เมื่อการทำอาหารถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้มีเพียงการนำเอาวัตถุดิบที่มีมายำรวมกันแล้วปรุงรสแบบง่าย ๆ แต่ทุกขั้นตอนการทำอาหารสักมื้อ ล้วนเกิดจากความตั้งใจของพ่อครัวหรือแม่ครัวที่ต้องการดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบนั้นออกมา ด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่สุด

 

รู้จักกับไวน์กันสักนิด!
ไวน์ (Wine) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หมักมาจากผลไม้ โดยนอกจากจะนิยมนำมาดื่มคู่กับเมนูอาหารแล้ว ไวน์ยังนิยมนำไปปรุงรสอาหารด้วย ไวน์สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ไวน์ทำอาหาร และ ไวน์สำหรับดื่ม ซึ่งมีความแตกต่างกันที่คุณภาพ โดยไวน์สำหรับดื่มจะมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบและการบ่มมากกว่า

ไวน์สำหรับทำอาหาร อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หางไวน์” เป็นไวน์ที่เกิดจากการบ่มองุ่น ที่เหลือจากการหมักไวน์สำหรับดื่มแล้ว คุณภาพของไวน์ จึงน้อยกว่าไวน์สำหรับดื่ม และราคาถูกกว่า 


เมื่อการทำอาหาร ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้มีเพียงการนำเอาวัตถุดิบที่มี มายำรวมกันแล้วปรุงรสแบบง่าย ๆ แต่ทุกขั้นตอนการทำอาหารสักมื้อ ล้วนเกิดจากความตั้งใจของพ่อครัว หรือแม่ครัวที่ต้องการดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบนั้นออกมา ด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่สุด

และหนึ่งในวัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร นั่นคือ ไวน์ (wine) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผู้คนจากทั่วโลกนิยมดื่มคู่กับเมนูอาหาร นอกจากนี้ก็ยังนิยมนำมาใช้ในการทำอาหารทั้งคาวและหวานอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่แปลกที่คุณจะพบเห็นไวน์ที่วางขายอยู่ในตลาด โดยมีทั้ง

ไวน์ที่ใช้สำหรับดื่มทั่วไป (Regular Drinking Wines)
ไวน์ที่ใช้สำหรับการทำอาหาร (Cooking Wines)
แต่ความจริงแล้ว การใช้ไวน์สำหรับดื่มในการทำอาหาร จะได้รสชาติที่ดีกว่าการใช้ไวน์สำหรับทำอาหาร เนื่องจากเพราะไวน์สำหรับดื่มจะมีรสชาติดี เข้มข้น กว่าไวน์ปรุงอาหารที่เกิดจากการบ่มองุ่นที่เหลือจากการหมักไวน์สำหรับดื่มนั่นเอง


ชนิดของ ไวน์ทำอาหาร มีแบบไหนบ้าง?
การใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกอบอาหาร มีมาตั้งแต่อดีต ส่วนมากการใส่เหล้า หรือไวน์ลงไปในอาหาร มีจุดประสงค์เพื่อดับกลิ่นคาว และทำให้เนื้อสัตว์มีความนุ่ม ไวน์ที่ใช้ในการประกอบอาหารมีหลัก ๆ 6 ชนิด ได้แก่

ไวน์แดงและไวน์ขาว
(Dry Red & White Wines)

ไวน์แดง ไวน์ขาว แบบ Dry คือ ไวน์ที่ปราศจากความหวาน เป็นการหมักจนกว่าน้ำตาลในองุ่น จะกลายเป็นแอลกอฮอล์จนหมด ทำให้ไวน์แดง และไวน์ขาวแบบดราย เป็นไวน์ที่มีความเข้มข้นของรสองุ่นสูง

ไวน์แดง
นิยมใส่ในซอสที่มีสี เช่น ซอสบูร์กิญง (Bourguignonne Sauce) ซอสเนยแดง (Beurre Rouge) ซอสไวน์แดง (Wine Reduction Sauce)

ไวน์ขาว
นิยมใส่ในซอสที่เป็นครีม และใช้ในการ Deglaze กระทะ คือ การเติมไวน์ลงไปในกระทะที่มีน้ำมัน หรืออาหารติดอยู่ก้นกระทะ เพื่อทำซอสปรุงรสจากอาหารนั้น

