10 พันธุ์ข้าวยอดนิยมที่ชาวนาต้องรู้จัก!

เริ่มกันที่พันธุ์ข้าวจ้าวยอดนิยม มีทั้งหมด 7 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 , ข้าว กข15 ,ข้าวปทุมธานี 1 , ข้าว กข 81 , ข้าว กข 41 , ข้าว กข 47 และข้าว กข 57

ขาวดอกมะลิ 105 

คือ พันธุ์ข้าวเจ้าหอมที่มีความสูงประมาณ 140 เซนติเมตร มีความไวต่อช่วงแสง และเมล็ดข้าวมีลักษณะเรียวยาว ข้าวขาวดอกมะลิ 105 สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 363 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี สามารถทนแล้งได้ เมล็ดข้าวมีคุณภาพในการสี มีกลิ่นหอม อ่อนนุ่ม และสามารถทนต่อสภาพดินเปรี้ยว และดินเค็มได้
ข้อด้อย ไม่สามารถต้านทานโรคข้าวและแมลงข้าวได้
พื้นที่แนะนำในการปลูก บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน


กข 15 

คือ พันธุ์ข้าวเจ้าที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ของข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยมีความสูงประมาณ 140 เซนติเมตร มีความไวต่อช่วงแสง และเมล็ดข้าวมีลักษณะปลายบิดงอเล็กน้อย สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 560 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี สามารถทนแล้งได้ เก็บเกี่ยวได้เร็ว เมล็ดข้าวมีคุณภาพในการสี มีกลิ่นหอม อ่อนนุ่ม นวดง่าย และสามารถต้านทานโรคจุดสีน้ำตาลได้
ข้อด้อย ลำต้นล้มง่าย เมล็ดร่วงง่าย ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้งและโรคไหม้ในข้าว อีกทั้งไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดด หนอนกอข้าว และแมลงบั่ว
พื้นที่แนะนำในการปลูก บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ปทุมธานี 1 

คือ พันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ผสมที่ถูกวิจัยที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยมีความสูงประมาณ 104-133 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสงเมล็ดข้าวมีขน และมีหางเล็กน้อย สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 650-774 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี ได้ผลผลิตสูง คุณภาพเมล็ดคล้ายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่มีกลิ่นหอม อ่อนนุ่ม สามารถต้านทานขอบใบแห้ง และโรคไหม้ อีกทั้งยังสามารถต้านทานเพลี้ยกระโดดได้ดี
ข้อด้อย ไม่สามารถต้านทานโรคสีส้ม และโรคใบหงิก อีกทั้งไม่สามารถต้านทานเพลี้ยจั่กจั่นสีเขียว
พื้นที่แนะนำในการปลูก ภาคกลาง


กข 81 

คือ พันธุ์ข้าวเจ้าที่มีความสูงประมาณ 111-115 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสง คอรวงสั้น และเมล็ดมีท้องไข่น้อย สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 630 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี เป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง และมีคุณสมบัติที่เหมาะในการแปรรูปเป็นข้าวพองอบกรอบ
ข้อด้อย ไม่มีกลิ่นหอม และค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ย
พื้นที่แนะนำในการปลูก ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง

 

กข 41 

คือ พันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ผสมที่มีความสูงประมาณ 104 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นแข็ง เปลือกเมล็ดมีขนสั้น รูปร่างเรียว และมีท้องไข่น้อย สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 722 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี สามารถสีข้าวได้เต็มเมล็ด ให้ผลผลิตสูง สามารถต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้ได้ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันการแพร่ระบาดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ข้อด้อย ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง และอาจเกิดโรครุนแรงได้หากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเยอะเกินไป
พื้นที่แนะนำในการปลูก ภาคเหนือตอนล่าง

 

กข 47 

คือ พันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ผสมที่มีความสูงประมาณ 90-100 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นแข็งแรงมาก รวงและเมล็ดเรียวยาว สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 793 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี ให้ผลผลิตสูง สามารถต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดีกว่า กข 41 ต้านทานโรคไหม้ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันการแพร่ระบาดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้
ข้อด้อย ค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดด และโรคขอบใบแห้ง รวมถึงไม่ทนต่ออากาศเย็น
พื้นที่แนะนำในการปลูก ภาคเหนือตอนล่าง


กข 57 

คือ พันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ผสมเพื่อให้สามารถต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ โดยมีความสูงประมาณ 115-120 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสง กอตั้ง และเมล็ดร่วงง่าย สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 714 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี ให้ผลผลิตสูง มีเสถียรภาพดี สามารถให้ผลผลิตสูงถึง 1,169 กิโลกรัมต่อไร่ ที่อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี สามารถต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ และเหมาะกับทุกพื้นที่ปลูก
ข้อด้อย เมล็ดข้าวร่วงง่าย และความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน
พื้นที่แนะนำในการปลูก ทุกพื้นที่

สินค้าแนะนำที่ต้องมี คือ เครื่องซีลสูญญากาศ ของ SGE สามารถใช้คู่กับบล็อกข้าวเพื่อซีลบล็อคข้าว


ยังมีพันธุ์ข้าวเหนียวยอดนิยมอีก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าว กข 6 , ข้าว กข 10 และ ข้าวเหนียวสันป่าตอง 1

กข 6 

คือ พันธุ์ข้าวเหนียวที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์โดยการใช้รังสีทำให้เกิดการกลายพันธุ์ โดยมีความสูงประมาณ 154 เซนติเมตร ไวต่อช่วงแสง ทรงกอกระจายเล็กน้อย และเมล็ดเรียวยาว สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 666 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี ให้ผลผลิตสูง และทนแล้งได้ดีกว่าพันธุ์ข้าวเหนียวสันป่าตอง มีกลิ่นหอม สามารถต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาลได้
ข้อด้อย ไม่สามารถต้านทานโรคขอบใบแห้งและโรคไหม้ได้ อีกทั้งไม่สามารถต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและแมลงบั่วได้
พื้นที่แนะนำในการปลูก ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

