ช่วงกักตัวแบบนี้ เวลาไปตลาดก็อยากไปซื้อของมาตุนไว้เยอะๆ เพราะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปบ่อยๆ หรือ เสี่ยงออกไปรับเชื้อ แต่ถ้าจะซื้อมาทีละเยอะๆเก็บไว้นานๆก็คงจะลำบาก เรามีเคล็ดลับการเก็บผักสดเหล่านี้ให้อยู่ได้นานเป็นเดือนๆ เหมือนไปซื้อผักใหม่ที่ตลาดทุกวันเลยละ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ขั้นตอนไม่เยอะ อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่ขวดพลาสติก โดยหลายครั้งที่เราซื้อผักมาแล้วกินไม่หมดก็ยัดใส่ไปในตู้เย็นครั้งละมากๆ พอจะเอามากินก็สายเกินไป ผักแสนน่ากินกลายเป็นผักที่เหี่ยว ไม่สดเหมือนเดิมอีกต่อไป วันนี้ลองมาดูวิธีที่ถูกต้องสำหรับการเก็บผักให้อยู่ได้นานกันดีกว่าครับ


 

รวมเคล็ดลับ ! วิธีเก็บผักทั้ง 7  ชนิด ให้สดสวยคงอยู่ได้นาน ไม่เน่าเสียก่อนนำมาทำอาหารแน่นอ

1.ใบกะเพราและใบโหระพา

ผัก 2 ชนิดนี้ใช้วิธีเก็บเหมือนกัน (ถ้าล้างน้ำมาแล้วต้องทำให้แห้งสนิทก่อนนะคะ ไม่เช่นนั้นใบจะดำและช้ำได้ง่าย)

 
วิธีที่ 1 : ใช้กรรไกรตัดใบและเก็บใส่ถุง จะใช้ถุงซิปล็อกหรือถุงแกงก็ได้ เคล็ดลับให้ใส่ไม้ลงไปในถุงด้วยเพื่อช่วยดูดความชื้น เกศใช้ไม้ไอติมที่กินแล้วล้างเก็บไว้ หรือจะใช้เป็นไม้จิ้มฟันก็ได้ แต่ยังไม่ได้เอาไปจิ้มมานะ จากนั้นก็ปิดถุง โดยให้มีอากาศในถุงไว้ด้วย และนำไปเก็บในตู้เย็นช่องผักหรือช่องปกติได้เลย เก็บได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ 
 
 
วิธีที่ 2 : ตัดปลายก้านออกเล็กน้อย และวางในกล่องหรือขวดที่ใส่น้ำลงไปประมาณ 1 ซม. คล้าย ๆ การปักแจกันดอกไม้ นำถุงมาคลุมและมัดด้วยยางรัดของ วิธีนี้ไม่ต้องเก็บในตู้เย็น วางไว้ที่อุณหูมิห้องปกติได้เลย ให้หมั่นเปลี่ยนน้ำทุกวัน จะทำให้สดอยู่ได้นาน เหมาะสำหรับการใช้ทำอาหารให้หมดภายใน 5-7 วันนะครับ

2. ผักชี

(ล้างน้ำให้สะอาด ต้องทำให้แห้งสนิทก่อนทุกครั้ง) เกศจะเก็บแบบแยกรากออกมา ตัดส่วนรากออกและเก็บในกล่องที่รองด้วยกระดาษเพื่อช่วยดูดความชื้น และนำไปเก็บในตู้เย็นช่องผักหรือช่องปกติ สามารถเก็บได้นานเป็นเดือนหรือมากกว่า
 
ในส่วนของใบ เลือกใบเหลืองและเสียออกก่อน เกศใช้วิธีห่อหลวม ๆ ด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำพอหมาด จากนั้นใส่ในถุงอีกทีและมัดให้เรียบร้อย เก็บในตู้เย็นช่องผักหรือช่องปกติ สดสวยอยู่ได้นานเป็นเดือน ๆ เลยครับ

3. ต้นหอม

 
(ล้างน้ำให้สะอาด ต้องทำให้แห้งสนิทก่อนทุกครั้ง) ตัดส่วนที่เหลืองและเสียทิ้งไปก่อน 
 
วิธีที่ 1 : ตัดปลายรากทิ้ง และตัดแบ่งเป็น 2 ส่วน (หรือจะไม่ตัดแบ่งก็ได้ตามวัตถุประสงค์การใช้งานนะคะ) ห่อต้นหอมด้วยกระดาษหรือผ้าที่ชุบน้ำพอหมาด ใส่ในถุงปิดให้สนิท เก็บในตู้เย็นช่องผักหรือช่องปกติ เก็บได้นานเป็นเดือน ๆ เลย
 
วิธีที่ 2 : หั่นต้นหอมตามขนาดที่ต้องการ ใส่ในภาชนะมีฝาปิด และเก็บในช่องฟรีซ อยู่ได้นานหลายเดือนจนลืมไปเลยค่ะ ^^
 
วิธีที่ 3 : เก็บต้นหอมในขวด ใส่น้ำแค่พอท่วมส่วนราก ปิดปากขวดให้เรียบร้อย และเก็บในตู้เย็นช่องปกติได้เลย หากต้องการเก็บได้นาน ๆ ให้เปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ นะคะ

4. ข่า

ถุงซีลสูญญากาศ เครื่องซีลสูญญากาศ
 
วิธีที่ 1 : ห่อข่าด้วยแรปอาหารและใส่ในถุงซิปล็อก ดูดอากาศออก (ทำสุญญากาศง่าย ๆ ด้วยการใช้หลอดเป่าลมออกได้นะคะ) เก็บในตู้เย็นช่องปกติ อยู่ได้นานเป็นเดือนหรือมากกว่า
 
วิธีที่ 2 : หั่นข่าตามขนาดที่ต้องการ ใส่ในถุงซิปล็อก ดูดอากาศออก เก็บในตู้เย็นช่องฟรีซ อยู่ได้นานหลายเดือนมาก ๆ