ไวน์ออกซิไดซ์นัตตี้ แบบไร้ความหวาน
(Dry Nutty/ Oxidized Wines)

 

ไวน์ออกซิไดซ์ ที่เป็นไวน์ที่เปิดให้สัมผัสกับออกซิเจนมากเกินไปจนรสชาติของไวน์เปลี่ยน และนัตตี้ไวน์ เป็นไวน์ที่มีกลิ่นถั่วเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไวน์ ที่บ่มจากองุ่น Chardonnay (ชาร์ดองเนย์) ไวน์เหล่านี้ จะมีกลิ่นและรสชาติต่างกันออกไป ก่อนนำมาประกอบอาหาร จึงควรชิมรสชาติของไวน์ก่อน


นิยมใช้ในอาหารประเภทน้ำเกรวี่เห็ด เพื่อราดลงบนเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

ไวน์สวีตนัตตี้แบบออกซิไดซ์
(Sweet Nutty/ Oxidized Wines)

ไวน์หวานแบบสวีตนัตตี้ เป็นไวน์ที่มีน้ำตาลจากผลไม้ที่ใช้หมัก โดยมากมักมีอายุมากกว่า 10 ปี บางขวดอาจจะมีอายุมากถึง 40 ปี ลักษณะของไวน์ จะมีความหนืด และเหนียวคล้ายคาราเมล มีรสชาติหวาน เก็บได้ไม่นานหลังการเปิดใช้ โดยสามารถเก็บได้ประมาณ 1 เดือนในตู้เย็น

นิยมใช้ในของหวานที่เข้ากับถั่ว เนื่องจากไวน์มีรส และกลิ่นถั่วจาง ๆ อาหารที่ใช้ไวน์ชนิดนี้ เช่น ซอสคาราเมลราดของหวาน ซอสถั่วราดไอศกรีม

ไวน์ประเภทฟอร์ติไฟด์หรือพอร์ตไวน์
(Sweet Fortified Red Wines Like Port)

ไวน์ประเภทฟอร์ติไฟด์ เป็นไวน์ที่มีการเติมแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ลงไป หรือเติมบรั่นดีสกัดลงไป เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของปริมาณแอลกอฮอล์ลงไปในไวน์ ไวน์ชนิดนี้ จึงมีแอลกอฮอล์สูงกว่าไวน์ชนิดอื่น ไวน์ประเภทฟอร์ดิไฟด์ที่เป็นที่รู้จัก คือ พอร์ตไวน์

นิยมใส่ในอาหารที่ต้องการความขมเล็ก ๆ ของแอลกอฮอล์ ใช้ได้ทั้งของคาวและของหวาน เช่น ผสมกับช็อกโกแลต เพื่อราดบนเค้ก หรือขนมต่าง ๆ รวมไปถึงผสมกับซอสสเต็ก เพื่อเพิ่มรสชาติ

ไวน์ขาวแบบหวาน
(Sweet White Wines)

ไวน์หวานขาว เป็นไวน์ขาวที่มีความหวานสูง และมีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ ไวน์ขาว จะมีความเปรี้ยวมากกว่าไวน์แดง จึงเหมาะกับการนำมาดับกลิ่นคาว หรือเพิ่มความสดชื่นให้อาหารที่ใช้ผลไม้รสเปรี้ยว

นิยมใส่ทั้งของคาวและของหวาน โดยใส่ในของคาว เพื่อดับกลิ่นคาว โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น การทำซอสเนยหวานราดบนอาหารทะเล  และนิยมใส่ในของหวาน ที่มีผลไม้รสเปรี้ยวเป็นส่วนประกอบ เช่น การทำซอสหวานราดทาร์ตผลไม้


ไวน์ข้าว
(Rice Wine)
ไวน์ข้าว เป็นไวน์ที่ชาวเอเชียคุ้นเคยดี เช่น มิรินของญี่ปุ่น สาโทของไทย และไวน์ข้าวของจีน แต่ไวน์ข้าวของเอเชีย ไม่นิยมนำมาใส่อาหารมากเท่าของฝั่งตะวันตก นิยมดื่มแกล้มกับอาหารมากกว่านั่นเอง


ไวน์ข้าว นิยมใส่ในอาหารประเภทผัด โดยเฉพะไวน์ข้าวของจีน เพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารจีน และใส่เพื่อหมักอาหารประเภทบาร์บีคิวต่าง ๆ