กข 10 

คือ พันธุ์ข้าวเหนียวที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์โดยใช้รังสีนิวตรอนเร็ว โดยมีความสูงประมาณ 115 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสง เมล็ดข้าวเป็นทรงเรียวยาว ไม่ร่วงง่าย สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 660 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี เมล็ดข้าวไม่ร่วงง่าย สามารถให้ผลผลิตสูง และรับประทานได้ง่าย
ข้อด้อย ไม่สามารถต้านทานโรคไหม้ แมลงบั่ว และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้
พื้นที่แนะนำในการปลูก ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

เหนียวสันป่าตอง 1 

คือ พันธุ์ข้าวเหนียวพันธุ์ผสมที่ได้ถูกวิจัยที่สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง โดยมีความสูงประมาณ 119 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสง รวงข้าวแน่น และใบแก่ช้า สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 630 กิโลกรัมต่อไร่
ข้อดี ให้ผลผลิตสูง เป็นข้าวเหนียวที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี สามารถต้านทานโรคไหม้ และโรคขอบใบแห้งได้
ข้อด้อย ไม่สามารถต้านทานโรคใบสีส้ม และแมลงบั่ว
พื้นที่แนะนำในการปลูก ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

cr. ขอขอบคุณข้อมูลพันธุ์ข้าวจากกองวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว กรมการข้าว

คนรักสุขภาพส่วนใหญ่ จึงเลือกมองหาสิ่งแปลกใหม่จากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยอยู่ก่อนแล้ว แม้ว่านิสัยการกินของแต่ละคนจะได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก แต่การเปลี่ยนแปลงความเคยชินในการกินย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกวัย และเกิดผลลัพธ์ตามมาในแบบที่เลือกดื่มกิน เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนนิยมดื่มกันนั่นเอง ไปดูเมนูเพื่อสุขภาพกันเลย

 

 

 

ปวยเล้งกับแอปเปิลเขียวเพิ่งทำไปเมื่อวาน วันนี้ขอลองทำปวยเล้งผสมแตงกวากับสับปะรดบ้างดีกว่า สูตรนี้ได้รสหวานและเปรี้ยวจากธรรมชาติ ใส่แตงกวาดับกลิ่นเหม็นเขียว
ส่วนผสม สับปะรด+แตงกวา+ปวยเล้งปั่น

  • สับปะรดหั่น 1 ถ้วยตวง
  • แตงกวา 1 ลูก
  • ปวยเล้ง 1 ถ้วยตวง
  • น้ำสะอาด

วิธีทำสับปะรด+แตงกวา+ปวยเล้งปั่น
     1. ล้างแตงกวาและปวยเล้งให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้
     2. นำส่วนผสมทุกอย่างลงไปปั่น หากคิดว่าเนื้อข้นไป ให้เติมน้ำสะอาดลงไปในส่วนผสมได้
     3. ปั่นต่อจนทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่แก้ว พร้อมดื่ม

 

น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน
น้ำกระเจี๊ยบบรรจุขวดทั่วไปดื่มแล้วชื่นใจ แต่ถ้าเพิ่มพุทราจีนลงไปหน่อยจะทำให้มีความหวานหอมกลมกล่อมและมีประโยชน์มากขึ้น

ส่วนผสมน้ำกระเจี๊ยบ

  • ดอกกระเจี๊ยบแดงแห้ง 2 กำมือ
  • พุทราจีน 2 กำมือ
  • น้ำ 3 ลิตร
  • เกลือป่น 2 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย


วิธีทำน้ำกระเจี๊ยบ
1.ล้างดอกกระเจี๊ยบแดงแห้งและพุทราจีนในน้ำสะอาด เอาเศษฝุ่นออก (อย่าแช่น้ำนานเพราะจะทำให้เสียรสชาติและคุณค่าทางอาหาร)
2.ต้มน้ำจนเมื่อน้ำเดือดจัดแล้ว จึงใส่กระเจี๊ยบกับพุทราจีนลงไปต้ม ปิดฝา แต่ยังคงไฟร้อนไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นหรี่ไฟลงให้ร้อนปานกลาง ต้มทิ้งไว้อีก 15 นาที โดยปิดฝาไว้ตลอดเวลา (เคี่ยวจนน้ำเริ่มเปลี่ยนสี)
3.เสร็จแล้ว ค่อย ๆ เทน้ำตาลทรายและเกลือป่นลงไป คนผสมให้ละลาย ในปริมาณที่ชิมแล้วออกหวานเล็กน้อยหรือรสตสมชอบ และไม่มีรสขื่น เท่านี้ก็ใช้ได้
4.กรองน้ำกระเจี๊ยบพุทราจีนด้วยผ้าขาวบางใส่ลงในหม้อสเตนเลสอีกใบ เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย พักให้น้ำสมุนไพรเย็นตัวพอที่จะกรอกในขวดพลาสติกขนาด 200 ซีซี ได้ (ที่จำหน่ายขั้นต่ำขวดละ 10 บาท)

น้ำเสาวรส
น้ำเสาวรสเอาใจคนรักสุขภาพ เชื่อเถอะว่าต้องขายดีแน่นอน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน

ส่วนผสมน้ำเสาวรส

  • เนื้อเสาวรส 2 กิโลกรัม
  • น้ำเปล่า 2 ลิตร
  • น้ำตาลทราย 800 กรัม
  • เกลือป่นหยาบ 2 ช้อนชา


