สแตนเลส หากลองมองดู รอบๆ ตัวเราในปัจจุบัน จะเห็นว่า อุปกรณ์เครื่องครัว (Kitchenware) เครื่องใช้ และภาชนะต่าง ๆ ที่เราใช้กันอยู่นั้นมักทำมาจากสแตนเลส (Stainless Steel) เป็นส่วนใหญ่ ด้วยคุณสมบัติ ที่มีความแข็งแรง ทนต่อการใช้งาน ไม่แตกหักง่ายเหมือนแก้ว หรือกระเบื้อง ทั้ง หม้อ กระทะ แก้วน้ำ จานชาม หรือแม้แต่ ช้อนส้อม ที่เราต้องนำเข้าปากกันในทุกๆ วัน

แล้วเราจะมั่นใจได้หรือว่า สแตนเลสที่นำมาใช้นั้น เป็นสแตนเลสเกรดอาหาร (Stainless Food Grade) ที่ปลอดภัยต่อการบริโภคจริง ๆ ซึ่งวันนี้จะพามาทำความรู้จักกับ สแตนเลส304 (Stainless 304) ที่เราใช้การทำอาหารกัน ในแบบภาษาชาวบ้านๆ ที่ใครอ่าน ก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก และยังสามารถนำไปใช้ ประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อ อุปกรณ์เครื่องครัว ไปจนถึงเครื่องแปรรูปอาหาร วัตถุดิบต่างๆ ในท้องตลาดได้อีกด้วย

สแตนเลส (Stainless) หรือ สแตนเลส สตีล (Stainless Steel) ที่ใช้อยู่กันในปัจจุบันนั้น มีมากมาย หลากหลายเกรด โดยแบ่งตามมาตรฐาน ISO ซึ่งสแตนเลสที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการใช้ในครัวเรือน (Household) การผลิต และแปรรูปอาหาร การทำเบเกอรี่ (Bakery) ไปจนถึงอุปกรณ์เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ในโรงพยาบาล คือ สแตนเลส304 (Stainless 304) ซึ่งอยู่ในสแตนเลส ตระกูล ออสเทนิติค (Austenitic stainless steel) ที่ถือว่าเป็นสแตนเลส มาตรฐาน Food Grade นั่นเอง

 

สเตนเลส มีประเภทใดบ้าง ?

 
เมื่อ ทราบถึงคุณสมบัติของสเตนเลสแล้ว การจะตัดสินใจเลือกใช้สเตนเลสควรจะทราบว่าสเตนเลสมีประเภท และแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปสเตนเลสแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ตามโครงสร้างคือ ออสเทนนิติค เฟอร์ริติค ดูเพล็กซ์ มาร์เทนซิติค และเหล็กกล้าชุบแข็งแบบตกผลึก

ตระกูลออสเทนนิติค (Austenitic) หรือที่รู้จักกันใน “ซีรี่ส 300” ซึ่งประมาณได้ว่า 70เปอร์เซนต์ของการผลิตสเตนเลสในโลกนี้เป็นสเตนเลสตระกูลออสเทนนิติค ที่ประกอบด้วยคาร์บอนอย่างน้อย 0.15 เปอร์เซนต์ มีส่วนผสมของโครเมียมอย่างน้อย 16 เปอร์เซนต์ และ นิกเกิล หรือซึ่งช่วยปรับปรุง คุณสมบัติในการขึ้นรูปประกอบและเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อน บางเกรดจะมีแมงกานีสผสมอยู่ด้วย  โดยทั่วไปจะมีโครเมียน 18 เปอร์เซนต์ นิกเกิ้ล 10 เปอร์เซนตื และมักเรียกกันว่า 18/10 ซึ่งคล้ายกับ 18/0 และ 18/8
ตระกูลเฟอร์ริติค (Ferritic) มีสมบัติดูดแม่เหล็ก มีโครเมียมเป็นธาตุผสมหลักระหว่าง 10.5-27 เปอร์เซนต์ บางเกรดผสมนิกเกิ้ลลงไปเล็กน้อย บางเกรดผสมโมลิบดินัม หรืออลูมิเนียม ไททาเนียม
ตระกูลมาร์เทนซิติค (Martensitic) เป็น ตระกูลที่มีความต้านทานการกัดกร่อนน้อยกว่าออสเทนนิติค และเฟอร์ริติค แต่มีความทนทานและแข็งแรงมากกว่า มีคุณสมบัติดูดแม่เหล็ก โดยทั่วไปจะมีส่วนผสมของโครเมียม 12 -14 เปอร์เซนต์ โมลิบดินัม 0.2-1 เปอร์เซนต์  มีนิกเกิ้ล 0-2 เปอร์เซนต์และมีคาร์บอนผสม อยู่ประมาณ 0.1-1 เปอร์เซนต์ ซึ่งสามารถชุบแข็งได้โดยการให้ความร้อนแล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็วและอบ คืนตัว โดยทั่วไปจะรู้จักกันใน “ซีรี่ส -00”
ตระกูลดูเพล็กซ์ (Duplex) เนื่องจากมีโครงสร้างผสมระหว่าง โครงสร้างเฟอร์ไรต์และออสตไนต์ จึงทำให้มีความแข็งแรงมากกว่าออสเทนนิติคและมีความทนทานต่อการกัดกร่อนชนิด รูเข็ม ซอกอับ มีโครเมียมเป็นธาตุผสมอยู่ระหว่าง 19 ถึง 28 เปอร์เซนต์ โมลิบดินัมสูงกว่า 5 เปอร์เซนต์ และมีนิกเกิลน้อยกว่าตระกูลออสเทนนิติคใช้งานมากในสภาพแวดล้อมที่มีคลอไรด์ สูง
 
ตระกูลเพิ่มความแข็งโดยการตกผลึก  มีความต้านทานการกัดกร่อนเทียบเคียงกับตระกูลออสเทนนิติค มีความแข็งแรงมากกว่าตระกูลมาร์เทนซิติค เกรด 17-4H ที่รู้จักกันทั่วไป มีโครเมียมผสมอยู่ 17 เปอร์เซนต์และมีนิกเกิล 4 เปอร์เซนต์ ทองแดง และไนโอเบียม ผสมอยู่ด้วย เนื่องจาก สเตนเลสชนิดนี้สามารถชุบแข็งได้ในคราวเดียว จึงเหมาะสำหรับทำแกน ปั๊มหัววาล์ว และส่วนประกอบของ อากาศยาน
เพิ่มเติม