 

ตู้แช่เครื่องดื่ม ตู้แช่น้ำ ตู้แช่น้ำอัดลม จาก SGE ครบจบในเครื่องเดียว ใช้งานง่าย ทำความเย็นได้อย่างสม่ำเสมอ เหมาะมากสำหรับแช่เครื่องดื่ม แช่ไวน์ แช่ผัก ผลไม้ต่าง ๆ รักษาความสดใหม่ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าแช่ได้สารพัดประโยชน์ คุ้มค่าสุด ๆ

 

ใครที่เป็นสาวกขนมหวาน แต่ขนมบางอย่างก็หาซื้อยากเหลือเกิน หายห่วงได้เลย เพราะวันนี้ แอดมินคัดมาแล้วสำหรับคนที่อยากจะลองทำดู เพราะขนมง่ายๆ ไม่ใช้เตาอบ ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิด! จะเริ่มจากทำสไตล์โฮมเมดที่ทดลองทำกินในครอบครัวกันก่อน หรือใครที่กำลังเบื่อๆ มองหาอะไรใหม่ๆ ทำช่วงนี้ ต้องลองสูตรขนมไทย!

 

พายบลูเบอร์รีชีสเยิ้ม คือขนมไม่อบสุดฮิตตลอดกาล สูตรนี้ใช้ไดเจสทีฟบิสกิตมากรุเป็นทาร์ต เทส่วนของเนื้อชีสเค้กลงไป แช่เย็นให้เซตตัว ท๊อปด้านบนด้วยโยเกิร์ตและครีมชีสรสละมุนลิ้น ปิดท้ายด้วยบลูเบอร์รีกระป๋อง เหมาะกับคนที่ชื่นชอบการกินชีสเค้ก กินเพลินไม่มีเบื่อแน่นอน 

 

ฐานพาย

ไดเจสทีฟบิสกิต     250 กรัม
เกลือป่น               1/8 ช้อนชา
เนยสดชนิดเค็ม      130 กรัม

 

ชีสเค้ก

ครีมชีส                 300 กรัม
นมข้นหวาน           100 กรัม
วิปปิ้งครีม              190 กรัม
น้ำมะนาว                60 กรัม
เจลาตินชนิดผง         4 กรัม
น้ำ                       1 1/2 ช้อนโต๊ะ

 

หน้าบลูเบอร์รีโยเกิร์ต

ครีมชีส                  40 กรัม
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ  80 กรัม
บลูเบอร์รีกวนชนิดกระป๋อง    200 กรัม
อุปกรณ์: พิมพ์เค้กกลมถอดฐานได้ขนาด 1 ปอนด์ (6”) กระดาษไขสำหรับรองพิมพ์ เครื่องตีไข่ไฟฟ้า ไม้ปลายแหลม

 

สำหรับใครที่กำลังหัดทำขนมหรือคิดอยากทำเบเกอรี่ขายเป็นอาชีพเสริม พร้อมวิธีเลือกก่อนซื้อแบบครบจบในที่เดียว ลองซื้อ เครื่องตีแป้ง SGETHAI ผสม คลุกเคล้า หรือตีส่วนผสม เช่น แป้ง ไข่ เนย ครีม ให้เข้ากันด้วยแรงจากมอเตอร์ไฟฟ้า ปรับความเร็วได้หลายระดับ มีหลากหลายราคาให้เลือก

 