5.ใบมะกรูด

วิธีเก็บรักษาใบมะกรูด
(ล้างแล้วต้องทำให้แห้งทุกครั้ง) เด็ดเฉพาะใบออกมาและห่อในกระดาษ เกศจะวางใบมะกรูดตามปริมาณที่ต้องการใช้ต่อครั้งในแต่ละห่อ เพื่อจะได้หยิบใช้ได้ง่าย จากนั้นนำไปห่อทับด้วยแรปอีกครั้ง เพื่อทำให้กลิ่นหอมของใบมะกรูดยังคงอยู่ วางใส่ในภาชนะและเก็บในช่องฟรีซ อยู่ได้นานมาก ๆ จนเป็นปีได้เลย

6. ขิง

ขิง
 
(ล้างแล้วต้องทำให้แห้งทุกครั้ง) ตัดส่วนหัวออกเล็กน้อย ห่อด้วยกระดาษหรือแรป ใส่ถุง เก็บในตู้เย็นช่องผักหรือช่องปกติ จะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือมากกว่า
 
วิธีที่ 1 : ห่อขิงด้วยแรป ใส่ถุงซิปล็อก ดูดอากาศออก เก็บในตู้เย็นช่องปกติได้นานเป็นเดือนหรือมากกว่า
วิธีที่ 2 : ปอกเปลือกขิง แนะนำให้ใช้ช้อนขูดจะไม่เสียเนื้อขิงค่ะ หั่นขิงตามขนาดที่ต้องการ เกศจะหั่นเป็นชิ้นยาวเล็ก ๆ สำหรับทำผัดขิง และหั่นเป็นแว่นสำหรับต้มน้ำขิง ใส่ในถุงซิปล็อก ดูดอากาศออก เก็บในช่องฟรีซอยู่ได้หลายเดือนจนถึงปี
 
7. เครื่องซีลสูญญากาศ
 
วิธีนี้ง่ายมากไม่ต้องไม่ทำอะไรให้ยุ่งยาก เพียงแค่คุณมี เครื่องซีลสูญญากาศ ที่รองรับวัสดุทีมีความชื้นหรือน้ำได้เล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว นำผักล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำหลังจากนั้นนำเข้าถุงซีลสูญญากาศ แล้วซีลถุงด้วยเครื่องซีลสูญญากาศ โดย เครื่องซีลสูญญากาศ จะไปไล่อากาศภายในถุงออกหมด ซึ่งช่วยป้องกันการเจริญเจริญโตของพวกจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย เสร็จแล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้เป็นเดือนอาหารก็ยังสดใหม่แน่นอนจร้าาา
 
Cr คุณ KateVariety สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
 
 

วันนี้แอดมิน วิธีเก็บผัก ผลไม้ ให้คงความสด อยู่ได้ยาวนาน บ่อยครั้งที่เราไปตลาดหรือซุปเปอร์มาเก็ตแล้วมักหยิบจับผักผลไม้ลงใส่ตระกร้าเป็นจำนวนมาก ครั้นเมื่อพอถึงบ้านก็ยัดทุกสิ่งอย่างที่เลือกซื้อมาเข้าไปในตู้เย็น จนเกิดปัญหาตู้เย็นสูญเสียความเย็นและทำงานหนัก ส่งผลให้ผักและผลไม้อยู่ได้ไม่นาน ไม่สดเหมือนเดิมอีกต่อไป หรือชอบตุนเก็บไว้ในระยะยาว รับรองสด สะอาด ไม่เน่าเสียง่าย แถมช่วยยืดอายุและคุณค่าได้แน่นอน เพราะผัก-ผลไม้เป็นของกินที่เน่าเสียง่าย เก็บได้ไม่นานก็ต้องทิ้ง ทำให้ซื้อมาก็ต้องรีบกินให้หมด ฉะนั้นวันนี้ แอดมิน เลยขออาสารวบรวมวิธีเก็บผัก-ผลไม้ไว้ให้กินได้นานขึ้นมาฝาก โดยงานนี้มีครบทั้งวิธีเก็บผัก-ผลไม้ในตู้เย็น ตู้เก็บของ และเคาน์เตอร์ บอกเลยผัก-ผลไม้ lover ห้ามพลาดเด็ดขาด

ไม่ควรเก็บผักไว้รวมกัน เพราะจะทำให้เกิดการเน่าเสียและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
การเก็บผักด้วยวิธีแช่น้ำ ไม่ควรแช่ผักลงในน้ำทั้งตัน เพราะจะทำให้วิตามินละลายน้ำเสียไป
การเก็บผักเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้ในครัวและเก็บในตู้เย็นนั้น ควรล้างผักให้สะอาดก่อนเพราะผักที่ซื้อจากตลาดขายปลีกมักไม่สะอาด หากยังไม่ได้ใช้ทันทีให้ล้างทั้งต้นด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำจริงๆ ค่อยเอาเข้าเก็บ เมื่อรู้วิธีก่อนนำผักผลไม้ไปเก็บในตู้เย็นที่ถูกต้องแล้ว เรามาดูวิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น ให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้นกันดีกว่า


1.วิธีเก็บผักผลไม้ ด้วยกระดาษห่อผัก
วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น ด้วยวิธีห่อผัก
จริงๆ แล้วผักสดควรจะต้องทานภายใน 1-2 วัน เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุด แต่ถ้าต้องการแช่ผักในตู้เย็น หลังจากล้างผักเสร็จแล้ว ให้ห่อผักด้วยกระดาษเช็ดมือแผ่นใหญ่ แล้วค่อยนำไปแช่ตู้เย็น ซึ่งกระดาษจะช่วยกักเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกไป และช่วยคงความสดให้นานขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมเด็ดผักใบที่ช้ำหรือเน่าทิ้งก่อนด้วยนะ