วิธีทำน้ำเสาวรส

ใส่เนื้อเสาวรสและน้ำเปล่าลงในโถปั่นน้ำผลไม้ ปั่นจนละเอียด จากนั้นเทใส่หม้อ
ยกขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่น คนจนส่วนผสมเดือด ยกลงกรองผ่านกระชอน หรือผ้าขาวบาง รอจนอุ่นหรือเย็น บรรจุใส่ขวด พร้อมดื่ม
 

น้ำหล่อฮั้งก้วย
น้ำหล่อฮั้งก้วย น้ำสมุนไพรขวดสุดฮิตประจำหน้าร้อนต้อง สูตรนี้ใส่ดอกเก๊กฮวยเพิ่มความหอมด้วย วิธีทำไม่ยาก เตรียมขวดให้พร้อม ต้มเสร็จรอให้เย็นแล้วบรรจุขวด

ส่วนผสมน้ำหล่อฮั้งก้วย

  • หล่อฮั้งก้วย 4-5 ผล
  • น้ำเปล่า 3 ลิตร
  • ดอกเก๊กฮวยตากแห้ง 2 กำมือ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • น้ำตาลทราย (ตามชอบ)


วิธีทำน้ำหล่อฮั้งก้วย

1.ล้างผลหล่อฮั้งก้วยให้สะอาดแล้วบิให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในหม้อแล้วเทน้ำเปล่าลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที

2.นำหม้อที่แช่หล่อฮั้งก้วยขึ้นตั้งไฟอ่อน ใส่ดอกเก๊กฮวยตากแห้งลงไป เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ประมาณ 30 นาที จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป (ปริมาณตามชอบ) ชิมรส พอครบเวลาปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็นเล็กน้อย

3.นำน้ำหล่อฮั้งก้วยไปกรองผ่านตะแกรง รอจนอุ่นหรือเย็น บรรจุใส่ขวด พร้อมดื่ม

น้ำจับเลี้ยง
น้ำจับเลี้ยงดื่มเมื่อไรสดชื่นทุกครั้ง ยิ่งอากาศร้อนแบบนี้เป็นจังหวะที่ดีอย่างยิ่งเลยค่ะ ทำใส่ขวดขายซะเลย เงินจงมา…

ส่วนผสมน้ำจับเลี้ยง

  • ชุดจับเลี้ยงสำเร็จรูป (50-70 กรัม) จำนวน 1 ห่อ
  • น้ำ 2 ลิตร
  • น้ำตาลทราย หรือน้ำตาลทรายแดง (ตามชอบ)


วิธีทำน้ำจับเลี้ยง

1.ใส่เครื่องจับเลี้ยงลงในหม้อ ตามด้วยน้ำ ต้มไฟอ่อนจนเดือด และน้ำเปลี่ยนสี ประมาณ 20 นาที ยกลงจากเตา กรองด้วยผ้าขาวบาง เอาเฉพาะน้ำ เทกลับใส่หม้อ นำขึ้นตั้งไฟ

2.ใส่น้ำตาลทราย คนผสมให้เข้ากัน ต้มจนเดือด ยกลงจากเตา รอจนอุ่นหรือเย็น บรรจุใส่ขวด พร้อมดื่ม

น้ำเก๊กฮวย
น้ำเก๊กฮวยกลิ่นหอมและดื่มง่าย สูตรนี้มีความหอมจากกลิ่นใบเตยด้วย ทำง่าย ๆ รับรองได้กำไรดีทีเดียว

ส่วนผสมน้ำเก๊กฮวย

  • ดอกเก๊กฮวย 1 กำมือ
  • น้ำ 2 ลิตร
  • น้ำตาลทราย 500 กรัม
  • ใบเตย 10 ใบ


วิธีทำน้ำเก๊กฮวย
1.ต้มน้ำ ใส่ใบเตยลงไป รอจนเดือดกับใบเตยจนเดือด ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไปเคี่ยวสักพัก
2.ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย รอจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ พักไว้จนเย็น
3.พอน้ำเก๊กฮวยเริ่มอุ่น ยกลงกรองกับผ้าขาวบาง (*** ระหว่างแช่ดอกเก็กฮวยห้ามคนเด็ดขาด จะทำให้ขม***)
4.บรรจุใส่ขวด พร้อมดื่ม


สินค้าแนะนำ ตู้แช่เย็น 1 ประตู จาก SGE สำหรับแช่เครื่องดื่ม แช่ไวน์ ไวน์แดง ไวน์ขาว ที่มีระบบกระจายความเย็นทั่วถึงทุกชั้นทำให้สินค้าได้รับความเย็นทั่วถึง ประหยัดไฟ ตู้แช่เย็น 1 ประตู ราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับในตลาด


น้ำดอกคำฝอย
น้ำดอกคำฝอยสรรพคุณแจ่มแต่หาดื่มยากเหมือนกันนะคะ ลองทำเป็นน้ำสมุนไพรขวดขายสิรับรองขายดิบขายดี สูตรนี้นอกจากใส่ดอกคำฝอยลงไปต้มกับน้ำแล้วยังใส่ดอกเก๊กฮวยเพิ่มกลิ่นหอมอีกด้วย เพิ่มความหวานจากน้ำเชื่อมอีกนิด ลูกค้าดื่มต้องติดใจแน่นอน

ส่วนผสมน้ำดอกคำฝอย

  • น้ำ 2 ลิตร
  • ดอกคำฝอยแห้ง 4 ช้อนโต๊ะ
  • ดอกเก๊กฮวยแห้ง 1 กำมือ
  • น้ำตาลทราย (ตามชอบ)