วิธีทำ

  1. ปูด้านล่างพิมพ์ด้วยกระดาษไขตัดเป็นแผ่นกลม 1 แผ่น ตัดกระดาษไขเป็นแผ่นยาวปูโดยรอบด้านในพิมพ์ ทำฐานแป้งพายโดยใส่ไดเจสทิฟบิสกิตลงในถุงซิปล็อกใช้ไม้บดให้ละเอียด จากนั้นเทใส่อ่างผสม ใส่เกลือ เนยละลายลงไปคลุกจนเป็นเนื้อเดียวกัน ตักบิสกิตลงในพิมพ์ที่ปูกระดาษไข เกลี่ยบิสกิตให้ทั่ว ใช้ช้อนกดให้แน่นทั้งด้านล่างและด้านข้างพิมพ์ นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องแข็ง 1 ชั่วโมงให้เซ็ตตัว
  2. ทำไส้ครีมชีสโดยใส่ครีมชีสลงในอ่างผสม ตามด้วยนมข้นหวาน วิปปิ้งครีม และน้ำมะนาว ตีให้เข้ากัน ใส่น้ำ 2 ช้อนโต๊ะลงในถ้วยเจลาตินผง ทิ้งไว้สักครู่ให้เจลาตินดูดน้ำ แล้วนำไปละลายในไมโครเวฟจนได้น้ำเจลาตินใสๆ ใส่เจลาตินละลายลงในอ่างครีมชีส ตีให้เข้ากัน พักไว้
  3. เทไส้ครีมชีสใส่ลงในพิมพ์ เว้นขอบไว้ 1 ซม. เกลี่ยให้เรียบ เข้าตู้เย็นช่องธรรมดาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างนั้นเตรียมหน้าโยเกิร์ตโดยผสมครีมชีสและโยเกิร์ตให้เนียนเข้ากัน นำชีสเค้กออกจากตู้เย็น ราดด้วยหน้าโยเกิร์ต เกลี่ยให้เรียบ ตักบลูเบอร์รีกวนหยอดเป็นหย่อมๆ ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม วาดหน้าให้สวยงามตามชอบ
  4. ตัดพายบลูเบอร์รีชีสเยิ้ม เสิร์ฟเป็นชิ้นตามชอบ
Cr. krua.co

 

เอาล่ะค่ะ ได้เวลาของพ่อค้าแม่ค้าสายกรุบกันแล้ว! ใครที่กำลังมองหา เมนูเรียกน้ำย่อย ยอดฮิต ที่เรามักเห็นทั่วไปตามริมทาง สามารถหาซื้อทานง่าย วันนี้เรามีสูตรเด็ดมาฝากกันแล้วค่ะ กับ สูตรอาหาร เมนูเรียกน้ำย่อย ทำขาย ไม่ว่าจะตั้งโต๊ะ เปิดร้านตรงไหน ก็ขายดีแน่นอน อะไรจะอร่อยดีต่อใจไปกว่าของทอดที่ไม่อ้วนทิพย์! ฮ่าาาๆ บอกเลยว่าทำขายง่าย แถมกำไรก็ปังไปอีก หรือจะใช้สูตรนี้ทอดทานเองกรุบๆ ที่บ้านก็ยังได้น้า ว่าแล้วก็ตามไปส่องสูตรยั่วน้ำลายกันเลยค่า

 

เกี๊ยวหมูห่อเปาะเปี๊ยะเวียดนาม

เปาะเปี๊ยะเวียดนามแป้งบางเหนียวนุ่ม สอดไส้หมูสับรสเข้มข้น ชุ่มฉ่ำ อร่อยทำง่าย กินเพลิน

ส่วนผสม

  • เนื้อหมูบด 250  กรัม
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
  • น้ำมันงา 1  ช้อนชา
  • กระเทียมสับ  1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย  1 1/2 ช้อนชา
  • ต้นหอมซอย 1 ต้น
  • แป้งเปาะเปี๊ยะเวียดนาม

วิธีทำ
สับเนื้อหมูกับกระเทียมเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่ชามไว้
ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทย น้ำตาล น้ำมันงา และต้นหอมซอย คลุกให้เข้ากัน
นำแป้งเปาะเปี๊ยะแช่น้ำพอนิ่ม วางบนจาน ใส่ส่วนผสมหมูสับ ห่อให้สวยงาม
ทาน้ำมันที่จานสำหรับนึ่ง เรียงเกี๊ยวหมู นึ่งในน้ำเดือดไฟแรงจนสุก จัดใส่จาน เสิร์ฟกับซอสเปรี้ยว

cr. gourmetandcuisine

 

เมี่ยงแซลมอนขนมปังกรอบ

 

สูตรเมี่ยงแซลมอนขนมปังกรอบ
เมี่ยงแซลมอนขนมปังกรอบ เป็นเมนูที่นำแซลมอนมาทานคู่กับขนมปังกรอบ เป็นแบบเมี่ยงคำทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดจะยิ่งเข้ากัน เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว ผสมผสานระหว่างอาหารตะวันตกและอาหารตะวันออก

 