2.วิธีเก็บผักผลไม้ โดยแยกกลุ่มผักให้ชัดเจนก่อน
แยกประเภทผัก ก่อนใช้วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น
ก่อนจะนำผักสดเข้าตู้เย็นนั้น แนะนำให้แยกกลุ่มผักออกจากกัน โดยจำแนกเป็น 3 ชนิด คือผักที่เน่าเสียง่ายอย่าง เห็ด, ผักชี, ผักกาดหอม, ถั่วงอก, ถั่วฝักยาว, ผักบุ้ง และชะอม ต่อมาคือกลุ่มผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด ก็จะมีผักกาด, ผักคะน้า, มะเขือเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ เช่น ฟัก, แฟง, เผือก, มัน และฟักทอง ซึ่งผักเหล่านี้แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ยืดเวลาได้ไม่นานนัก แต่การเก็บที่ดีที่สุดคือใส่ถุงพลาสติกที่สะอาดและแห้ง จะช่วยเก็บความสดไว้ได้นานขึ้น 5-7 วัน

3.วิธีเก็บผักผลไม้สุกง่าย จับใส่ถุงสูญญากาศซะ!

 

ถุงซีลสูญญากาศ
 

วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็นด้วยการใส่ถุงสูญากาศ
ขึ้นชื่อว่าผลไม้ ก็มีให้เลือกมายมายนับไม่ถ้วนเลยใช่ไหมล่ะ แต่ผลไม้ต่างๆ ที่สุกง่าย อย่าง มะม่วง, แอปเปิ้ล, อะโวคาโด, องุ่น, ลูกแพร รวมไปจนถึงผักอย่างพริกไทยสด และเห็ดทุกชนิด ถ้าอยากให้คงความสดและเก็บได้นานล่ะก็แนะนำให้ใส่ถุงพลาสติกสูญญากาศ และพยายามอย่าให้ผิวของผลไม้แต่ละลูกสัมผัสกัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยเก็บความสดไว้ได้นานขึ้นแล้ว

4.วิธีเก็บผักผลไม้ดิบ ควรใส่ถุงกระดาษเจาะรู

วิธีเก็บผักผลไม้ดิบ ควรใส่ถุงกระดาษเจาะรู
 

เก็บผลไม้ใส่ถุงกระดาษ หนึ่งในวิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น
มาต่อกันที่ผลไม้ดิบ ที่ยังมีผลเป็นสีเขียว ถ้าแม่บ้านหรือพ่อบ้านคนไหนอยากให้มันยังคงความสดอยู่ล่ะก็ แนะนำให้นำผลไม้ใส่ถุงกระดาษที่เจาะรู อากาศที่ไหลเวียนจะช่วยคงความสดได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยให้ก๊าซเอธิลีนหรือก๊าซที่ทำให้ผลไม้สุกยังคงอยู่ในถุง ไม่ไปรบกวนผลไม้ชนิดอื่น

5.ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ กับวิธีเก็บผักผลไม้
วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น เก็บเบอร์รี่ให้สดเสมอ
ผลไม้จำพวกตระกูลเบอร์รี่มักไม่ถูกกับความร้อนของประเทศไทยเท่าไหร่นัก เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นส่งผลให้ผลไม้เสียง่ายมาก ดังนั้นข้อแนะนำของเราคือให้นำผลไม้อย่าง เชอร์รี่, สตรอว์เบอร์รี่, หรือบลูเบอร์รี่ ใส่ตระกร้าแล้วล้างผ่านน้ำร้อนแบบรวดเร็วประมาณ 30 วินาที หลังจากนั้นให้เทลงบนผ้า เพื่อคลายความร้อน แล้วค่อยนำไปแช่ในตู้เย็น ความร้อนจะฆ่าสปอร์แบคทีเรีย ทำให้เบอร์รี่คงความสดได้นานขึ้นนั่นเอง

6.อย่าใช้วิธีเก็บผักผลไม้ ด้วยการแช่รวมกัน

 


 

แยกผักกับผลไม้ ก่อนเข้าตู้เย็น ด้วยวิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น
สำหรับข้อนี้ขอขีดเส้นใต้รัวๆ เลย สำหรับผักผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาดหรือซุปเปอร์มาเก็ตนั้น คุณพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายไม่ควรนำมาแช่น้ำรวมกัน เพราะผลไม้สุกจะปล่อยก๊าซเอธิลีนออกมา ทำให้ผักที่ว่างอยู่ใกล้ๆ เสียเร็ว ทางที่ดีเราแนะนำให้ควรเก็บผักและผลไม้แยกถุงหรือ แยกชั้นกัน ยิ่งแช่ห่างกันมากเท่าไรผักและผลไม้ก็จะช่วยยืดอายุได้นานขึ้น เชื่อสิ!

7. วิธีเก็บผักผลไม้ สำหรับเห็ดควรใส่ไว้ในกล่องพลาสติก
วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น เก็บเห็ดใส่กล่องก่อนเข้าตู้เย็น
เห็ดเป็นผักอีกหนึ่งประเภทที่เสียค่อนข้างเร็ว ดังนั้นแนะนำให้ล้างให้สะอาดแล้วตากลมให้แห้ง จากนั้นเก็บใส่กล่องพลาสติก แล้วปิดฝาไม่ต้องสนิท ให้ลมเข้าไปเล็กน้อย หรืออาจใช้แผ่นพลาสติกใส ห่อแล้วเจาะรูเล็กๆ ที่ด้านบนเพื่อป้องกันความชื่น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญทำให้เห็ดเน่าเสียนั่นเอง

8.เก็บไข่ไว้ในชั้นวางตู้เย็น หนึ่งในวิธีเก็บผักผลไม้


 