วิธีทำน้ำดอกคำฝอย

1.ใส่น้ำ ดอกคำฝอย และดอกเก๊กฮวยลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟแรงต้มจนเดือดและน้ำเริ่มเปลี่ยนสี
2.ลดไฟอ่อนลง เติมน้ำตาลทรายลงไปคนผสมให้ละลาย ชิมรสตามชอบ ต้มต่ออีกสักครู่
3.ยกลงจากเตา กรองเอากากออก รอจนอุ่น ตักใส่ขวด พร้อมดื่ม

น้ำมะตูม
ใครสนใจอยากได้สูตรน้ำมะตูมเข้ามาจดสูตรได้เลยค่ะ เริ่มจากเอามะตูมแห้งไปย่างไฟจนหอมแล้วค่อยเอาไปต้มกับน้ำเปล่าค่ะ สูตรนี้ใส่น้ำตาลทรายแดงเพิ่มสีสันและรสหวานกลมกล่อม ถ้าพรุ่งนี้เช้าจะต้มน้ำสมุนไพรขวดขายไปซื้อมะตูมแห้งไว้รอเลย

ส่วนผสมน้ำมะตูม

  • มะตูมแห้ง 10 ชิ้น
  • น้ำ 2 ลิตร
  • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม


วิธีทำน้ำมะตูม

1.นำมะตูมแห้งไปย่างไฟ หรือคั่วในกระทะจนมีกลิ่นหอม เตรียมไว้
2.ใส่น้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟปานกลางใส่มะตูมที่ย่างไฟลงไปต้มจนเดือดและน้ำเปลี่ยนสี หรือนานประมาณ 30 นาที
3.จากนั้นใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปคนผสมจนน้ำตาลละลายหมด ชิมรส
4.ยกลงจากเตา กรองเอากากออก พักทิ้งไว้จนเย็น บรรจุใส่ขวด พร้อมดื่ม

 

Cr. siamcooking.net

 

 

 

 

 

 

อีกหนึ่งอาหาร "สุขภาพ" ที่กำลังมาแรงในปี 2020 คงหนีไม่พ้นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจาก "เคล" (Kale) หรือ "คะน้าใบหยัก" โดยพบว่าในช่วง 1-2 ปีมานี้ มีโปรดักส์อาหารเสริมจากผักเคลออกวางจำหน่ายตามท้องตลาดจำนวนมากในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เคลแคปซูล, เคลพาวเดอร์, เคลอบกรอบ(Chips), สมูทตี้เคล ฯลฯ 

สำหรับคนไทยคงคุ้นเคยกับ 'ผักคะน้า'  กันอยู่แล้วในเมนูอาหารไทยทั่วไป แต่สำหรับ "เคล" เป็นคะน้าที่มีหน้าตาแตกต่างออกไป ด้วยขอบใบที่มีลักษณะหยิกหยักไปมา และเป็นพืชที่เน้นกินใบเป็นหลัก

ว่าแต่.. เจ้าผักใบเขียวเข้มชนิดนี้มีประโยชน์อย่างไร?  และทำไม "เคล" จึงถูกเรียกว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดของหนุ่มสาวสายสุขภาพในยุคนี้? กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชวนหาคำตอบไปพร้อมกัน

"เคล" หรือ "คะน้าใบหยัก" มาจากที่ไหน?
"เคล" เป็นผักที่มีตระกูลเดียวกับ  กะหล่ำปลี  กะหล่ำดอก กะหล่ำบรัสเซลส์  และบร็อคโคลี ผักเคลมีหลากหลายสายพันธุ์  ใบอาจมีได้ตั้งแต่สีเขียว สีม่วง ขอบใบเรียบหรือขอบใบเป็นลอน แต่ที่เป็นที่พบมากที่สุดคือ เคลใบหยักสีเขียวเข้มและมีลำต้นที่แข็งเป็นเส้นๆ

 

ผักเคลมีต้นกำเนิดในแถบประเทศเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและเอเชียไมเนอร์  ซึ่งได้รับการเพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารตั้งแต่ปี 2000 ก่อนคริสตศักราช  ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช คะน้าใบหยิกและคะน้าใบแบนถูกพบในประเทศกรีซ  ซึ่งชาวโรมันเรียกว่า 'คะน้าซาเบลเลียน' ถือเป็นบรรพบุรุษของคะน้าสมัยใหม่

จากนั้นผักเคลได้แพร่กระจายออกไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 13  และยังพบบันทึกของชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 14 เขียนถึงผักเคลประเภทต่างๆ อีกทั้งพบผักเคลบางสายพันธุ์มาจากประเทศรัสเซียด้วย  ต่อมาผักเคลถูกนำเข้ามาในแคนาดาและสหรัฐอเมริกาโดยพ่อค้าชาวรัสเซียในศตวรรษที่ 19  จากนั้นผักเคลก็ถูกแพร่ขยายไปสู่โครเอเชีย  มีการปลูกผักเคลกันอย่างแพร่หลายในโครเอเชียเพราะปลูกง่ายและราคาไม่แพง  จากนั้นมันเป็นที่นิยมมากขึ้นในฐานะผักที่กินได้ในช่วงปี ค.ศ. 1990 เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

"เคล" ในปี 2020 ซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิต!
มาถึงในยุคนี้ "เคล" ถูกขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งผักสีเขียวทั้งมวล (Queen Of Greens) และได้รับการยอมรับว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดหรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและหลากหลาย เมื่อเทียบกับผักประเภทอื่นๆ ในปริมาณที่เท่ากัน 