ซีรีส 200 – ตระกูลออสเทนนิติคที่มีส่วนผสมของแมงกานีสสูง
ซีรีส 300- ตระกูลออสเทนนิติค
304- เป็นเกรดในตระกูลออสเทนนิติคที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย บางครั้งเรียก18/8
316- เป็นเกรดในตระกูลออสเทนนิติคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายรองลงมา ใช้สำหรับเครื่องมือผ่าตัด อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยา บางครั้งเรียก “เกรดใต้น้ำ”เพราะ ทนทานการกัดกร่อนแบบคลอไรด์ได้ดี
ซีรีส 400- ตระกูลเฟอร์ริติค
ซีรีส 500- โลหะที่มีส่วนผสมของโครเมียมและทนความร้อนได้สูง
ซีร๊ส 600- ตระกูลมาร์เทนซิติคที่เพิ่มความแข็งโดยการตกผลึก
630- รู้จักกันดีใน 17-4 หรือหมายถึงมีส่วนผสมโครเมียม 17 เปอร์เซนต์ นิกเกิ้ล 4 เปอร์เซ็นต์

คุณสมบัติของสแตนเลส 304

เป็นเกรดของสแตนเลสที่เหมาะสม สำหรับการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการใช้ประโยชน์ในงานผลิตเครื่องครัว ด้วยคุณสมบัติที่ทนทาน แข็งแกร่ง ทำความสะอาดง่าย ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร คุณสมบัติของสแตนเลส 304 ประกอบไปด้วย ธาตุเหล็ก คาร์บอน โครเมี่ยม และนิกเกิล เรามักจะเห็นตัวเลขกลุ่มหนึ่งปรากฏต่อท้ายชื่อสแตนเลส เช่น 18-8 หรือ 18-10 ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ เป็นสแตนเลสในซีรี่ของ 304 เหมือนกัน ตัวเลขดังกล่าว เป็นตัวเลขที่บอกอัตราส่วนของธาตุโครเมี่ยมและธาตุนิกเกิล ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างคุณสมบัติพิเศษในเนื้อสแตนเลส เหล็กเป็นส่วนผสมหลักในสแตนเลส มีองค์ประกอบอยู่มากกว่า 50 %   ส่วนคาร์บอน มีอยู่ประมาณ 0.8% เพื่อช่วยให้เนื้อโลหะมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น

โครเมี่ยม เป็นตัวจับกับออกซิเจนในอากาศและในความชื้น ทำให้เกิดเป็นชั้นฟิล์มบางๆเคลือบผิวของแสตนเลส ช่วยป้องกันพื้นผิวไม่ให้เกิดการกัดกร่อน สึกหรอ นอกจากนี้ มันยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชิ้นงานอีกด้วย เมื่อเรามีการขัดถู ทำให้ชั้นฟิล์มนั้นเสียหายไป ปฏิกิริยาดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นใหม่แบบไม่รู้จบ เราจึงยกให้เครื่องครัวสแตนเลส 304 เป็นประเภทของเครื่องครัวที่ยิงใช้ยิ่งแกร่ง 
 
ในส่วนของนิกเกิล ซึ่งทำหน้าที่หลักทางเคมี คือการช่วยให้โลหะสแตนเลสมีความเสถียรมากขึ้น ไม่ทำปฏิกิริยากับสารใดใด และยังช่วยให้เครื่องครัวแสตนเลสเกิดความเงางามน่าใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ในแสตนเลส 304 ชนิด 18-10 ซึ่งเป็นงานสแตนเลสที่มีความเงากว่า 18-8 จึงนิยมใช้ในการทำช้อน ส้อม และมีดนั่นเอง
 
เลือก เครื่องซีลสูญญากาศ ทั้งที ต้อง SGE เท่านั้น มีให้เลือกทั้ง แบบใช้ตามครัวเรือนทั่วไป ที่มีปริมาณการใช้งานที่ไม่เยอะ สินค้าในหมวดนี้เหมาะมีกำลังในการผลิต 0-30 ถุง/วัน หากต้องการ เครื่องซีลสูญญากาศ ที่มีกำลังการผลิตมากกว่านี้ SGE ก็มีทั้งกึ่งอุตสาหกรรม รองรับกำลังผลิตระดับธุรกิจ SME ได้ หรือในระดับอุตสาหกรรมเลยที่ต้องการกำลังผลิตที่สูง และใช้กับถุงซีลสูญญากาศได้แทบทุกถุง ที่สำคัญตัวเครื่องยังทำจากสแตนเลส 304 ทุกชิ้น จึงปลอดภัย ทนทาน

เข้าสู่หน้าร้อนแบบเต็มๆ กันแล้ว หลายคนคงกำลังมองหาเมนูหน้าร้อนหวานเย็นชื่นใจดับร้อนกันแน่ๆ เราเลยไม่รอช้าหาสูตรน้ำแข็งใส หลากสไตล์ ทำง่าย สดชื่น ฟินรับหน้าร้อน! น้ำแข็งไสขวัญใจคนไทย ด้วยเนื้อสัมผัสนุ่มๆ ละลายในปาก พร้อมด้วยหน้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตามฤดู หรือแม้แต่นมสด ช็อกโกแลตก็อร่อยแล้ว แถมวิธีทำง่ายแสนง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องทำบิงซูให้ยุ่งยาก บอกเลยว่าหน้าร้อนนี้ ไปทำตามกันได้ โดนใจทั้งครอบครัวแน่นอน ว่าแต่จะมีบิงซูกี่สูตรบ้างที่เรารวบรวมมาให้ ตามมาดูเลยจ้่า!