วิธีเก็บไข่ไก่สดและผักผลไม้ในตู้เย็น ให้สดใหม่
วัตุดิบอย่าง “ไข่สด” ควรเก็บไว้ในกล่องไข่หรือชั้นวางไข่ในตู้เย็น เพื่อกันการกระแทกและป้องกันการระเหยของน้ำออกจากไข่ที่สำคัญไม่ควรล้างไข่ก่อนเก็บเข้าตู้เย็น เพราะจะทำให้อากาศ สิ่งสกปรก และกลิ่นต่างๆ ในตู้เย็น ซึมเข้าภายในฟองไข่ได้ไว ทำให้ไข่ไก่เสียง่าย นอกจากนี้ก็ควรวางไข่ให้ด้านแหลมลง ให้ด้านป้านหงายขึ้น วิธีนี้จะทำให้ไข่แดงอยู่ตรงกลางฟองพอดี

เพียงแค่ทุกคนลองทำตามวิธีที่เรานำมาฝาก รับรองว่าผักผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาดหรือซุปเปอร์มาเก็ตนั้นจะอยู่กับเรานานขึ้นแน่นอน แต่ทางทีดี ‘ผักสด’ ควรจะกินภายใน 1-2 วัน เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุด แต่ถ้าต้องการแช่ผักในตู้เย็น หลังจากล้างผักและเสร็จแล้ว ให้ห่อผักด้วยกระดาษเช็ดมือแผ่นใหญ่ แล้วค่อยนำไปแช่ตู้เย็น กระดาษจะช่วยเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกไป ซึ่งจะช่วยคงความสดให้นานขึ้น และอย่าลืมเด็ดผักใบที่ช้ำหรือเน่าทิ้งไปก่อนด้วยนะคะ

สำหรับใครที่ต้องการเก็บรักษาความสดใหม่ของอาหารแนะนำให้ซื้อ ถุงเก็บความเย็น เก็บรักษาอาหาร เนื่องจากถุงเก็บความเย็นจะช่วยรักษาความสดยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่รักษาความเย็นเท่านั้น แต่ของร้อนก็สามารถใช้ได้เช่นกัน ยิ่งมีการเคลื่อนย้าย หรือทำธุรกิจส่งของ Delivery จะช่วยให้รักษาความสดของอาหาร และช่วยกันกระแทกจนมือลูกค้าแบบสมบูรณ์แบบ

 

Cr. .reviewyourliving.com

 

ใครชอบกินขนมครก เชิญมาทางนี้เลยจร้า! วันนี้แอดมินจะมาแชร์ วิธีทำ ขนมครก สูตรโบราณ เมนูสร้างรายได้เสริม ขนมครก สูตรแอดมิน กรอบนอกนุ่มใน หอมมันหวานอร่อย  ขนมครก เมนูหากินง่ายแต่หาอร่อยยากมากกก วันนี้เราเลยมาเอาใจคนชอบกินขนมครก หรือใครที่อยากหารายได้เสริมเพื่อทำขาย บอกเลยสูตรนี้ถูกใจลูกค้าแน่นอน เพราะแป้งกรอบ เนื้อกะทิหอมมันไม่เหมือนใคร พร้อมด้วยเทคนิคการทำแบบละเอียดยิบ รับรองได้เลยว่าเปิดร้านขายลูกค้าเพียบแน่นอน หรือแม่บ้านคนไหนอยากทำกินเองที่บ้านก็ทำได้ไม่ยาก ตามมาดูสูตรไปพร้อมกันเลย!


วันนี้แอดมันจะพาไป อร่อยฟิน พร้อมกันกับหลากเมนูขนมครก สูตรขนมไทยเนื้อนุ่มกลิ่นหอม อยากจะแคะจากเตาขนมครกแบบไทย ๆ หรืออยากทอดในกระทะก็ได้นะ ถ้าทำไปกินไปรับรองฟิน

สูตรขนม ขนมครก เมนูสร้างอาชีพ


 

อัตราส่วน น้ำปูนใส

  • น้ำเปล่า 1000 มิลลิลิตร
  • ปูนแดงกินหมาก 2 ช้อนตวง
  • (คนให้ละลายทิ้งไว้ข้ามคืน)

ส่วนผสม แป้งขนมครก

  • แป้งข้าวเจ้า 250 กรัม
  • ข้าวหอมมะลิหุงสุก 100 กรัม
  • น้ำปูนใส 120 กรัม (หาไม่ได้ใช้น้ำเปล่าแทนได้)
  • หัวกะทิคั้นสดแบบเข้มข้น 500 มิลลิลิตร
  • หางกะทิ 250 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 60 กรัม
  • เกลือสมุทร 2 ช้อนชา

ส่วนผสม หน้ากะทิ

  • หัวกะทิคั้นสดแบบเข้มข้น 500 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 80 กรัม (ไม่ชอบหวานลดเหลือ70กรัม)
  • เกลือสมุทร 1/2 ช้อนชา +1/4 ช้อนชา
  • แป้งข้าวเจ้าตราหมีคู่ดาว 1 ช้อนตวง +1/2 ช้อนตวง

ส่วนผสม ไส้โรยหน้า

  • ข้าวโพดหวานฝานบางๆ นึ่งสุก 1-2 ฝัก
  • เผือกหอมหั่นเต๋านึ่งสุก 1 ถ้วย
  • ต้นหอมซอย 1 ถ้วย
  • ผ้าเช็ดเบ้าขนมครก
  • น้ำมันพืชสำหรับเช็ดเบ้า