วัตถุดิบเมี่ยงแซลมอนขนมปังกรอบ
8 ชิ้น
20 นาที 

1. ขนมปังแซนวิช 4 แผ่น
2. เนื้อปลาแซลมอนหั่นเต๋า   8 ชิ้น
3. กระเทียมสไลด์  8 ชิ้น
4. หอมแดงหั่นเต๋า 8 ชิ้น
5. ขิงอ่อนหั่นเต๋า 8 ชิ้น
6. มะนาวหั่นเต๋า 8 ชิ้น
7. ตะไคร่สไลด์ 1 ชช. 
8. พริกขี้หนูหั่น 8 ชิ้น
9. แป้งทอดกรอบ 2 ชต. 
10. ผักชี
11. เกลือและพริกไทย
12. น้ำจิ้มซีฟู้ด

อุปกรณ์ที่ใช้
กระทะสำหรับทอด เตาอบสำหรับปิ้งขนมปัง

วิธีทำเมี่ยงแซลมอนขนมปังกรอบ
1. ตัดขอบขนมปังออกทั้งหมด ตัดแบ่งเป็น 4 ชิ้น นำเข้าอบประมาณ 5-10 นาที ให้ขนมปังกรอบและมีสีเหลืองทอง ไฟประมาณ 180-200 องศาเซลเซียล
2. แซลมอนโรยเกลือและพริกไทย แล้วคลุกแป้งให้ทั้ว ตบๆแป้งออกหน่อยแล้วนำไปทอดให้สุก สะเด็ดนำมันเตรียมไว้
3. จัดจานเสิร์ฟแบบเป็นคำๆ วางขนมปังกรอบ ตามด้วยแซลมอน กระเทียม หอมแดง มะนาว ขิงอ่อน ตะไคร่ พริกขี้หนู และผักชี ด้านบนให้สวยงาม เสร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด

 

กระเพาะปลายัดไส้

ส่วนผสม

ลูกชิ้นกุ้ง    
ซุป
น้ำ 750 มล.    
น้ำสต๊อกไก่ 1.5 ลิตร
ไข่ขาวเค็ม 1 ฟอง    
กระเพาะปลาขนาดกลาง 2 ชิ้น
กุ้งสด 500 กรัม    
ลูกชิ้นปลา 8 ลูก
แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ    
ลูกชิ้นเห็ด 8 ลูก
พริกไทยขาวเพื่อปรุงรส    
ผักกาดขาว 100 กรัม
หมูบด 300 กรัม
แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ
พริกไทยขาว
ผักชีสำหรับตกแต่ง
กระเทียมเจียวสำหรับตกแต่ง
พริกแดงสำหรับตกแต่ง

 

วิธีทำลูกชิ้นกุ้ง
1. แกะเปลือกและเส้นดำที่หลังกุ้งออก

2. ใช้เครื่องปั่น Hand Blender ปั่นเนื้อกุ้งให้เป็นเนื้อเดียวกัน

3. นำเนื้อกุ้งที่ได้ออกมาผสมกับพริกไทยขาว แป้งข้าวโพด และไข่ขาวเค็ม ให้เข้ากัน

4. ใช้ช้อนปั้นเนื้อกุ้งที่ผสมไว้ให้ได้เป็นลูกชิ้นกุ้งตามขนาดที่คุณต้องการ และใส่ลงไปในน้ำเปล่า

วิธีการทำซุป

5. หั่นผักกาดขาวเป็นชิ้นเล็ก ๆ

6. นำกระเพาะปลาไปแช่ในน้ำ จากนั้นหั่นกระเพาะปลาให้ได้ความหนาประมาณ 3 ซม.
เคล็ดลับ : วิธีการนี้จะทำให้กระเพาะปลานิ่มและสามารถยัดไส้ได้ง่ายขึ้น

7. ผสมหมูสับ พริกไทยขาว แป้งข้าวโพด น้ำมันงา และซีอิ๊วขาวให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันในถ้วยผสมขนาดกลาง

8. ปั้นหมูสับให้เป็นก้อนและยัดไส้กระเพาะปลา

9. ต้มน้ำสต๊อกไก่ให้เดือด จากนั้นใส่ลูกชิ้นกุ้ง กระเพาะปลายัดไส้ ลูกชิ้นเห็ด และลูกชิ้นปลาลงไป เมื่อน้ำซุปเดือดอีกครั้ง ให้ใส่ผักกาดขาวตามลงไป

10. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย

11. ตกแต่งหน้าเมนูด้วยพริกแดง ผักชีสด และกระเทียมเจียวเป็นอันเสร็จ

ขอแนะ เครื่องอบแห้ง  อบแห้งง่าย ไม่ง้อแดด อบได้ทุกชนิด ทำให้การอบผักและผลไม้ทานเอง หรือ ทำค้าขายเชิงธุรกิจ การใช้เครื่องอบแห้ง ยังเป็นการแปรรูปและถนอมอาหาร อย่างหนึ่งอีกด้วย ตัวอย่างอาหารที่อบแห้ง หมูแดดเดียว ปลาแดดเดียว เนื้อตากแห้ง กล้วย กีวี สัปปะรด

 


หลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า “ผัก” เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่หาได้ง่ายและมีราคาถูกมากที่สุด ประเทศไทยเราเป็นเมืองร้อน เมืองเกษตรกรรม อู่ข้าวอู่น้ำ ฉะนั้นการปลูกผักกินเองถือว่าทำได้ง่ายและทำได้ตลอดทั้งปี เพียงแค่เลือกหาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักสลัด หรือผักสวนครัวที่ต้องการและกระบะปลูกผักขนาดพอเหมาะกับสมาชิกในครอบครัว แล้วอาศัยเวลาและความใส่ใจในการรดน้ำ ใส่ปุ๋ยไม่นานคุณก็จะได้ผักที่กรอบสดและปลอดสารพิษมากิน วันนี้เรามี เมนูผัก มาให้ฝึกทำกินง่ายแถมดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 

สูตรเมนูผัก : ใบเหลียงผัดไข่
เมนูผัดผักจานเด็ด ราคาแรงในร้านอาหารใต้ ที่ใครหลายคนได้ชิมแล้วรู้สึกติดใจ สูตรใบเหลียงผัดไข่ บอกเลยว่าเป็นเมนูอร่อยงบน้อย เพื่อนแท้สิ้นเดือนได้อีกหนึ่งเมนู และนอกจากนี้ ตัวใบเหลียงเองยังสามารถแช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้นานอีกด้วย

ส่วนผสม

  • ใบเหลียง 1 กำ
  • กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสถั่วเหลือง 0.5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
เด็ดใบเหลียงเลือกใบที่อ่อน ๆ ไม่แข็งกระด้าง ใบที่ใหญ่ให้ฉีกออกแต่ไม่ต้องเล็กมาก ล้างน้ำให้สะอาด พักสะเด็ดน้ำ
นำน้ำมันใส่กะทะตั้งไฟให้ร้อน เจียวกระเทียมให้หอม ใส่ไข่ไก่ที่ตีไว้ผัดพอไข่เป็นวุ้น
ใส่ใบเหลียง ตามด้วยเครื่องปรุงผัดให้ใบเหลียงพอสลบ ตัดใส่จานทานได้ทันที พร้อมเสิร์ฟ ใครจะกินกับน้ำพริกกะปิก็เข้ากัน 


สูตรเมนูผัก : คะน้าฮ่องกงผัดกะปิ

เปลี่ยนเมนูผัดคะน้าน้ำมันหอยแบบเดิม ๆ มาใส่กะปิเพิ่มความนัว ถ้าได้ลองบอกเลยต้องร้องว๊าว แต่เคล็ดไม่ลับของเมนูนี้ ควรเลือกกะปิคุณภาพดี ลักษณะของกะปิที่ดีมีจุดสังเกต ดังนี้ เนื้อกะปิต้องเหนียว สีไม่คล้ำ มีตาเคยผสมอยู่ในเนื้อกะปิจำนวนมาก และไม่เค็มเกิน

ส่วนผสม

  • คะน้าฮ่องกง 4 ต้น
  • ไก่ 2 ขีด
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • พริก 8 เม็ด
  • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

หั่นคะน้าเป็นชิ้นตามชอบ ล้างแล้วพักสะเด็ดน้ำ เนื้อไก่หั่นแฉลบ
ตั้งน้ำมันในกะทะพอร้อน ใส่กระเทียมสับ พริกที่หั่น แล้วผัดพอหอม
ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดพอสุก ใส่คะน้าลงไปตามด้วย กะปิ และน้ำมันหอย ยีกะปิไม่ให้เป็นก้อน
พอผักสลบตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