 

ยิ่งอากาศบ้านเรา ก็ร้อนเป็นพิเศษ ทำให้ใครต่างก็อยากกินของหวานเย็น ๆ หากใครอยากทำน้ำแข็งใสทานที่บ้าน หรือ ทำขายเพื่อสร้างรายได้เรามีเมนู น้ำแข็งไส มาฝาก พร้อมวิธีการทำ หากใครอยากรู้ว่ามีเมนูอะไรบ้าง และมีวิธีการทำอย่างไร ตามมาดูกันเลย

 

เมลอนบิงซู

เพื่อน ๆ คงคุ้นเคยกับเมนูเมลอนบิงซู หรือน้ำแข็งไสเกาหลี (Melon Bingsu) กันมาแล้ว ถ้าหากขี้เกียจไปต่อคิวลองทำเองง่าย ๆ ที่บ้านได้เช่นกัน ขอแนะนำสูตรจาก May Thanprasoet สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เนื้อเมลอนเข้ากันดีกับนมสดแช่แข็ง เพิ่มความหวานมันจากไอศกรีมและราดนมข้นหวานลงไปหน่อย และโรยถั่วอัลมอนด์ให้ทั่ว จัดเสิร์ฟในเปลือกเมลอน ลองทำกินหน้าร้อนนี้ได้เลย  
ส่วนผสม เมลอนบิงซู

          • เมลอน 1/2 ลูก (เราใช้เมลอนลูกเล็กเลยไม่ต้องผ่าครึ่งลูก)
          • นมสด 500 มิลลิลิตร (ถ้าใช้นมรสหวานจะอร่อยกว่านมจืด)
          • นมข้นหวาน
          • ไอศกรีมวานิลลา
          • ถั่วอัลมอนด์
          • ถุงซิปล็อก

วิธีทำเมลอนบิงซู

          1. เทนมใส่ถุงซิปล็อก ปิดให้สนิทแล้วนำไปแช่ช่องฟรีซไว้ 3 ชั่วโมง
          2. หั่นเมลอนข้างบนกับข้างล่างออกแล้วคว้านเอาเม็ดเมลอนออกให้หมด
          3. ตักเมลอนออกเป็นลูกกลม ๆ หรือจะใช้มีดแงะ ๆ เนื้อออกแล้วหั่นเป็นลูกเต๋าก็ได้นะ ตักเนื้อเมลอนออกมาจนเกือบหมดแล้วก็ตักใส่ภาชนะไว้ เพื่อนำมาจัดวางบนน้ำแข็งไสทีหลัง
          4. นำนมที่เราแช่ไว้ในช่องฟรีซออกมาทุบ ๆ ให้มันละเอียด แล้วตักใส่ในลูกเมลอน เทนมข้นหวานลงไปเยอะ ๆ เลย จะอร่อยมาก
          5. เอาเมลอนมาจัดเรียงกันเลยจ้า เหลือช่องตรงกลางด้วยนะ เพื่อวางไอศกรีม
          6. ตักไอศกรีมมาวางไว้ตรงกลาง โรยถั่วอัลมอนด์ ราดด้วยนมข้นหวานอีกรอบ เสร็จแล้ว ง่ายไหมล่ะ

 

เมลอนบิงซู (ฐานแตงโม)

 

เมลอนบิงซูส่วนผสมหลักคือ เมลอน แต่ถ้าหากดัดแปลงใช้แตงโมก็ดูเก๋ไปอีกแบบเหมือนกันนะคะ ขอแนะนำเมลอนบิงซู (ใช้แตงโม) สูตรจากคุณ Rin's Cookbook (#Rinscookbook) สูตรนี้ใช้แตงโม รวมถึงใส่เมลอนอื่น ๆ ลงไปเพิ่มสีสันด้วย เกล็ดน้ำแข็งนมสดเหมือนปุยนุ่น โปะไอศกรีมลงไป และใส่ท็อปปิ้งตามชอบ เสิร์ฟในถ้วยแตงโม แม้จะดูแปลกตาแต่อร่อยเหมือนเดิมนะคะ

ส่วนผสม เมลอนบิงซู
          • ครีมสด (แบบ Half & Half) 1 ถ้วย (หรือนมสด)
          • น้ำเย็น 1 ถ้วย
          • น้ำเชื่อม 1/4 ถ้วย (หรือน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ)
          • ผงวานิลลา 30 กรัม (จะช่วยทำให้เกล็ดน้ำแข็งมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
          • ผลไม้ตระกูลเมลอน ได้แก่ แคนตาลูป เมลอน แตงโมสีแดง และแตงโมสีเหลือง
          • นมข้นหวาน (สำหรับราดก่อนเสิร์ฟ)
          • ถั่วอัลมอนด์ คอร์นเฟล็ก หรือท็อปปิ้งอื่น ๆ ตามชอบ
          • ไอศกรีมวานิลลา หรือไอศกรีมอื่น ๆ ตามชอบ
          • เครื่องทำน้ำแข็งไส

วิธีทำเมลอนบิงซู
          1. ตีผสมครีมสดกับน้ำเย็น น้ำเชื่อม และผงวานิลลาด้วยเครื่องตีโฟมนม ตีผสมเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อเดียว
          2. เทส่วนผสมนมใส่พิมพ์น้ำแข็ง แล้วนำไปแช่ช่องฟรีซอย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง หรือข้ามคืน
          3. ตักแตงโมเป็นลูกกลม ๆ วางเรียงใส่ถาด ปิดด้วยพลาสติกถนอมอาหารแล้วนำไปแช่เย็น ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
          4. นำเปลือกแตงโมมาขูดเอาเนื้อออกเตรียมไว้สำหรับทำเป็นถ้วย จากนั้นนำไปแช่แข็ง เพื่อให้ถ้วยแตงโมแข็งแรงและสามารถเก็บความเย็นได้นานขึ้น
          5. แกะน้ำแข็งออกจากพิมพ์ใส่ลงในเครื่องไสน้ำแข็ง เปิดเครื่องแล้วไสออกมาใส่ในถ้วยแตงโมแช่แข็ง
          6. เรียงแตงโมรอบ ๆ ให้สวยงาม ตักไอศกรีมโปะลงไป ราดนมข้นหวาน ถั่วอัลมอนด์ พร้อมเสิร์ฟ