วิธีทำ ขนมครก

  1. นำข้าวโพดหวานมาฝานบางๆ เผือกหั่นเต๋า นำไปนึ่งให้สุกประมาณ 20 นาที ส่วนต้นหอมนำมาซอย พักไว้ 
  2. ทำแป้งขนมครก โดยการนำ แป้งข้าวเจ้า ข้าวสวย น้ำปูนใส กะทิ เกลือ ปั่นให้เข้ากันจนละเอียดดี เทใส่ในชามผสม พักแป้งไว้ 30 นาที
  3. จากนั้นทำหน้ากะทิ โดยการนำแป้งข้าวเจ้า หัวกะทิแบบคั้นสดเข้มข้น น้ำตาลทรายขาว และเกลือสมุทรผสมเข้าด้วยกัน คนด้วยตะกร้อมือจนทุกอย่างละลายเข้ากันดี
  4. เทส่วนผสมทั้งสองอย่างลงไปในกาน้ำหัวแหลม เพื่อสะดวกในการเทลงถาดหลุม 
  5. เทคนิคการเท เราต้องเทส่วนผสมของแป้งลงไปก่อน โดยเริ่มจากด้านนอกวนเข้าไปบรรจบที่ด้านใน เมื่อหยอดครบแล้ว ต้องนำส่วนกะทิเทลงทันทีจนครบ
  6. จากนั้นนำเครื่องที่เตรียมไว้หยอดลงไป โดยต้นหอมสามารถหยอดได้ทันที ส่วนข้าวโพดกับเผือก ควรรอให้แป้งเซตตัวก่อนค่อยใส่ลงไป
  7. นำฝาปิด ใช้เวลาประมาณ 5 นาที หรือดูว่าขอบด้านนอกออกสีน้ำตาล ถือว่าใช้ได้ นำช้อนมาตักออกทีละหลุม จัดเรียงให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

เทคนิคการเตรียมถาดหลุม

  • เมื่อซื้อถาดหลุมขนมครกมาแล้ว ควรล้างด้วยน้ำยาล้างจานให้สะอาดประมาณ 3 รอบเพื่อล้างที่เคลือบกระทะออกจนหมด
  • นำไปตั้งไฟให้ร้อน เทน้ำมันพืชลงไปให้ท่วม ทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นเทนำมันออก จะทำให้เวลาใส่แป้งกะทิจะไม่ติด
  • เทคนิคการทำขนมครก

ถ้าจะทำ ขนมครกให้อร่อย ควรใช้ เตาขนมครก ที่ทำด้วยเหล็กหล่อไม่เป็นสนิม ร้อนเร็ว มีฝาปิดเตา ที่กระจายความร้อนได้ดีทำให้ขนมครกสุกอย่างทั่วถึง สุกพร้อมๆ กัน ที่ขาดไม่ได้คือระบบแก๊สและวาวล์แก๊ส ต้องทำด้วยวัสดุอย่างดี เช่นใช้ วัสดุหัวทองแดง พร้อมทั้งหัวปรับแรงดันต่ำได้ดี ทำให้ช่วยประหยัดค่าแก๊สด้วย 

 

ขึ้นชื่อว่าเมนู ของหวานเย็นๆ หรือ ขนมคลายร้อน ที่จะช่วยดับร้อนของร่างกายเราได้ หากคุณมีวันหยุดถ้ามีเวลาว่างอยากหา กินอะไร เย็นๆ หรือ เมนูคลายร้อน ง่ายๆ ทำกินกันภายในครอบครัว และทำง่ายๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย

วันนี้เรามีเมนูคลายร้อน ทำทานได้ง่ายๆ ในครอบครัว รับรองว่าแฮปปี้กันทั้งบ้าน อร่อยทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ฟินได้ทุกวัยเลยล่ะค่ะ ว่าแล้วก็ตามไปจิ้มสูตรที่ถูกใจ แล้วทำไปพร้อมๆ กัน เมนูของวานเย็นๆ ได้แก่ วุ้นผลไม้ วุ้นแตงโม บิงซูเมล่อน ลอดช่องน้ำกะทิ วุ้นกะทิ เฉาก๊วย สูตรเหนียวหนึบ ไอศกรีมกะทิ เลือกสูตรขนมที่ชอบแล้วลองทำตามได้เลยน้า

บิงซูเมล่อน ทำง่ายไม่กี่ขั้นตอน

วัตถุดิบ
นมสดรสจืด 2 ถ้วยตวง ,น้ำเย็น 1 ถ้วย , ผงวานิลลา 30 กรัม ,น้ำเชื่อม 1/4 ถ้วย , แคนตาลูป เมลอน แตงโมสีแดง , นมข้นหวาน , ข้าวพอง ,ถั่วอัลมอนด์ คอร์นเฟล็ก หรือท็อปปิ้งอื่น ๆ ตามชอบ , ไอศกรีมวานิลลา หรือไอศกรีมอื่น ๆ ตามชอบ

วิธีทำ

  1. นำนมสดรสจืด ผสมน้ำเชื่อม ผงวานิลลา ตีให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเทใส่บล็อกน้ำแข็ง แล้วแช่ช่องฟรีซ
  2. จากนั้นใช้ที่คว้าน คว้านลงไปที่ผลไม้ แคนตาลูป เมลอน แตงโมสีแดง โดยคว้านให้สวยงาม เป็นก่อนกลมๆ แช่ฟรีซไว้ให้เย็น
     
  3. จากนั้นนำนมที่แช่ตู้เย็นจนแข็งมาปั่นให้ละเอียด
  4. เทนมที่ปั่นละเอียดลงในเมล่อนที่คว้านเนื้อออกแล้ว จัดให้สวยงาม (ขั้นตอนนี้ควรรีบทำเนื่องจากน้ำแข็งอาจจะละลายได้) นำเนื้อผลไม้มาวางเรียงให้สวยงาม ราดด้วยนมข้นหวาน โรยหน้าด้วยท๊อปปิ้งตามชอบ

วุ้นผลไม้ วุ้นแตงโม

วัตถุดิบ
แตงโม ½ ลูก,แคนตาลูปหั่นเต๋า ½ ถ้วยตวง,เมลอนหั่นเต๋า 1 ถ้วยตวง , ,แอปเปิ้ล 1 ลูก , เจลาตินผง 3 ช้อนโต๊ะ , องุ่นไร้เมล็ด ½ ถ้วยตวง,สตรอว์เบอร์รีหั่น ½ ถ้วยตวง, น้ำเย็นจัด 1 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ใส่ผงเจลาตินใส่น้ำเย็นจัด คนให้วุ้นละลาย แล้วพักไว้
  2. คว้านเนื้อแตงโมออกมาให้หมด เอาแต่เนื้อ
  3. ตั้งหม้อใส่ผงวุ้นที่ละลายไว้ ใส่น้ำตาลทรายคนให้น้ำตาลละลาย พักไว้จนอุ่น แล้วนำกระชอนกรองพวกเศษๆ ออก
  4. เตรียมผลไม้หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่ผลไม้ทั้งหมดลงไปเปลือกแตงโมที่คว้านเอาเนื้อออก
  5. จากนั้นนำน้ำเจลาตินราดไปในเปลือกให้เต็ม นำไปแช่เย็นจนวุ้นเซ็ตตัว นำออกมาจากตู้เย็นผ่าครึ่งซีกพร้อมเสิร์ฟ

ลอดช่องน้ำกะทิ ของหวานเย็นๆ คู่คนไทย

วัตถุดิบ
แป้งข้าวเจ้า 150 กรัม , แป้งมัน 30 กรัม , ใบเตย 20 ใบ , น้ำปูนใส 800 กรัม , น้ำเย็นจัด (สำหรับพักเส้น)


วัตถุดิบทำน้ำกะทิราด
น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม ,หัวกะทิ 500 มิลลิลิตร , เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. นำใบเตย น้ำปูนใส ใส่ในเครื่องปั่น นำไปปั่นให้ละเอียด
  2. เมื่อปั่นเสร็จให้นำมากรองด้วยกระช้อนตาถี่ หรือผ้าขาวบาง หลังจากได้น้ำแล้วให้ตักฟองออก

  3. ใส่แป้งข้าวเจ้า คนส่วนผสมให้เข้ากัน กรองด้วยกระช้อนอีก 1 รอบ
  4. ตั้งไฟกลาง เคี่ยวน้ำลอดช่อง เคี่ยวจนแป้งจับตัวจนข้น
  5. นำน้ำลอดช่องที่เคียวจนข้นเหนียวได้ที่ เทใส่หม้อที่มีรู ข้างล่างให้เทน้ำสะอาดไว้เพื่อรองลอดช่องที่จะออกมา จะได้ลอดช่องที่เป็นเส้น
  6. ทำน้ำกะทิราด ใส่น้ำกะทิลงในหม้อ ตามด้วยน้ำตาลมะพร้าว จากนั้นตั้งไฟแล้วเคี่ยวจนน้ำตาลละลาย
  7. นำลอดช่องใส่น้ำน้ำแข็งตามชอบ ราดด้วยน้ำกะทิพร้อมเสิร์ฟ

เต้าฮวยมะพร้าวอ่อน

ส่วนผสม เต้าฮวย
น้ำมะพร้าว 500 มิลลิลิตร (ประมาณ 2 ลูก) น้ำเปล่า 450 มิลลิลิตร ผงวุ้น 1+1/4 ช้อนชา น้ำตาลทรายขาว 100 กรัม ริชส์นอนแดรี่ครีมเมอร์ 200 กรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 2 ลูก

 

ส่วนผสม น้ำราดเต้าฮวย
น้ำมะพร้าว 500 มิลลิลิตร (ประมาณ 2 ลูก) 
น้ำเปล่า 450 มิลลิลิตร น้ำตาลทรายขาว 100 กรัม 
ริชส์นอนแดรี่ครีมเมอร์ 200 กรัม 
เนื้อมะพร้าวอ่อน 2 ลูก 
ถ้วยใส่เต้าฮวยขนาด 6 ออนซ์
Cr. แม่ซี น้องมดดี้ channel

 

แตงไทย ใส่น้ำกะทิเย็นๆ

หากพูดถึงของหวานเย็นๆ ของไทย คงไม่มีใครไม่นึกถึง แตงไทยน้ำกะทิ เป็นอีกหนึ่งของหวานที่นำแตงไทมาสร้างสรรค์เป็นเมนูของหวานได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยรสชาติหอมหวาน และยังมีประโยชน์อีกด้วย เนื่องจากแตงไทเป็นผลไม้ฤทธิเย็น ช่วยเรื่องร้อนใน มีวิตามินเอสูงอีกด้วย สูตรนี้ได้มาจาก คุณ chloechh สมาชิกเว็บไซต์ Pantip

วัตถุดิบ
หัวกะทิ 650 ml.,น้ำตาลมะพร้าว แล้วแต่ความชอบค่ะ (แนะนำให้ทำหวานๆไว้ค่ะ)
แตงไทย ยิ่งแก่ยิ่งดีค่ะ,เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อ ใส่น้ำกะทิ ใส่น้ำตาลมะพร้าว เหลือ โดยใช้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวแค่พอให้น้ำตาลละลาย อย่าให้กะทิแตกมัน เดี๋ยวจะไม่อร่อย
  2. หั่นแตงไทเป็นชิ้นๆ พอดีคำ เทใส่น้ำกะทิ แล้วนำไปแช่เย็น ให้เย็นจัด นำออกมาใส่น้ำแข็ง เท่านี้ก็จะได้แตงไทที่เย็นชื่นใจแล้วครับ

วุ้นกะทิ หวานเย็น

เมนูวุ้นกะทิ อีกหนึ่งเมนู ขนมหวานเย็นๆ สุดฮิต เป็นขนมหวานคลายร้อนได้อีกด้วย เอาไปแช่ฟรีซแล้วนำออกมาทานเย็นรับรองความร้อนของคุณจะหายเป็นปลิดทิ้ง สูตรจาก คุณ isweet สมาชิกเว็บไซต์ Pantip.com เป็นสูตรที่หอม และเนื้อวุ้นเด้งสู้ลิ้นเป็ยอย่างมาก