สูตรเมนูผัก : บล็อกโคลี่ผัดกุ้ง
บล็อคโคลี่ผัดกุ้ง สูตรอาหาร เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ รสชาติกลมกล่อมหอมอร่อย กุ้งนุ่ม ๆ ผัดกับบล็อคโคลี่กรุบกรอบ หอมอร่อยเข้ากัน บล็อคโคลี่อุดมไปด้วย คุณค่าของสารอาหาร มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รับประทานแล้วไม่อ้วน

ส่วนผสม

  • กุ้งขาว 1 ½ ถ้วย
  • บล็อกโคลี่ 2 ½ ถ้วย
  • แครอท ⅓ ถ้วย
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วย
  • เกลือ เล็กน้อย

 

วิธีทำ
นำบล็อคโคลี่ มาตัดเอาโคนแข็งทิ้งไป แล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ ขนาดพอคำ ล้างน้ำให้สะอาด เตรียมไว้
จากนั้นตั้งหม้อใส่น้ำลงไป ใช้ไฟแรง รอให้น้ำเดือดพล่าน จากนั้นใส่เกลือป่นลงไป จากนั้น นำบล็อคโคลี่ใส่ลงไปลวก ใช้เวลาลวกประมาณ 2 นาทีพอสุก ตักแช่น้ำเย็นสักครู่ แล้วจึงตักสะเด็ดน้ำพักไว้
เลือกกุ้งสดที่สดใหม่ นำมาปอกเปลือกออก แล้วผ่าหลังดึงเส้นดำออก นำไปล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำพักไว้
ตั้งกะทะให้ร้อน ใช้ไฟกลาง ใส่น้ำมันสำหรับผัดลงไป รอให้น้ำมันร้อน ใส่กระเทียมสับลงไป ผัดคลุกเคล้าให้หอม นำกุ้งสดใส่ลงไป ผัดคลุกเคล้าให้กุ้งพอสุก
ใส่บล็อคโคลี่ลวกพอสุกลงไป ตามด้วยใส่เครื่องปรุงรสต่าง ๆ ลงไป ใส่น้ำมันหอย น้ำตาลทราย ซีอิ้วขาว น้ำเปล่าลงไป
ผัดคนคลุกเคล้า ให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี ปิดไฟยกลง จะได้กุ้งผัดบล็อคโคลี่หอม ๆ พร้อมเสิร์ฟ

สูตรเมนูผัก : กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา
อีกเมนูเด็ดที่เวลาเราไปทานตามร้านอาหาร เป็นต้องสั่งมาทานเสมอ ถึงจะเป็นเมนูที่ดูเหมือนจะทำง่ายแสนง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำอร่อยทุกคน เพราะว่ามันมีเคล็ดลับซ่อนอยู่นั่นเอง ไปลองทำกันเลย

ส่วนผสม

  • กะหล่ำปลี 1 หัว
  • กระเทียมสับหยาบ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล ½ ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ
1.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน นำกระเทียมที่เตรียมไว้ ลงไปผัดในกระทะให้มีกลิ่นหอม
2.จากนั้นใส่กะหล่ำปลี ลงไปผัด ขั้นตอนนี้เราจะใช้ไฟแรงในการผัด เราจะยังไม่ใส่น้ำปลา จังหวะนี้ ผัดให้กระหล่ำปลี มีน้ำมันเคลือบที่ผิว และเริ่มหดตัว
3.เมื่อกะหล่ำปลีหดตัว และมีน้ำมันเคลือบที่ผิวแล้ว ใส่น้ำปลาลงไป เคล็ดลับในการผัด เราจะไม่ใส่น้ำปลาลงไปที่ตัวของกะหล่ำปลี เราจะใส่ที่ขอบกระทะ จะทำให้น้ำปลามีกลิ่นหอมมาก น่ารับประทาน
ตัดรสชาติด้วยน้ำตาลทรายเล็กน้อย  แล้วค่อย ๆ ผัดให้ เข้ากัน
4.จัดเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ หรือใครจะทานคู่กับข้าวต้มก็อร่อยไม่แพ้กัน

 

Read: ตู้แช่ผัก SGE คุ้มค่า คุ้มราคา ส่งตรงจากโรงงาน รักษาอุณหภูมิได้คงที่ ทำความเย็นได้สม่ำเสมอ ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ประหยัดไฟ ทำความเย็นได้รวดเร็ว ทำให้ผักสด หรือตลอดเวลา 

 