โดยผักเคลต้มสุก 1 ถ้วยหรือประมาณ 118 กรัม มีสารอาหารมากมาย เช่น โปรตีน, แคลเซียม, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม,  ธาตุเหล็ก,  วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินเค, วิตามินบี1 บี2 บี3, ไฟเบอร์ และที่โดดเด่นสุดๆ คือมีสารลูทีนและซีแซนทีน ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยดูแลดวงตาได้อย่างดี

นอกจากนี้ "เคล"  ยังเป็นผักที่มีแคลอรี่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ และด้วยความที่มันเป็นผักที่มีสารอาหารหลากหลาย การกินผักเคลให้มากขึ้นจึงเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มปริมาณสารอาหารให้ร่างกาย

10 ประโยชน์จาก "เคล" ที่คนรักสุขภาพต้องรู้ 
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ผักเคล  เป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย หากรับประทานเป็นประจำจึงมีส่วนช่วยให้สามารถป้องกันปัญหาสุขภาพต่างๆ  ได้ 


1.  เคลมีไฟเบอร์สูง ช่วยลดความเสี่ยง "โรคเบาหวาน"

สมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน แนะนำให้บริโภคอาหารในกลุ่มที่อุดมไปด้วยวิตามิน  แร่ธาตุ  กากใยไฟเบอร์  และสารต้านอนุมูลอิสระสูง เนื่องจากมีหลักฐานทางการแพทย์พบว่าอาหารในกลุ่มนี้ช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้

โดยเฉพาะผักที่มีไฟเบอร์สูงก็ยิ่งมีประโยชน์ในแง่ของการป้องกันโรคเบาหวานมากขึ้น  มีการศึกษาวิจัยในปี 2018 ชิ้นหนึ่งระบุว่าผู้ที่บริโภคใยอาหารในปริมาณสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 น้อยกว่าคนที่บริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์น้อยหรือไม่บริโภคเลย นอกจากนี้การบริโภคผักไฟเบอร์สูงยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

2.  ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันโรคความดันสูง

จากการศึกษาขององค์กร Cochrane เมื่อปี 2559 พบว่าการบริโภคอาหารไฟเบอร์สูงส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดลดลง  และทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ ผู้ที่บริโภคกากใยไฟเบอร์มากขึ้นมีแนวโน้มที่จะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิด  “ไม่ดี” (LDL) ลดลง 

(Cochrane เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ได้แสวงหากำไร มีหน้าที่สร้างฐานความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลการรักษาผู้ป่วยจากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งผลิตและเผยแพร่งานวิจัยเชิงสังเคราะห์ Healthcare intervention และสนับสนุนการค้นคว้าทางการแพทย์ด้าน Clinical trials)

3.  เคลมีลูทีนและซีแซนทีนสูง ช่วยปกป้องดวงตา

ผักเคลมีสารสำคัญอย่างลูทีนและซีแซนทีนในปริมาณสูง  ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากในผักเคลหรือคะน้าใบหยัก  เป็นสารสำคัญทรงพลังที่ช่วยปกป้องดวงตา ไม่ให้สายตาแย่ลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารลูทีนและซีแซนทีนเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจกได้

4.  เคลมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันมะเร็ง

ผักเคลมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามินซี  เบต้าแคโรทีน  และซีลีเนียม ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง มีผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนที่รับประทานผักที่มีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่างๆ เพราะสารเหล่านี้จะช่วยป้องกันความผิดปกติและการอักเสบต่างๆ ของเซลล์ในร่างกายได้

5.  เคลมีคลอโรฟิลล์สูง ช่วยดักจับสารก่อมะเร็ง

ผักเคลมีคลอโรฟิลล์สูง ซึ่งสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซึม "เอมีนเฮเทอโรไซคลิก" หรือสารก่อมะเร็งจากอาหารประเภทปิ้งย่างได้  จริงๆ แล้วร่างกายมนุษย์ไม่สามารถดูดซึมคลอโรฟิลล์ได้มากนัก แต่คลอโรฟิลล์สามารถดักจับกับสารก่อมะเร็งเหล่านี้และป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซึมเข้าไปได้ ด้วยวิธีนี้ผักเคลจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลงได้

6.  ผักเคลมีโพแทสเซียม ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association : AHA) มีคำแนะนำผู้คนให้บริโภคอาหารที่มีโพแทสเซียมมากขึ้น  เนื่องจากโพแทสเซียมสามารถลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง ของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยผักเคลก็เป็นผักอีกชนิดที่มีสารโพแทสเซียมอยู่ค่อนข้างมากเช่นกัน

7.  เคลอาจช่วยลดน้ำหนักได้ดีขึ้น

ผักเคลมีคุณสมบัติหลายประการที่เป็นมิตรต่อการ  "ลดน้ำหนัก"  นั่นคือ แคลอรี่ต่ำมาก มีไฟเบอร์ และมีน้ำปริมาณมาก แม้จะกินเยอะชามใหญ่ก็ไม่ทำให้อ้วนแถมยังช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน การรับประทานผักที่มีพลังงานต่ำแบบนี้จึงช่วยลดน้ำหนักได้

8.  มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ช่วยบำรุงผิวหนังและเส้นผม

ผักเคลอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนที่ดีซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์ที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอตามที่ต้องการ  โดยเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการบำรุงรักษาเนื้อเยื่อของร่างกายทั้งหมด รวมถึงผิวหนังและเส้นผม

9.  เคลเป็นแหล่งแร่ธาตุที่ดี

ผักเคลเป็นแหล่งแร่ธาตุที่ดีที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับเพียงพอในแต่ละวัน โดยแร่ธาตุต่างๆ  ที่จำเป็นต่อร่างกายพบว่ามีอยู่ในผักเคลเกือบครบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น "แคลเซียม" สำคัญต่อสุขภาพกระดูกและฟัน,  มีแมกนีเซียมซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 และโรคหัวใจได้  มีสารออกซาเลตต่ำ ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุได้ดี (ผักบางชนิดมีออกซาเลตสูง ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุไม่ได้)