วัตถุดิบ
ผงวุ้น 1+1/2 ช้อนโต๊ะ , น้ำมะพร้าวหรือน้ำเปล่า 2+1/2 ถ้วย (ถ้าเป็นน้ำลอยดอกมะลิ จะหอมมากกว่านี้ หรือกลิ่นมะลิก็ได้) , ใบเตยหั่นเป็นท่อน 2-3 ใบ , น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วยพูน ๆ (ชิมรสดูตามชอบนะคะ พอดีอ้อไม่ชอบหวานจัดค่ะ) , เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอ่อน ๆ 1 ลูก หั่นเต๋า จะได้ประมาณ 1/2 ถ้วย (ใส่มากกว่านี้ได้นะ พอดีอ้อจำกัดแค่ลูกเดียวได้แค่นี้) , หัวกะทิ 2+1/2 ถ้วย , เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
  1. ละลายผงวุ้นกับน้ำ นำขึ้นตั้งไฟ ใส่ใบเตยหั่นท่อนลงไป ต้มพอเดือด คนผสมจนส่วนผสมวุ้นเริ่มเหนียว
  2. ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ตามด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อน
  3. พอเดือดค่อย ๆ เทหัวกะทิลงไป คนเบา ๆ อย่าให้กะทิแตกมัน ใส่เกลือป่นเพื่อตัดรสนิดหน่อย
  4. พอเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ (เอาใบเตยออก) นำไปใส่พิมพ์ (อ้อไม่มีอะไรเลย จึงใส่แก้วและกล่องพาสติกทนความร้อนแทน) จากนั้นนำไปแช่เย็นให้วุ้นเซตตัว นำออกมากินเย็น ๆ มันชื่นใจมาก

ไอศกรีมกะทิ สูตรทำง่ายๆ

“ ไอศกรีมกะทิ สูตรโบราณ” เมนู ของหวานเย็นๆ สูตรนี้จะเน้นที่ใช้วัตถุดิบน้อย ทำกินกันในครอบครัวง่ายๆ ไอติมสูตรนี้มี เนื้อสัมผัสที่เข้าข้น หวานมัน กลิ่นกะทิโชยมาแต่ไกล ต้องลองทำกันเลยจร้า

วัตถุดิบ
กะทิอร่อยดี 500 มล. , น้ำตาลทราย 100 กรัม , เกลือ 1/2 ช้อนชา , แป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ. , กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา ,ถั่วลิสงคั่ว , เครื่องเคียงตามชอบ >>> ถั่วแดง,ลูกเดือย,ลูกชิด,ข้าวโพด

วิธีทำ

  1. นำแป้งข้าวโพดมาละลายผสมกับกะทิบางส่วน ใช้ตะกร้อตี หรือ เครื่องตีแป้ง ตีจนแป้งข้าวโพดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. ตั้งหม้อใช้ไฟกลาง ใส่กะทิ เกลือ น้ำตาลทราย กลิ่นวนิลา เคียวด้วยไฟกลางจนส่วนผสมทั้งหมดเริ่มหนืดตัว
  3. ปรับเป็นใช้ไฟอ่อน ใส่แป้งข้าวโพดที่ได้ละลายไว้แล้วในข้อ1คนจนส่วนผสมทั้งหมดเริ่มเดือดเล็กน้อย
  4. ปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น
  5. เทใส่กล่องหรือภาชนะอื่น ปิดฝา นำไปแช่เย็น ประมาณฟรีซ 3-4 ชั่วโมง
    *** ขั้นตอนนี้ หากต้องการทำ ไอศกรีมกะทิ ไข่แข็ง ให้ใช้ไข่เป็ด 2 ฟอง และแยกเอาแต่ไข่แดง เทลงบนตัวไอศกรีม พร้อมคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
  6. นำออกจากช่องฟรีซ และนำมาให้ ไอศกรีมกะทิ เนียนละเอียด นำออกมาใส่กล่องแช่ฟรีซไว้ 1 คืน
  7. ตักเครื่องเคียงพร้อมเสิร์ฟคู่กับ ไอติมกะทิสด โรยด้วยถั่วลิสงคั่ว และนมข้นจืดคาร์เนชั่น

 

หากคุณทำเมนูคลายร้อน หรือ เมนูของหวานเย็นๆ เช่น บิงซู คากิโกริ เป้าปิง เราแนะนำให้ซื้อ เครื่องทำบิงซู ของ SGE ติดบ้านไว้ รับรองว่าเมนูน้ำแข็งใสเกล็ดหิมะ หวานๆ เย็นๆ ของคุณจะออกมาพิเศษอย่างแน่นอน ด้วยผิวของน้ำแข็งที่ปั่นออกมา ละเอียด รับรองว่า ละมุนปากแน่นอน รับรองว่า เครื่องทำบิงซู จะช่วยเพิ่มอรรถรสในเมนูของคุณให้อร่อยยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

 

ไส้กรอกอีสาน เป็นการถนอมอาหารแบบอีสานประเภทหนึ่ง แต่เดิมใช้เนื้อที่เหลือจากการล้มวัวและมีคุณภาพต่ำกว่าเนื้อที่ใช้ทำหม่ำ นำมาผสมกับข้าวเหนียว กระเทียมและเกลือ ยัดใส่ลงในไส้ที่ทำความสะอาดแล้ว หมักไว้ 3-4 วันจนมีรสเปรี้ยว จนมีการปรับปรุงสูตรให้มีความอร่อยมากยิ่งขึ้น ไส้กรอกอีสานนั้น คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทํามาจาก เนื้อหมู มันหมู ข้าวสุก ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรส เครื่องเทศ และสมุนไพร เช่น นํ้าตาลทราย เกลือ กระเทียมบด พริกไทย ลูกผักชี ผสมให้เข้ากัน นวดจน เหนียว บรรจุในไส้หมู หรือไส้ชนิดอื่นที่บริโภคได้ มัด เป็นท่อน ผึ่งไว้ในที่สะอาด และแห้งจนเปรี้ยว และต้อง ทําให้สุกก่อนรับประทานนั่นเอง 

ในวันนี้ Admin ขอนำเสนอสูตรลับไส้กรอกอีสานพารวย! วิธีทำไส้กรอกอีสาน ทำได้ง่าย ทำขายก็ดี จะเป็นอย่างไรบ้างตามไปดูกัน
 

วิธีทำไส้กรอกอีสาน

การทำไส้กรอกอีสานนั้น มีวิธีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากเลย ซึ่งสูตรลับพารวย จาก SGE นี้ เราได้ใช้เครื่องยัดไส้กรอก มาเป็นตัวช่วยในการทำไส้กรอกอีสานกัน จะมีขั้นตอนยังไงบ้างตามไปดูกันเลย


 

วัตถุดิบ

  • เนื้อหมูบด     2 กิโลกรัม
  • มันหมูบด     1 กิโลกรัม
  • รากผักชี    20 ราก
  • พริกไทยป่น    10 กรัม
  • กระเทียม    300 กรัม
  • น้ำตาลทราย     30 กรัม
  • ซอสหอยนางรม    150 กรัม
  • ผงปรุงรสหมู     120 กรัม
  • ข้าวสวย     100 กรัม
  • วุ้นเส้น     250 กรัม
  • ไส้เทียม     1 แท่ง
  • เชือกสำหรับมัด    1 ม้วน


วิธีทำไส้กรอกอีสาน

นำเนื้อหมูบด และมันหมูบดมาผสมให้เข้ากัน บทนำรากผักชี และกระเทียมที่บดละเอียด มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นให้เติมพริกไทย ผงปรุงรสหมู น้ำตาล และน้ำมันหอย คลุกเคล้าจนเข้ากัน

 

จากนั้นให้ใส่ข้าวสวย และวุ้นเส้น ตามลงไปคลุกเคล้าจนเข้ากัน
เตรียมไส้เทียมแช่น้ำทิ้งไว้ 5-10 นาที

 


 

หลังจากเตรียมไส้เทียมเสร็จแล้ว ให้นำไส้เทียมมาใส่กับเครื่องยัดไส้กรอก โดยเราจะใช้ เครื่องยัดไส้กรอก จาก SGE ซึ่งมาพร้อมกับหัว 5 ขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม
เมื่อใส่ไส้เทียมกับเครื่องทำไส้กรอกแล้ว ให้มัดปมตรงปลายไส้เทียม แล้วนำไม้จิ้มฟันมาเจาะให้เป็นรู เพื่อระบายอากาศ



 

นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในเครื่องทำไส้กรอก เปิดเครื่อง แล้วรอจนกว่าจะอัดไส้กรอกเสร็จ
เมื่ออัดไส้กรอกเสร็จแล้วให้ทำการมัดปมท้ายไส้กรอกให้เรียบร้อย
 


ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่ได้ไส้กรอกแล้ว ให้นำไม้จิ้มฟันมาจิ้มให้ทั่วไส้กรอก เพื่อกันไส้กรอกแตก
เมื่อเจาะรูไส้กรอกเสร็จแล้ว ให้ทำการมัดไส้กรอกตามขนาดที่เราต้องการ



 

เพียงเท่านี้ ก็จะได้ไส้กรอกอีสานพร้อมเก็บไปรับประทานแล้ว
เคล็ดลับ 👍🏻 การเพิ่มมูลค่าสินค้า และการเก็บไส้กรอกอีสานให้ไว้ได้นาน เราขอแนะนำ เครื่องซีลสุญญากาศ สำหรับถนอมอาหาร เพื่อการเก็บอาหารให้นานยิ่งขึ้น

ทิ้งท้ายกันสักนิด! สูตรลับพารวย จาก SGE 💢

เนื่องด้วยทางบริษัท SGE ได้มีสินค้าเครื่องทำไส้กรอก เครื่องยัดไส้กรอก ให้เลือกสรรค์หลากหลายรุ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเลยทีเดียว จะขอยกตัวอย่าง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนทำธุรกิจ ดังนี้



 

ค่าเครื่อง ยัดไส้กรอก รุ่นแมนนวล ราคา 5,200 บาท
ค่าวัตถุดิบ 4 กิโลกรัม ราคาประมาณ 600 บาท
ค่าอุปกรณ์ + ถุงแพ็ค ราคาประมาณ 160 บาท
💰 จะคำนวณได้ว่าขายวันละ 4 กิโลกรัม ให้ 1 กิโลกรัมเท่ากับ 300 บาท รายได้เฉลี่ยเดือนละ 36,000 บาท 🤩

หมายเหตุ : ตัวเลขข้างต้นนี้ ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรง และไม่สามารถวัดได้ ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายส่วนต่างราคา วัตถุดิบ และสถานที่นั่นเอง

❝ จะเห็นได้ว่าวิธีทำไส้กรอกอีสานนั้น ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหม สำหรับคนที่กำลังมองหาเมนูง่าย ๆ เอาไว้ทำกินเป็นอาหารว่างในวันหยุด หรือ จะทำขายก็คงจะดีไม่ใช่น้อย 🥳 ❞

 

สำหรับใครที่ต้องการทำ ไส้กรอกอีสานขาย แบบจริงจัง แอดมินขอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ทำไส้กรอก ยัดไส้กรอก ได้รวดเร็ว ด้วย เครื่องยัดไส้กรอก เครื่องทำไส้กรอก คุณภาพสูง ดูเครื่องทำไส้กรอก https://www.sgethai.com/sausage-maker เครื่องทำไส้กรอก เครื่องยัดไส้กรอก เริ่มต้นที่ 5000 กว่าๆ เท่านั้นเอง พร้อม วัสดุสแตนเลส Food grade ปลอดภัยต่ออาหาร