 

น้ำแข็งไสเจลลี่เกล็ดหิมะ

 

 เมนูน้ำแข็งไสคลายร้อนทั่วไปก็อร่อยชื่นใจ แต่ถ้ามาเจอเมนูน้ำแข็งไสเจลลี่ก็คงต้องชิดซ้าย สูตรจาก tipsfromatypicalmom.blogspot.com สูตรนี้ใส่ผงเจลาตินเข้าไปเพิ่มความเหนียวหนึบด้วย แถมยังสามารถใส่สีสันต่าง ๆ ได้ตามชอบ ทั้งนี้สามารถใส่ท็อปปิ้งผลไม้สด หรือธัญพืชต่าง ๆ ได้อีกด้วย เอาที่สบายใจเลยจ้า

ส่วนผสม น้ำแข็งไสเจลลี่เกล็ดหิมะ
          • น้ำเดือด 1 ถ้วย
          • สไปรท์ หรือโซดา 2 ถ้วย
          • ผงเจลาตินสำเร็จรูปกลิ่นที่ชอบ (ขนาด 85-100 กรัม) จำนวน 4 กล่อง
          • พิมพ์หรือถาดสี่เหลี่ยม (สำหรับใส่ไอศกรีม)

วิธีทำน้ำแข็งไสเจลลี่
          1. ผสมผงเจลาตินสำเร็จรูปกับน้ำเดือดในถาดสี่เหลี่ยมคนผสมให้เข้ากันจนผงวุ้นละลาย
          2. จากนั้นเติมสไปรท์หรือโซดาลงไปผสมคนให้เข้ากัน
          3. นำถาดส่วนผสมไปแช่แข็ง ทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือข้ามคืน
          4. ก่อนเสิร์ฟให้ใช้ที่ตักไอศกรีม ค่อย ๆ ขูดเจลลี่เกล็ดหิมะออกแล้วตักเป็นก้อนกลม ๆ ใส่แก้วให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

 

แตงโมไส

น้ำแข็งไสมีแต่น้ำแข็งและน้ำหวาน ลองเปลี่ยนมาเป็นแตงโมไสดูบ้างดีไหม ขอแนะนำสูตรจากคุณ rabira bira bila สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับแตงโมไปแช่แข็งแล้วปั่นจนละเอียด ไม่ต้องหาน้ำแข็งให้วุ่นวาย ไม่ต้องใช้มือไสให้เมื่อย ปั่นเสร็จก็ตักใส่ถ้วยพูน ๆ ราดนมข้นหวาน ท็อปปิ้งด้วยเจลลี่ อร่อยได้รสชาติผลไม้เน้น ๆ เชียวล่ะคุณขา

ส่วนผสม แตงโมไส
          • แตงโม
          • นมข้นหวาน
          • เม็ดเจลลี่ (ตกแต่ง) หรือท็อปปิ้งอื่น ตามชอบ
          • เครื่องปั่น

วิธีทำแตงโมไส
          1. หั่นเฉพาะเนื้อแตงโมเป็นชิ้น ๆ นำเม็ดออกให้หมด จากนั้นนำเข้าช่องแช่แข็งให้แตงโมเป็นก้อนน้ำแข็งประมาณ 1 คืน
          2. นำแตงโมที่แข็งแล้วไปปั่นในเครื่องปั่นจนละเอียดตามชอบ
          3. ตักใส่ถ้วย ราดด้วยนมข้น แต่งด้วยเจลลี่ให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

 

 

Cr. cooking.kapook.com

 

สุดยอด เครื่องทำน้ำแข็งใส มีทั้งรุ่นมินิ และรุ่น อุตสาหกรรม ราคาไม่แพง มอเตอร์พลังสูง ราคาเริ่มเพียง 999 บาท จนถึง 25000 บาท กำลังการผลิต 30 ลิตร ใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น

มนุษย์เงินเดือนที่กำลังมองหาอาชีพเสริมทำหลังเลิกงาน อาชีพเสริมลงทุนน้อย อาชีพเสริมวันหยุด อยากให้ลองมาทำของกินเล่นหรืออาหารว่างขายกันดีไหม ครั้นจะขายขนมหน้าตาธรรมดาเหมือนทั่วไปคงน่าเบื่อเลยขอเติมไอเดียลงไปด้วยดีกว่า  เวลาน้อยแค่ไหนก็ทำได้ ไอเดียเมนูอาหารง่าย ๆ หลากหลายสไตล์ วัตถุดิบหาไม่ยาก แถมเป็นอาหารทำง่ายพร้อมเสิร์ฟ รับรองถูกใจมือใหม่แน่นอน  

สโคนพิซซ่า

ส่วนผสม

  • แป้งอเนกประสงค์    280 กรัม
  • ผงฟู สูตรดับเบิลแอ็คติง ตราเบสท์ฟู้ดส์ 1 กิโลกรัม    14 กรัม
  • น้ำตาลทราย    70 กรัม
  • เกลือป่น    1 กรัม
  • เนยจืด (แช่เย็น)    130 กรัม
  • นมข้นจืด    70 กรัม
  • ซอสพิซซ่า คนอร์ ซีเล็คชั่นส์ 1 กิโลกรัม    100 กรัม
  • ไข่ไก่    1 ฟอง
  • เบค่อนเจียว    120 กรัม
  • พามีซานชีส    30 กรัม
  • มอสซาเรลล่าชีส    50 กรัม
  • ไข่แดงสำหรับทาก่อนอบ
  • นมข้นจืดสำหรับทาก่อนอบ