บัตเตอร์เค้กบราวนี่ หรือ บัตเตอร์เค้ก (Butter Cake) เป็นอีกเมนูเบเกอรี่สุดฮอต มีเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มละมุนลิ้น แถมยังหอมกลิ่นเนยเต็ม ๆ คำ กินได้ทุกเพศทุกวัย และยังทำง่าย อีกด้วย สำหรับใครที่สนใจอยากลองทำกินเอง แอดมินขอนำเสนอ บัตเตอร์เค้กบราวนี่ วิธีทำ บัตเตอร์เค้กบราวนี่ แบบง่าย ๆ ถ้าไม่มีเตาอบ เราก็มีสูตรเค้กเนยสดหม้อหุงข้าวมาฝากด้วย ใครมีฝีมือดี ๆทำขายได้เลยนะเนี่ย เอ้า ! ใครพร้อมแล้วไปตีแป้งกัน

ใจหนึ่งก็อยากทำเค้กเนยสด อีกใจก็อยากทำบราวนี่ คงจะดีถ้าจับมามัดรวมกลายเป็นเค้กก้อนเดียวกันเนอะ แอดมินขอนำเสนอวิธีทำบราวนี่บัตเตอร์เค้ก (Brownie Butter Cake) สูตรจาก ครัวป้ามารายห์ หน้าตาสุดแนว รสชาติอร่อยลงตัว ลองทำเก็บไว้กินตบท้ายเมนูอาหารกันดูสิครับ

 

เรื่องน่ารู้ : กระดาษไขรองอบ กระดาษพาร์ชเมนต์ เป็นกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตเพื่อทำให้มีความเหนียวเป็นพิเศษ โดยจุ่มกระดาษในกรดซัลฟูริกเข้มข้นเป็นเวลาสั้นๆ นำไปล้างและทำให้เป็นกลางก่อนนำไปอบรีดให้แห้งจากนั้นจึงนำไปเคลือบด้วยสารซิลิโคน กระดาษไขรองอบ ทนต่อความชื้น ไขมัน และอุณหภูมสูงถึง 400 องศาฟาเรนไฮต์ เหมาะสำหรับปูรองอบคุ๊กกี้ สามารถใช้ได้ทั้งสองด้าน สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 8-10 ครั้งในการอบขนมที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส หรือ 6-7 ครั้งที่อุณหภมิ 230 องศาเซลเซียส

 

ส่วนผสม บราวนี่

  • ดาร์กช็อกโกแลต 150 กรัม
  • เนยสดรสเค็ม 60 กรัม
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม
  • ไข่ไก่ (เบอร์ 2) 1 ฟอง
  • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 90 กรัม
  • ส่วนผสม บัตเตอร์เค้ก
  • เนยสดรสเค็ม 110 กรัม
  • น้ำตาลทราย 75 กรัม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 85 กรัม
  • ผงฟู 1/4 ช้อนชา

วิธีทำบราวนี่บัตเตอร์เค้ก

 

  1. ทำบราวนี่โดยละลายดาร์กช็อกโกแลตกับเนยสดบนชามผสมที่วางบนหม้อน้ำร้อน คนจนละลาย ยกออกจากหม้อน้ำร้อน
  2. ใส่น้ำตาลทราย ไข่ไก่ และกลิ่นวานิลลา ตะล่อมให้เข้ากัน
  3. บัตเตอร์เค้กบราวนี่
  4. ร่อนแป้งลงไปในชามผสม ตะล่อมให้เข้ากัน
  5. บัตเตอร์เค้กบราวนี่
  6. บีบลงไปในพิมพ์ ประมาณ 1/3 พิมพ์
  7. บัตเตอร์เค้กบราวนี่
  8. ทำบัตเตอร์เค้กโดยใส่เนยสดกับน้ำตาลทรายลงในอ่างผสม ตีเนยจนขึ้นฟูเล็กน้อย ใส่ไข่ไก่กับกลิ่นวานิลลาลงไป ตีให้เข้ากัน
  9. บัตเตอร์เค้กบราวนี่
  10. ร่อนแป้งและผงฟูลงไป ตะล่อมให้เข้ากัน
  11. บีบลงไปในพิมพ์ ประมาณ 2/3 พิมพ์ นำไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง ประมาณ 20 นาที
  12. เสร็จแล้วจ้า น่ากินไหมครับ
Cr. cooking.kapook.com