรูป ส่วนผสมคัสตาร์ดก็มีแค่ไข่ไก่ น้ำตาลทราย และนมสด อย่ารีรอไปเปิดเตาอบรอกันเถอะ

ส่วนผสม ทาร์ตไข่
  • แป้งพายสำเร็จรูป
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • นมสด 220 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  • สีผสมอาหารสีเหลืองมะนาว
  • พิมพ์คัพเค้กขนาด 12 หลุม

วิธีทำทาร์ตไข่

     1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียส นานประมาณ 5-10 นาที เตรียมไว้
     2. คว่ำถ้วยที่มีขนาดหน้ากว้างกว่าพิมพ์ ลงบนแป้งพาย ใช้มีดตัดแผ่นแป้งเป็นวงกลมให้มีขนาดใหญ่กว่าพิมพ์เล็กน้อย
     3. ค่อย ๆ กรุแผ่นแป้งลงในพิมพ์ให้แนบสนิทกับพิมพ์ โดยกรุให้แป้งสูงกว่าพิมพ์เล็กน้อย
     4. ใช้ส้อมจิ้มไปที่ตัวแป้งเพื่อระบายอากาศ พักแป้งทิ้งไว้ในตู้เย็น
     5. ตอกไข่ไก่ลงในชามผสม ตีให้ไข่แดงพอแตก เติมน้ำตาลทราย ตีผสมจนเข้ากัน เติมสีผสมอาหารสีเหลืองลงไปเล็กน้อย ตีผสมจนน้ำตาลทรายละลายหมด
     6. เติมนมสดลงไป คนผสมให้เข้ากัน เทใส่ลงในถ้วยตวง
     7. นำแป้งออกจากตู้เย็น เทส่วนผสมไข่ลงไป ระวังอย่าให้ล้นพิมพ์
     8. นำเข้าตู้อบประมาณ 15 นาที หรือจนสุก ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มที่ทาร์ตไข่ ถ้าสุกแล้วจะไม่มีเนื้อไข่ติดออกมา ทิ้งให้ทาร์ตไข่เย็นตัวลงประมาณ 5-10 นาที พร้อมเสิร์ฟ

ทาร์ตกราโนลา

 
 ใครชอบกินกราโนลากับโยเกิร์ตหรือนมสด ลองจับมาแปลงร่างทำเป็นทาร์ตของหวานสักครั้งเถอะ พบกับเมนูกราโนลาทาร์ต สูตรจาก นิตยสาร Health & Cuisine แป้งทาร์ตทำจากแป้งเค้กกรอบหอม ใส่ครีมเนยถั่วท็อปด้วยกราโนลา

ส่วนผสม แป้งทาร์ต (สำหรับ 8 ชิ้น)

      • แป้งเค้ก 170 กรัม
      • เนยสดชนิดเค็ม หั่นเต๋าเล็ก แช่เย็น 100 กรัม
      • นมข้นจืด 36 กรัม
      • น้ำตาลทราย 22 กรัม
      • เกลือป่น 0.5 กรัม

ส่วนผสม ครีมเนยถั่ว

      • ครีมชีส 126 กรัม
      • เนยจืด 26 กรัม
      • น้ำตาลไอซิ่ง 78 กรัม
      • มะนาว 38 กรัม
      • เนยถั่ว 116 กรัม

ส่วนผสม กราโนลา

      • มูสลี่ 134 กรัม
      • กล้วยน้ำว้าตากแห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็ก 84 กรัม
      • เมล็ดฟักทอง กะเทาะเปลือกอบ 50 กรัม
      • แครนเบอร์รีอบแห้ง 50 กรัม
      • น้ำผึ้ง 50 กรัม
      • เนยเค็ม 34 กรัม

วิธีทำทาร์ตกราโนลา

     1. ทำแป้งทาร์ต โดยผสมนมข้นจืด น้ำตาลทราย และเกลือป่นลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟให้ละลาย พักให้เย็น
     2. ผสมแป้งกับเนยให้เข้ากันจนมีลักษณะคล้ายเม็ดทราย จากนั้นเทส่วนผสมในข้อ 1 ลงไปแล้วนวดให้เป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้ 10 นาที กรุใส่พิมพ์ นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที
     3. ทำครีมเนยถั่ว โดยใช้หัวตีใบไม้ตีครีมชีส และเนยให้อ่อนตัว เติมน้ำตาลไอซิ่ง น้ำมะนาว และเนยถั่ว ตีต่อให้เข้ากันดี พักไว้
     4. ทำกราโนลา โดยละลายเนยแล้วเติมน้ำผึ้งลงไป คนผสมให้เข้ากัน พักให้เย็น ใส่มูสลี่ กล้วยน้ำว้าตากแห้ง เมล็ดฟักทอง และแครนเบอร์รีอบแห้ง คนผสมให้เข้ากัน
     5. บีบครีมเนยถั่วลงไปให้ได้ครึ่งหนึ่งของทาร์ตแล้วตักส่วนผสมกราโนลาทับจนเต็ม จัดเสิร์ฟ
 
ที่มา: cooking.kapook.com