วิธีทำ

  1. วอร์มเตาอบ 190 องศาเซลเซียส
  2. ร่อนแป้งอเนกประสงค์ และ ผงฟู สูตรดับเบิลแอ็คติง ตราเบสท์ฟู้ดส์ เข้าด้วยกัน จากนั้นใส่น้ำตาลทราย และเกลือป่น ในโถผสมเตรียมไว้
  3. นำเนยจืดเย็น ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในส่วนของแห้ง ใช้หัวตีใบพัด ตีส่วนผสมให้มีลักษณะเป็นเม็ดร่วนๆ    
  4. ใส่ไข่ไก่ นมข้นจืด พาเมซานชีส และ ซอสพิซซ่า ตราคนอร์ ลงไปผสมพอเข้ากัน (ไม่ต้องเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน)
  5. วางแป้งสโคน บนกระดาษไข และปิดด้วยกระดาษไขอีก 1 แผ่น  
  6. รีดแป้งให้เป็นแผ่น หนาประมาณ 1/2 นิ้ว    
  7. นำโดว์แป้ง ไปแช่เย็น อย่างน้อย 30 - 45 นาที    
  8. ใช้พิมพ์วงกลม ชุบแป้งสาลี แล้วนำมากดที่แป้งสโคน จากนั้นวางในถาดอบ ที่มี รองด้วนแผ่นซิลิโคนรองอบ หรือกระดาษไข
  9. ผสมไข่แดง กับนมข้นจืดเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปทาบนสโคน   
  10. โรยด้านบนด้วย เบค่อนเจียว และมอสเซอเรลล่าชีส   
  11. นำเข้าอบ 10 - 12 นาที หรือจนกระทั่งสุก      
  12. จัดเสิร์ฟสโคนพิซซ่า พร้อมกับ ซอสพิซซ่า ตราคนอร์ และ สวีท เบเกอรี่ มายองเนส ตราเบสท์ฟู้ดส์
ถุงสูญญากาศ ถุงลายนูน ถุงจีบขยายข้าง ซีล 3ด้าน มีให้เลือกใช้หลายขนาด ได้คุณภาพมาตรฐาน Food grade ใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัย ไม่เป็นอันตราย ในปัจจุบัน ถุงซีลสูญญากาศ SGE ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณภาพสูงเพราะช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ ถุงที่มีความหนากว่าท้องตลาดทั่วไป ใช้ได้ทนทานกว่า 2-3 เท่าจากถุงปกติ

ภูเขาไฟชีส

สำหรับขนมปัง

  • แป้งขนมปัง    800 กรัม
  • แป้งเค้ก บัวแดง    200 กรัม
  • ยีสต์แห้ง    20 กรัม
  • น้ำตาลทราย    140 กรัม
  • เกลือ    10 กรัม
  • ไข่ไก่ เบอร์ 2    4 ฟอง
  • น้ำสะอาด    250 กรัม
  • นมข้นจืด    350 กรัม
  • มาร์การีน สูตรเพิ่มกลิ่นเนยสด ตราเบสท์ฟู้ดส์ 1 กก    150 กรัม
  • ผงชาโคล    5 กรัม
  • มันม่วงที่นิ่งสุกแล้ว    200 กรัม

สำหรับซอสชีสซี่ วอลเคโน

  • นมสด    250 กรัม
  • ครีม    250 กรัม
  • ชีส    120 กรัม
  • ครีมซุปเบส ตราคนอร์ 1 กก    40 กรัม
  • ผง BBQ ตราคนอร์    10 กรัม
  • น้ำตาลทราย    5 กรัม
สำหรับขนมปัง
  1. ผสมแป้งขนมปัง ยีสต์ น้ำตาล นมผงเข้าด้วยกัน เกลือ เข้าด้วยกัน
  2. ไข่ไก่ น้ำสะอาด ผสมให้เข้ากัน เทลงในของแห้ง ตีจนส่วนผสมเริ่มเข้ากัน
  3. ใส่มาการีน สูตรเพิ่มกลิ่นเนยสด ตราเบสท์ฟู้ดส์ ตีจนแป้งเนียน ร่อนออกจากโถตี
  4. เช็คแป้งด้วยการคลึงฟิล์ม
  5. แบ่งแป้งโด เป็น 2 ส่วนให้เท่าๆกัน ส่วนนึงผสมกับผงชาโคล แล้วนวดต่อให้เข้ากัน
  6. อีกส่วนนึง นำมาผสมกับมันม่วงที่ต้มแล้ว นวดให้เข้ากัน
  7. จากนั้นพักแป้งจนขึ้นเป็น 2 เท่า นำแป้งมานวดไล่ฟองอากาศ แล้วจึงตัดแป้ง ทั้งสองสี ให้มี น้ำหนักเท่าๆกัน
  8. นำ โด ทั้งสองสี มาปั้นรวมกัน แล้วใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้
  9. พักแป้งอีก 1 รอบจนขึ้นเป็น 2 เท่า จากนั้นนำเข้าอบ ที่อุณหภูมิ 180 องศา ประมาน 18-20 นาที หรือจนกระทั่งขนมปังสุก
  10. ถ้าต้องการขนมปังที่มีกลิ่นหอม และสีสวย สามารถใช้มาการีน สูตรเพิ่มกลิ่นเนยสด ตราเบสท์ฟู้ดส์ละลายทาบนขนมปัง ที่อบสุกแล้ว โดยทาหลังจากขนมปังออกจากเตา
  11. พักให้เย็น แล้วตัดตามต้องการ ก่อนราดด้วยซอสชีสซี่ วอลเคโน
 
สำหรับซอสชีสซี่ วอลเคโน
  1. นำครีม นม และ ครีมซุบเบส ตราคนอร์ ผสมให้เข้ากัน ในหม้อ
  2. นำไปตั้งไฟ จนเดือด หมั่นคนตลอดจนเดือด
  3. เมื่อเดือดแล้ว ยกลงจากไฟ ใส่ชีส และน้ำตาลลงไป คนจนส่วนผสมละลายเข้ากันดี
  4. นำไปราดขนมปัง โรยด้วยผง BBQ ตราคนอร์ พร้อมเสริฟ