10.  ไม่ควรกิน "เคล" มากเกินไป

แม้เคลจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ก็ไม่ควรรับประทานจนเกินความพอดี เพราะหากบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ได้  หากคุณมีภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำหรือที่เรียกว่าไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าสามารถบริโภคผักเคลได้มากน้อยแค่ไหนจึงจะพอดีและไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย

 

สินค้าแนะนำ: ตู้แช่ผัก ตู้แช่ผลไม้จาก SGE ที่ทำความเย็นได้อย่างสม่ำเสมอ กระจายความเย็นช่วยให้ผักเคลสดนาน และตู้แช่ผักของเรายังควบคุมอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 0- 10 องศา (โดยอุณหภูมิในการเก็บรักษาผักที่ดีควรอยู่ที่ประมาณ 10 องศา) โดยตู้แช่ผักของเราทำความเย็นด้วยระบบ Fan cool ไม่มีน้ำแข็งเกาะ เย็นเร็ว ประหยัดไฟ ราคาไม่แพงแน่นอน

Dalgona candy หากใครได้ดูซีรี่ส์ชื่อดังเรื่อง Squid Game ทาง Netflix คงจะคุ้นเคยกับเจ้าขนมชนิดนี้เป็นอย่างดี เมื่อมันกลายเป็นเกมด่านที่ 2 ซึ่งผู้เล่นจะต้องแกะเอาDalgona ออกมาให้ได้ตามลวดลายที่ปรากฏ หากใครทำไม่สำเร็จจะถูกฆ่าตาย จนกลายเป็นฉากลุ้นระทึกฉากหนึ่งที่ทำเอาผู้ชมแทบนั่งไม่ติด และกลายเป็นกระแสที่โด่งดังไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ยอดขายของขนมDalgona ในประเทศเกาหลี พุ่งสูงอย่างถล่มทลาย ชนิดที่ว่าคนขายไม่ได้กลับบ้าน ต้องทำขายติดต่อกัน 7 วัน 7 คืนเลยทีเดียว

หากใครอยากทำขนมDalgona สำหรับนำมาเล่นเกมแกะขนมเหมือนอย่างใน Squid Game ตลอดจนทำขายเพื่อเกาะกระแส สร้างรายได้ในช่วงนี้แล้วละก็แอดมิน มีสูตรมาแนะนำ พร้อมกับประวัติและเรื่องราวของขนมน้ำตาลชนิดนี้อย่างเจาะลึก ก่อนที่จะกลายมาเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกในเวลานี้

สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสความยากในการแกะขนมดัลโกนาก็สามารถลองทำขนมดัลโกนาเองได้ที่บ้าน เพียงแค่มีน้ำตาลทรายแดงและเบกกิ้งโซดาก็สามารถทำขนมหวานเมนูนี้ได้แล้ว และอย่าลืมพิมพ์ตัดคุกกี้สำหรับทำลวดลายด้วย

ใส่น้ำตาลทรายแดงลงในทัพพีสเตนเลส (นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางพื้นที่ถึงเรียกขนมชนิดนี้ว่า กุกจา ที่แปลว่าทัพพี) นำทัพพีไปจ่อกับเตาแก๊สไฟปานกลาง
กวนน้ำตาลให้สุกทั่วถึงกันและเพื่อไม่ให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งไหม้ไปก่อน โดยตรงขอบขนมจะไหม้ก่อนเสมอ ระวังให้ดี
เมื่อน้ำตาลละลายจนเนื้อเนียน ใส่เบกกิ้งโซดาลงไป จะทำให้สีของขนมอ่อนลง กวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
เทขนมลงบนถาดสเตนเลส แล้วหาอะไรก็ได้ที่พื้นผิวแบนเรียบมากดทับขนมให้แบนเป็นแผ่น (ใช้วัสดุสเตนเลสจะดีที่สุด เพราะตัวขนมจะไม่ติดขึ้นมาจนเสีย)
ให้รีบใช้พิมพ์คุกกี้กดลงไปตรงกลางขนมก่อนที่น้ำตาลจะแข็งตัว ยิ่งกดลงไปแรงก็ยิ่งทำให้แกะลวดลายง่ายขึ้น
รอให้น้ำตาลแข็งตัว เท่านี้ก็ได้ขนมดัลโกนาแล้ว ทำง่ายมากเลยใช่ไหม

 

สินค้าแนะนำ ถาดอบขนม (ฺBaking Tray) แข็งแรง ทนทาน ผลิตจากเหล็ก นำความร้อนได้ดีเยี่ยม เป็นที่นิยมในแวดวงเบเกอรี่ การรันตีสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด คุ้มค่าแน่นอน

 

ความพิเศษของเนื้อ อยู่ที่การมีชั้นไขมันแทรก ยิ่งมีไขมันแทรกเยอะเนื้อวัวนั้นก็ยิ่งนุ่ม เด้งสู้ลิ้น อย่างมาก ใครๆ ที่เป็นสายเนื้ออาจจะหาร้านที่ขาย เมนูเนื้อ ได้ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่ขายอาหารทั่วไป ไม่ได้เป็นร้านที่ขายเมนูเนื้อโดยเฉพาะ อาหารหรือเมนูอาจจะไม่ค่อยถูกใจสาวกคนรักเนื้อเท่าไหร่นัก จริงๆแล้วเมนูเนื้อวัวสามารถนำมารังสรรค์เมนูได้ง่ายๆ ได้ที่บ้าน ไม่ต้องไปทานไกลถึงร้านหรูๆ วันนี้แอดมินจะพาไปดูสูตรอาหารที่มีเนื้อเป็นตัวชูโรง “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอนไปดูกันเลย

 

ต้มแซ่บเนื้อวัว 

สูตรต้มแซ่บ อาหารอร่อยๆ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำอาหารเข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูแกง

ส่วนผสมสำหรับทำต้มเนื้อวัว
  • เนื้อวัวส่วนติดมันและติดเอ็น 1 กิโลกรัม
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • ข่าแก่ หั่นบางๆ 4 ชิ้น
  • มะเขือเทศหั่น 3-4 ชิ้น
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
  • ต้นตะไคร้ หั่นเป็นท่อน 3-4 ท่อน
  • ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต้ะ
  • หอมแดง บุบหัว 3 หัว
  • ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต้ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต้ะ
  • พริกสดบุบ 4-5 เม็ด
  • พริกป่น 1 ช้อนชา
วิธีทำต้มแซ่บเนื้อวัว
เริ่มจากการต้มน้ำซุป โดยต้มน้ำให้เดือด ใส่ รากผักชี และ เนื้อวัว ลงไปต้มในน้่ำ เติมเกลือลงไป ต้มให้เนื้อวัวสุกนุ่ม และ น้ำซุกหอม
นำเนื้อวัวมาหั่นเป็นชื้นขนาดหนา พอดีคำ และ นำมาพักเอาไว้ก่อน
เริ่มการทำต้มเนื้อ โดย นำหม้อต้ม เติมน้ำซุปเนื้อ และ เนื้อวัวต้มลงไป
จากนั้นใส่ มะเขือเทศ หอมแดง ข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ลงไป ต้มให้กลิ่นหอมของสมุนไพรออกมาอย่างเต็มที่
ปรุงรสด้วย พริกสด พริกป่น น้ำปลา น้ำมะขามเปียกและน้ำตาลปี๊บ ชิมให้ได้รสชาติที่พอใจ
ใส่ผักชีฝรั่งลงไปด้วย ปิดไฟ เสริฟใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน
เคล็ดลับการทำต้มแซ่บเนื้อวัว

วิีธีทำต้มแซ่บ เทคนิคความอร่อยอยู่ที่ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การเตรียมอาหาร และการปรุงรส เทคนิคการทำที่เพิ่มความอร่อยของอาหาร รายละเอียด มีดังนี้

เนื้อวัว ต้องเลือกเนื้อวัวสดๆ ส่วนเนื้อติดมัน และ มีเอ็นผสม วิธีการเลือกซื้อเนื้อวัว ให้ดูที่สีเนื้อแดงสด เนื้อไม่แห้งมีความมัน เนื้อแน่น ตึง เด้ง ไม่มีกลิ่นเน่า หรือ เป็นสีม่วง
น้ำซุป ให้ใช้น้ำซุปสำหรับเนื้อวัว โดยเทคนิคการทำน้ำซุปวัว คือ ใช้เนื้อวัว กับ เกลือ ต้มให้ความหวานของน้ำซุปออกมา
น้ำซุปที่ใช้ในการทำต้มแซ่บ ให้ใช้น้ำซุปเนื้อ ความหอมหวานของน้ำซุป เพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร
เทคนิคการต้ม ข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ให้ใช้ไฟอ่อนๆ ค่อยๆต้มให้ความหอมของสมุนไพรออกมาอย่างเต็มที่
 
เนื้อสวรรค์
สูตรเนื้อสวรค์ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำอาหารเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร

ส่วนผสมสำหรับทำเนื้อสวรรค์
เนื้อวัวส่วนลูกมะพร้าว 5 กิโลกรัม
น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
น้ำปลา 1 ถ้วยตวง
ลูกผักชีบด 3 ช้อนโต้ะ
ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต้ะ
ผงยี่หร่า 1 ช้อนโต้ะ
งาขาว 1 ช้อนโต้ะ
พริกไทยป่น 1 ช้อนโต้ะ

 
วิธีทำเนื้อสววรค์
  1. หั่นเนื้อวัวเป็นแผ่นใหญ่ๆ ความหนาพอดีๆ ไม่บางไป หรือ ไม่หนาเกินไป
  2. เตรียมน้ำหมัก โดย ผสม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ลูกผักชี ซอสน้ำมันหอย ผงยี่หร่า งาขาว และ พริกไทยป่น ผสมให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน
  3. นำเนื้อวัวไปนวดในซอสที่เตรียมไว้ นวดให้ซอสเข้าเนื้อ จากนั้นนำเนื้อหมักไปแช่ช่องแข็ง 1 ชั่วโมง
  4. นำเนื้อไปตากลมให้แห้ง 3 ชั่วโมง สามารถเก็บไว้กินได้
  5. รับประทานโดยนำไปทอดให้สุก ทานกับข้าวหุงสุก หรือ ข้าวเหนียว
เคล็ดลับการทำเนื้อสวรรค์
เนื้อวัวให้เลือกใช้เนื้อโคขุน อย่างดี ส่วนลูกมะพร้าว จะได้เนื้อที่นุ่ม และ ไม่แข็งกระด้าง
เนื้อวัวให้เลือกใช้เนื้อที่สดใหม่ จึงจะได้เนื้อที่คุณภาพดีที่สุด
น้ำตาลเลือกใช้น้ำตาลปี๊บ จะให้ความหวานและหอม เข้าเนื้อได้ดี
การหั่นเนื้อวัวให้หั่นเป็นแผ่นใหญ่ๆ ไม่หั่นบางเกิดไป หรือ หั่นชิ้นเล็ก เพราะ จะทำให้เนื้อวัวแข็ง ไม่น่ารับประทาน
ให้นำเนื้อหมักไปแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง จะทำให้เนื้อเซ็ตตัว ซอสหมักเข้าเนื้อ ทำให้เนื้อวัวมีรสชาติ
ลูกผักชี มีกลิ่นเฉพาะตัว ช่วยดับกลิ่นของเนื้อวัวได้
 