บานอฟฟี่

สำหรับบานอฟฟี่
  • มาร์การีน สูตรเพิ่มกลิ่นเนยสด ตราเบสท์ฟู้ดส์ 1 กก    120 กรัม
  • คุกกี้ช็อคโกแลตบดละเอียด    250 กรัม
  • สำหรับซอสคาราเมล
  • น้ำตาลทราย    200 กรัม
  • เกลือป่นละเอียด    0.30 ช้อนชา
  • น้ำสะอาด    3 ช้อนโต๊ะ
  • มาร์การีน สูตรเพิ่มกลิ่นเนยสด ตราเบสท์ฟู้ดส์ 1 กก    80 กรัม
  • วิปครีมชนิดจืด    200 ช้อนชา
  • วิปครีมชนิดหวานแช่เย็น    300 กรัม
  • ฟิลลิ่ง กลิ่นกล้วยหอม ตราเบสท์ฟู้ดส์ 900 ก    200 กรัม
  • ผงโกโก้สำหรับโรย
  • คุกกี้ช็อคโกแลตสำหรับตก แต่ง
  • ซอสช็อคโกแลตสำหรับตก แต่ง
  • แบะแซ    1 ช้อนโต๊ะ
  • กล้วยหอมสุกหั่นชิ้น    5 ลูก
สำหรับบานอฟฟี่
  1. ใส่มาร์การีน สูตรเพิ่มกลิ่นเนยสด ตรา เบสท์ฟู้ดส์ ลงในภาชนะตั้งไฟคนจนละลาย ยกลง
  2. เทใส่ลงในคุกกี้ช็อคโกแลตบดละเอียด คลุกเคล้าพอเข้ากันดี พักไว้
  3. สำหรับซอสคาราเมล
  4. ใส่ น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำเปล่าลงในภาชนะ ตั้งไฟเคี่ยวจนน้ำตาลละลายเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคาราเมล
  5. ใส่มาร์การีน สูตรเพิ่มกลิ่นเนยสด ตรา เบสท์ฟู้ดส์ วิปครีมชนิดจืด และแบะแซ คนต่อจนส่วนผสมข้น ยกลงพักไว้ให้คลายความร้อน
  6. ตีวิปครีมชนิดหวานด้วยหัวตีตะกร้อ โดยใช้ความเร็วสูงสุดของเครื่อง จนขึ้นฟูตั้งยอด พักไว้
  7. ตักคุกกี้ช็อคโกแลตใส่ภาชนะกดเล็กน้อย ราดไส้ฟิลลิ่ง กลิ่นกล้วยหอม ตรา เบสท์ฟู้ดส์ วางกล้วยหอม ราดซอสคาราเมล บีบวิปปิ้งครีมโรยผงโกโก้ ตกแต่งด้วยคุกกี้ช็อคโกแลต วิปปิ้งครีมและซอสช็อคโกแลตเป็นรูปหมี นำเข้าแช่เย็น ก่อนจัดเสิร์ฟ
Cr. unileverfoodsolutions.co.th

ซองกันชื้น ซิลก้าเจล ผลิตจากโซเดี่ยมซิลิเกต ที่สกัดจากทราย ที่มีซิลิก้าเปอร์เซ็นต์สูง ผสมกับกรดกำมะถันเจือจาง ด้วยคุณสมบัติของ กรดกำมะถันที่สามารถดูดความชื้นได้ ประกอบกับโครงสร้างรูพรุนของซิลิก้า ทำให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ ซิลิก้า เจล จึงเป็นสารสีใสคล้ายแก้วที่สามารถดูดความชื้นได้ ซึ่งมันมีลักษณะเป็นผลึกที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส และมันก็มีขนาดเล็กเพียงแค่ 2-5 มิลลิเมตร

 

ซิลิก้าเจล (Silica Gel) มีกี่ชนิด

1. ชนิดเม็ดสีขาว (White Silica Gel)
มีคุณสมบัติในการดูดความชื้นประมาณ 35-40% ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแต่ละเม็ดประมาณ2-5 มิลลิเมตร

2. ชนิดเม็ดสีน้ำเงิน (Blue Silica Gel)
มีคุณสมบัติในการดูดความชื้นเหมือนกับเม็ดใสทุกประการเพียงแต่มีการเพิ่มสารพิเศษ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการตรวจวัดปริมาณความชื้นที่กักเก็บไว้ ทำให้ผู้ใช้รู้ว่ามีการเก็บความชื้นไว้ในปริมาณเท่าไรโดยจะแสดงเป็นสีน้ำเงินและสีชมพู คือเม็ดเป็นสีน้ำเงิน คือสารดูดความชื้นที่ไม่ได้ใช้งานหรือยังไม่ทำงาน ส่วนเม็ดที่เป็นสีชมพูหรือสีม่วงอ่อน คือได้มีการใช้งานมาบ้างแล้ว ช่างภาพหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับชนิดนี้เป็นอย่างดี

3. ชนิดเม็ดสีส้ม (Orange Silica Gel)
มีคุณสมบัติเหมือนกับชนิดสีน้ำเงินทุกอย่าง แต่การทำงาน จะเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีเขียวอ่อน  ซิลิก้าเจลชนิดนี้ยังไม่ได้รับความนิยมในเมืองไทยเนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง

4. ชนิดเม็ดทราย (Silica Sand) 
มีคุณสมบัติในการดูดความชื้นเหมือนกับเม็ดใสทุกอย่างแตกต่างกันที่ขนาดของเม็ดของสาร ซึ่งชนิดเม็ดทราย จะมีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น

 

ประโยชน์ของสารกันชื้น ซิลิก้าเจล


1. นำมาใช้เป็นสารดูดซับความชื้น อย่าเพิ่งทิ้งซองสารกันเสีย เพราะสามารถนำเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลดความเสียหายของอุปกรณ์กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ เครื่องหนัง โดยนำอุปกรณ์เหล่านั้นนำไปใส่ถุงซิปล็อค พร้อมกับใส่ซองสารกันชื้นเข้าไปด้วย 2-3 ซอง ขึ้นอยู่กับขนาด หรือว่ามีความซื้นมากน้อยเพียงใด อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือที่ตกน้ำ อาจมีความชื้นมากๆ ต้องคอยเปลี่ยน เอาสารกันชื้นที่ดูดซับความชื้นแล้วออกไป แล้วใส่อันใหม่เข้าไปแทน
2. นำมาใช้เป็นสารเพิ่มความเงา
3. ใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุก่อสร้าง
4. ใช้เป็นสารในการเพิ่มความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์
5. นำมาใช้เป็นตัววัดความชื้น

Cr.maanow.com

 

ซองกันชื้น ซิลิกาเจล อันตรายหรือไม่ ?

ข้อมูลของศูนย์พิษวิทยาเคยอธิบายไว้ว่า ถ้าเป็น ซองกันชื้น ซิลิกาเจลตัวเดียวที่ไม่มีสารเคมีอย่างอื่นผสมอยู่ ไม่ใช่สารพิษ (non-toxic) แต่ที่ต้องเตือนว่า “ห้ามรับประทาน” เป็นเพราะซิลิก้าเจล ไม่ใช่อาหาร และหากรับประทานเข้าไปอาจทำให้สำลักและอุดตันทางเดินหายใจเป็นอันตรายได้

เนื้อไก่ เป็นเนื้อสัตว์ยอดนิยม เพราะมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น โปรตีนสูง และมีไขมันน้อย จึงเป็นแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ เนื้อไก่จึงถูกนำมาทำอาหารได้อ่างหลากหลายเมนูตามแต่ที่เราจะมีเครื่องปรุงเอื้ออำนวย หรือตามสูตรของใครของมัน

วันนี้ เราได้รวบรวม 6 เมนู “ ไก่อบ ” มาให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาหารจากเนื้อไก่ ซึ่งมีหลากหลายเมนูที่ทั้งเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ และเมนูที่เน้นความอร่อยเข้มข้น จะมีเมนูไหนถูกใจเพื่อนๆ บ้างนั้น ไปชมกันเลยครับ

 

1. เมนูอกไก่แดง


ปกติเมนูนี้จะใช้พวกหมูแดงแต่วันนี้เราจะลองมาใช้เนื้อไก่แทนเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนที่จะลดน้ำหนัก ขอนำแนะนำเมนูอกไก่แดง หมักเนื้อไก่ด้วยเครื่องสมุนไพรทั้งนั้น พร้อมโปะด้วยเมนูเส้น หรือรับประทานกับข้าวก็ได้ครับ เมนูนี้เราได้มาจากคุณ สมาชิกหมายเลข 2228164 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม (#maekwansri นะครับ

ส่วนผสม อกไก่แดง
• เนื้ออกไก่ลอกหนัง 600 กรัม • อบเชยคั่ว 2 ก้าน • โป๊ยกั๊กคั่ว 2 ดอก • กระเทียมสับ 2-3 ช้อนโต๊ะ • รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ • น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ • ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ • เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ • น้ำเปล่า 6 ช้อนโต๊ะ • สีผสมอาหารสีส้ม • น้ำเปล่า 3 ถ้วย (สำหรับต้ม)

วิธีหมักอกไก่แดง
1. ต้องใช้ส้อมจิ้มไก่ให้ทั่วชิ้น พักไว้
2. ผสมอบเชยคั่ว โป๊ยกั๊กคั่ว กระเทียมสับ รากผักชี พริกไทยป่น น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ น้ำผึ้ง ซอสมะเขือเทศ ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว เกลือ และน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน คนจนน้ำตาลปี๊บละลาย
3. ใส่สีผสมอาหารสีส้มกับน้ำเปล่าคนให้ละลายแล้วใส่ลงไปในเครื่องหมักคนให้เข้ากัน เอาเนื้อไก่ใส่ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรือ ถ้าจะให้ดี ซีลถุงด้วย เครื่องซีลสูญญากาศ โดยอากาศจะถูกดูดออกจนหมด เครื่องปรุงและน้ำซอสทั้งหลายจะถุกบีบอัด และแทรกซึมเข้าไปในเนื้อไก่ได้ดีขึ้นยอ่งกว่าการหมักธรรมดาๆ ทั่วไป
4. เอาเนื้อไก่พร้อมน้ำหมักใส่ลงหม้อ เติมน้ำเปล่าประมาณ 3 ถ้วยตวง เคี่ยวด้วยไฟต่ำจนกระทั่งสุกและน้ำงวดลง นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ประมาณ 10 นาที พร้อมเสิร์ฟ

2. อกไก่อบเชดดาร์ชีส


หากคุณรับประทาน ไก่อบชีสเพียว ๆ มาหลายต่อหลายมื้อ ลองเพิ่ม ซอสครีม ลงไปราดหน่อยน่าจะดีไหมครับ โดยสูตรนี้ต้องบอกว่ามาจากอก ไก่อบ เชดดาร์ ขอขอบคุณสูตรจาก คุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้หมักไก่ด้วยโยเกิร์ตให้นุ่มกว่าเดิม คลุกเคล้ากับแครกเกอร์บด และชีส ขั้นตอนสุดท้ายราดซอสครีมข้าวโพดลงไป

ส่วนผสม
• อกไก่ 3-4 ชิ้น • พริกไทยป่น• เกลือป่น • ผงกระเทียม • โยเกิร์ต (ใช้แทนซาวร์ครีม) **โยเกิร์ตจะช่วยให้เนื้อไก่นุ่มและดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้** • พาร์สลีย์แห้ง • แครกเกอร์ • เชดดาร์ชีส • เนยสดละลาย • บรอกโคลีลวก สำหรับเสิร์ฟ • แครอทลวก สำหรับเสิร์ฟ

ส่วนผสม ซอสครีมสำหรับราด• ซุปครีมข้าวโพดผสมไก่ชนิดเข้มข้น • พริกไทยป่น • โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย • เนยสด


สินค้าแนะนำ: เตาอบไฟฟ้า SGE ดีไซน์ทันสมัย ทนทาน ร้อนไว ทำความร้อนได้ทั่วถึง อบขนม อบขนมปัง อบอาหารได้ทุกชนิด อบอาหารคาว เตาอบไฟฟ้า ที่จะช่วยให้ทุกมื้ออร่อย และมีคุณค่าพื่อให้สิ่งที่เรารัก ปลอดภัย พร้อมช่วยรังสรรค์ให้ทุกเมนู คงรสชาติที่ดี


วิธีทำ
1. หมักอกไก่กับพริกไทยป่น เกลือป่น ผงกระเทียม และโยเกิร์ต เคล้าผสมให้เข้ากัน ใส่พาร์สลีย์แห้งลงไปเล็กน้อย หมักทิ้งไว้สักครู่
2. นำแครกเกอร์กับพาร์สลีย์แห้งไปปั่นด้วยเครื่องบดอาหารให้ละเอียด ใส่เชดดาร์ชีสลงไป คนผสมให้เข้ากัน ใส่อกไก่ลงไปคลุกให้ทั่วชิ้น เสร็จแล้วใส่ภาชนะสำหรับอบ ราดด้วยเนยสดละลายด้านบนก่อนนำไปอบ3. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิปานกลาง ใช้ไฟบน-ล่าง อบประมาณ 40 นาที
4. ทำซอสครีมสำหรับราด โดยใส่ซุปครีมข้าวโพดลงในหม้อ เติมพริกไทยป่นเล็กน้อย ใส่โยเกิร์ตลงไป นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ รอจนเดือด ใส่เนยสดลงไป คนผสมให้เข้ากัน เตรียมไว้
5. ตักส่วนผสมซอสราดลงบนไก่ทอดที่เตรียมไว้ เสิร์ฟพร้อมผักลวก


3. อกไก่อบอัลมอนด์


วันนี้เราไปส่อง สูตรอาหารที่ easycookingmenu.com เจอสูตร อกไก่ ง่ายๆ สูตรหนึ่งน่าสนใจมาก คือเอาอกไก่ไปย่างแค่พอเกือบสุก จากนั้นทาน้ำผึ้ง โรยอัลมอนด์ นำไปอบจนอัลมอนด์กรอบ แค่นี้ก็ได้ อกไก่อัลมอนด์ แล้วง่ายไหม

ส่วนผสมอกไก่อบ อัลมอนด์
• เนื้ออกไก่ผ่าครึ่ง (จะได้สุกง่าย) • เกลือ • พริกไทยดำ • น้ำผึ้ง • อัลมอนด์อบสุก • พาร์สลีย์สับ • น้ำมะนาว

วิธีทำ
1. หมักอกไก่กับเกลือและพริกไทยเข้าด้วยกัน พักทิ้งไว้ 15 นาที
2. นำไปกริลล์ในกระทะจนเกือบสุก ประมาณ 90% (หมายเหตุ : หากไม่มีเตาอบให้กริลล์จนไก่สุกพอดี)
3. ทาน้ำผึ้งบาง ๆ ที่ผิวไก่ จากนั้นโรยอัลมอนด์ลงไป แล้วทาน้ำผึ้งบาง ๆ ทับอีกครั้ง
4. นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 นาที หรืออบจนอัลมอนด์เหลืองสวย
5. นำออกจากเตาอบ โรยพาร์สลีย์สับ บีบมะนาวลงไปเล็กน้อย (ตามชอบ)

4. ไก่แน่นอก (อกไก่ยัดไส้อบ)


สูตรนี้มาจาก เฟซบุ๊ก Eat for Health by JJ ขอนำเสนอเมนู ” ไก่แน่นอก” โดยการจับอกไก่ยัดเต้าหู้ทรงเครื่อง หั่นเป็นชิ้นพอคำ กินกับข้าวกล้อง หรือสลัดผัก อีกหนึ่งเมนูที่สายคลีนน่าจะชอบอยู่

ส่วนผสม ไก่แน่นอก
• เนื้ออกไก่ 1 ชิ้น • ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 1 ช้อนชา • พริกไทยดำบด 1/2 ช้อนชา • เต้าหู้ทรงเครื่อง (เต้าหู้ผัดไก่สับ) • ข้าวกล้อง • สลัดผัก

วิธีทำไก่แน่นอก
1. หมักอกไก่ด้วยซีอิ๊วขาวและพริกไทยดำ หมักทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้วเจาะให้เป็นรูตรงกลางเหมือนกระเป๋า
2. นำเต้าหู้ทรงเครื่องที่เตรียมไว้ยัดเข้าไปในอกไก่ที่เจาะไว้จนเต็มแล้วกลัดด้วยไม้จิ้มฟัน
3. นำอกไก่ที่ยัดไส้เรียบร้อยแล้วไปย่างบนกระทะเทฟลอนด้วยไฟอ่อนจนสุก (หรือหากใครมีเตาอบให้ย่างบนกระทะแค่ผิวข้างนอกเหลืองแล้วนำไปอบต่อที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15-20 นาที)
4. จัดเสิร์ฟกับข้าวกล้องและสลัดผัก

5. อกไก่อบน้ำผึ้งมะนาว


ภาพจาก https://astepinthejourney.com/2014/06/baked-honey-lemon-chicken.html
เป็นอีกหนึ่งเมนูง่ายมาก แค่หมักไก่ในถุง ซิปล็อก นำเครื่องปรุงเทรวม พร้อมเขย่าให้เข้ากัน เอาแช่เย็น หลังจากนั้นเอามาอบต่อสักครู่ ก็ได้กิน อกไก่อบน้ำผึ้งมะนาว แล้ววว ขอขอบคุณสูตรจาก astepinthejourney.com/

ส่วนผสมอก ไก่อบ น้ำผึ้งมะนาว
• เนื้ออกไก่ลอกหนังบั้ง 2 ชิ้น • เลมอน 2 ลูก • น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย • วูสเตอร์ซอส 2 ช้อนโต๊ะ • ผงยี่หร่า 1/2 ช้อนชา • เกลือป่น 1 ช้อนชา • พริกไทยดำ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำอกไก่
1. ขูดเปลือกเลมอนและบีบน้ำเลมอนลงไปในถุงซิปล็อก ตามด้วยน้ำผึ้ง วูสเตอร์ซอส ผงยี่หร่า เกลือป่น และพริกไทยดำ
2. ใส่เนื้ออกไก่ลงไปในถุงซิปล็อกที่ใส่เครื่องปรุงไว้แล้วเขย่าให้เข้ากัน นำเข้าแช่เย็นประมาณ 4 ชั่วโมง
3. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส นำเนื้ออกไก่เข้าไปย่างประมาณ 5-8 นาที หรือเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ นำเนื้ออกไก่เข้าไปอบประมาณ 30 นาที