สูตรเสือร้องไห้ 
ส่วนผสมและขั้นตอนการทำอาหารเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูเนื้อวัว

ส่วนผสมสำหรับทำเสือร้องไห้
  • เนื้อวัว หั่นแผ่นหนาประมาณ 1 เซ็นติเมตร 2-3 แผ่น
  • ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
  • ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต้ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต้ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ สำหรับทำน้ำจิ้ม
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต้ะ สำหรับทำน้ำจิ้ม
  • หอมแดงซอย 1 ลูก สำหรับทำน้ำจิ้ม
  • ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนชา สำหรับทำน้ำจิ้ม
  • ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต้ะ สำหรับทำน้ำจิ้ม
  • พริกป่น 1 ช้อนโต้ะ สำหรับทำน้ำจิ้ม
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา สำหรับทำน้ำจิ้ม
วิธีทำเสือร้องไห้
  1. เริ่มด้วยการหมักเนื้อก่อน นำเนื้อไปทุบก่อน จากนั้นไปหมัก ด้วย ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย พริกไทยป่น และซอสน้ำมันหอย นวดให้ส่วนผสมเข้าเนื้อ นวดให้น้ำซึมเข้าเนื้อจนน้ำหมักแห้ง นำไปแช่เย็น 1 คืน
  2. จากนั้นนำไปย่าง บนไปที่มีความร้อนปานกลาง หมันกลับทุก 2 นาที ย่างประมาณ 20 – 30 นาที ก็จะได้เนื้อย่างที่สุกพอดี
  3. นำมาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ และจัดใส่จาน เตรียมรับประทาน
  4. ทำน้ำจิ้ม โดย การ ผสม ข้าวคั่ว น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะนาว และ พริกป่น ผสมให้ส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากัน
  5. เสริฟเนื้อย่าง ทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว
เคล็ดลับการทำเสือร้องไห้
การเลือกเนื้อวัวให้เลือกเนื้อวัวส่วนที่ติดมัน และเป็นเนื้อที่ใหม่สด
ทุบเนื้อวัวให้บุบก่อน จะทำให้เนื้อนุ่ม
ใส่เครื่องหมัก นวด ให้เครื่องหมัก เข้าเนื้อ จากนั้นนำไปแช่ในตู้เย็น จนเครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อ
การย่างเนื้อให้ใช้ไฟปานกลาง จำทำให้เนื้อสุกพอดีที่ด้านนอกและด้านใน หากใช้ไฟแรง เนื้อจะไหม ไฟอ่อน ก็ไม่สุก
ข้าวคั่ว ต้องใช้ข้าวเหนียวคั่วใหม่แบบสดๆ จะได้ข้าวคั่วที่หอม จะได้น้ำจิ้มที่หอมอร่อย
น้ำตาลสำหรับหมักให้ใช้น้ำตาลทราย แต่ น้ำตาลสำหรับทำน้ำจิ้มให้เลือกใช้น้ำตาลปี๊บ
พริกป่น ให้เลือกใช้พริกขี้หนูสวนแห้ง นำมาป่นแบบใหม่ๆ จะได้พริกสีแดงสวย และมีรสเผ็ดอร่อย
สำหรับคนที่ไม่มีเตาสำหรับย่าง สามารถใช้กระทะย่าง โดยใส่น้ำมันแทนได้ หรือ ใช้เตาอบก็ได้ โดยใช้ความร้อน 250 องศา นาน 15 นาที ก้จะได้เนื้อย่างที่สุกพอดี
เสือร้องไห้ อาหารปิ้งย่าง เมนูเนื้อวัว วิธีทำเสือร้องไห้ ง่ายมาก สามารถทำกินเองที่บ้านได้ เนื้อวัวส่วนติดมัน นำมาหมัก และ ย่าง ทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว หอมๆ การหมักเนื้อ และ เทคนิคการย่างเนื้อ เป็นส่วนสำคัญของอาหารเมนูนี้
Cr. nlovecooking.com
 
แนะนำให้มี เครื่องสไลด์เนื้อ ติดบ้านไว้ โดย เครื่องสไลด์เนื้อ รุ่นใหม่ ล่าสุด จาก SGE ราคาไม่แพง มาพร้อมใบมีดสแตนเลสอย่างดี หินลับมีดที่ติดอยู่กับตัวเครื่อง เครื่องสไลด์เนื้อหมู อะลูมิเนียมอัลลอย ทำความสะอาดง่าย ปรับความหนาบางของเนื้อได้ 0 – 18 มม. ต้อง SGE เท่านั้น

ใบมะกรูด ให้เอาส่วนของแกนใบออก เนื่องจากแกนใบจะทำให้มีรสขม ไม่น่ารับประทาน
ความเปรี้ยวของเมนูนี้ เลือกใช้น้ำมะขามเปียก ที่มีความหวานและเปรี้ยว ไม่เปรี้ยวจี้ดเหมือนน้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก เหมาะสำหรับทำแกงอีสานมากที่สุด
ต้มแซ่บเนื้อวัว เมนูแกงง่ายๆ อาหารไทย เมนูเนื้อวัว วิธีทำต้มแซ่บเนื้อวัว ง่ายๆ ทำกินเองที่บ้านได้ เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่เนื้อวัวสดๆ น้ำซุปรสเข้มค้น หอมสมุนไพร ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด