หญ้าเนเปียร์ มีชื่อเรียกอีกอีกชื่อว่า “หญ้าบาน่า” เดิมทีหญ้าชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบประเทศแอฟริกาและปัจจุบันได้มีการปลูกกันทั่วโลก โดยประเทศไทยของเรานั้นได้นำหญ้าเนเปียร์มาจาก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เริ่มเข้ามาในบ้านเราครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2472 เป็นหญ้าที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ที่เป็นเขตร้อน แข็งแรง ทนแดดทนฝน จริง ๆ แล้วหญ้าเนเปียร์ก็ถือว่าถูกจัดอยู่ในกลุ่มวัชพืชที่มีอายุมาหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันมันถูกยกระดับให้เป็นพืชหญ้าสำคัญในบรรดากลุ่มคนที่ทำปศุสัตว์ ซึ่งหญ้าเนเปียร์เป็นเหมือนอาหารหลักของสัตว์เหล่านี้ โดยลักษณะทั่ว ๆ ไปของหญ้าชนิดนี้คือเมื่อโตเต็มที่จะสูงได้ราว ๆ 3-4 เมตร ลักษณะลำต้นจะเป็นกอ ๆ ส่วนใบจะเรียวยาวและมีขอบใบที่ค่อนข้างคม ใช้การแตกกอเพื่อขยายพันธุ์ มีส่วนของใบเยอะกว่าและออกดอกก่อนพันธุ์อื่น

 

หญ้าเนเปียร์ (Napier Grass) คืออะไร?

หญ้าเนเปียร์หรือ หญ้าบาน่า จัดเป็นหญ้าอาหารสัตว์ที่นิยมปลูกมาก เนื่องจาก ลำต้น และใบมีขนาดใหญ่ และมีคุณค่างทางอาหารสัตว์สูง รวมถึงสามารถเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง สามารถเก็บเกี่ยวต้นได้ตลอดทั้งปี และเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปี ต่อการปลูก 1 ครั้ง

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ราก และลำต้น หญ้าเนเปียร์เป็นหญ้าที่มีลำต้นขนาดใหญ่ ลำต้นแตกเป็นกอ หรือแตกต้นใหม่ได้ ลำต้นมีลักษณะแข็งแรง มีลำต้นสั้น ๆ บางส่วนอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดิน มีลักษณะทรงกลม และตั้งตรง ขนาดลำต้น 2-2.5 เซนติเมตร สูง 2-6 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นข้อปล้อง ประมาณ 15-20 ข้อ ส่วนรากมีเฉพาะระบบรากฝอยที่แตกออกจากเหง้าจำนวนมาก
  • ใบ ใบหญ้าเนเปียร์ออกเป็นใบเดี่ยว ประกอบด้วยกาบใบที่ห่อหุ้มลำต้น และมีขนเล็ก ๆ นุ่มมือปกคลุม โดยตรงรอยต่อระหว่างกาบใบกับแผ่นใบ มีลิ้นใบ ถัดมาเป็นแผ่นใบยาว แผ่นใบมีสีเขียวอ่อน ยาวประมาณ 70-100 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร แผ่นใบมีเส้นกลางใบขนาดใหญ่
  • ดอก ดอกหญ้าเนเปียร์ออกเป็นช่อ แบบ Spike ช่อดอกมีรูปทรงกระบอก สีเหลือง ยาวประมาณ 15-22 เซนติเมตร หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ด้านในดอกมีเกสรตัวเมีย และตัวผู้
  • ผล และเมล็ด หญ้าเนเปียร์พบติดผลได้น้อยมาก เปลือกผล และเมล็ดหุ้มติดกัน
สแลนกันแดด อันดับ1 ของไทย ตาข่ายกรองแสง ทอหนาพิเศษเย็บขอบข้าง กันลุ่ย ทอแน่น สินค้าเกรด A จากโรงงาน หลังคาโรงเรือน หลังคาโรงจอดรถ ราคาพิเศษวันนี้เพียง 645 บาท / ม้วน
 
ชนิดและพันธุ์หญ้าเนเปียร์ มีอะไรบ้าง?
หญ้าเนเปียร์ยักษ์
ชื่อสามัญ : King grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ : P. purpureum King grass
ลักษณะเด่นชัด : ลำต้นสูง แตกกอง่าย ใบและลำต้นมีขน ให้ผลผลิตต่อไร่สูง 10-60 ตัน/ไร่/ปี หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และน้ำ
หญ้าเนเปียร์แคระ
ชื่อสามัญ : Mott Dwarf Elephant Grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ : P. purpureum cv. Mott
ลักษณะเด่นชัด : ลำต้นเตี้ย แตกกอง่าย เป็นพุ่ม ใบ และลำต้นมีขน
หญ้าเนเปียร์ปากช่อง1 (พันธุ์ลูกผสม)
ชื่อสามัญ : Pak Chong 1
ชื่อวิทยาศาสตร์ : P. purpureum x pennisetum americanum
พันธุ์ดั้งเดิม : หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และหญ้าไข่มุก
หน่วยงานพัฒนาสายพันธุ์ : ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ โคราช กรมปศุสัตว์
ลักษณะเด่นชัด : ลำต้นสูงใหญ่ เหมือนเนเปียร์ยักษ์ ลำต้นอวบ และออกเขียวอ่อน ใบ และลำต้นไม่มีขน ลดการคันขณะเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตเหมือนกับหญ้าเนปียร์ยัก ผลผลิตต่อไร่สูง 10-60 ตัน/ไร่/ปี หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และน้ำ
 
ประโยชน์ของหญ้าเนเปียร์
 

1. ใช้ปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะโคเนื้อ โคนม และกระบือ ซึ่งเหมาะสมสำหรับการให้กินสด และการทำหญ้าหมัก
2. ใช้เป็นชีวะมวล สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า
3. ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน
4. ลำต้นใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ
5. ลำต้นนำมาสับ และอัดเป็นแท่ง สำหรับเป็นเชื้อเพลิงหุงทำอาหาร
6. หญ้าเนเปียร์มีโปรตีนสูง และให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าหญ้าทุกสายพันธุ์ เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารสำหรับวัวขุน โคขุน และวัวชนทุกระยะ
 
คุณค่าทางโภชนาการหญ้าเนเปียร์  คุณค่าทางโภชนาการหญ้าเนเปียร์ อายุ 45 วัน : 100 กรัม ดังนี้
พลังงาน : 175.40 แคลอรี่
โปรตีน : 7.32 กรัม
ไขมัน : 0.99 กรัม
คาร์โบไฮเดรต : 34.32 กรัม
ความชื้น : 8.68 กรัม
เถ้า : 11.51 กรัม
กาก : 37.21 กรัม
แคลเซียม : 247.5 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส : 203.9 มิลลิกรัม
เหล็ก : 12.4 มิลลิกรัม
** ปริมาณโปรตีนที่พบ นั่นหมายถึงว่า มีโปรตีนสูงถึง 7.32%

คุณสมบัติที่ดีของหญ้าเนเปียร์
ลำต้น และใบมีขนาดใหญ่ ลำต้นเติบโตได้เร็ว และให้ผลผลิตต่อไร่สูงมาก
มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะสำหรับเป็นอาหารหยาบเลี้ยงสัตว์
ลำต้นแตกกอใหม่ได้เร็ว ให้ผลผลิตได้ทั้งปี และเก็บผลผลิตได้ยาวถึง 5-7 ปี
ลำต้น และใบ มีปริมาณแป้ง และน้ำตาลสูง หากนำไปหมัก อาจไม่ต้องเติมกากน้ำตาล
ลำต้น และใบ แก่ช้า
ลำต้น และใบมีความอ่อนนุ่ม สัตว์เคี้ยวได้ง่าย
ไม่พบโรค และแมลงทำลาย
ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้เล็กน้อย
ทนต่อสภาพน้ำขังได้บ้าง
เติบโตได้ดีในทุกสภาพดี
ทนต่อดินเปรี้ยวได้ดี
ทนต่อดินเค็มได้ดี
เหมาะสำหรับการให้สัตว์กินสด และการทำหญ้าหมัก
 

ผลผลิตหญ้าเนเปียร์ เป็นอย่างไร?

  • หญ้าเนเปียร์ต้นสด

เป็นการเก็บหญ้าเนเปียร์แบบต้นสด และไม่มีการสับหรือบด โดยตัดเป็นต้น และนำไปให้สัตว์กินโดยตรง ทั้งนี้ นิยมตัดต้นอ่อนในระยะเติบโตที่ยังไม่มีข้อมาก

  • หญ้าเนเปียร์บดสด

เป็นการเก็บหญ้าเนเปียร์แบบนำมาบดสด ทั้งการบดในแปลงด้วยเครื่องจักร หรือ ตัดมือ แล้วขนมาบดด้วยเครื่องจักร ทำให้ได้หญ้าเนเปียร์แบบบดเป็นชิ้นเล็กๆ สัตว์เลี้ยงสามารถกินได้ง่าย และลดการสูญเสียได้เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแบบให้ทั้งต้นสด ปัจจุบันมีการปลูกในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายมากขึ้น

  • หญ้าเนเปียร์หมัก

เป็นผลผลิตหญ้าเนเปียร์ที่ได้จากการนำหญ้าเนเปียร์บดสดมาหมัก โดยมีส่วนผสมหลายแบบตามที่ต้องการ เช่น หมักกับยูเรีย หมักกับกากน้ำตาล หรือ ควบคู่ทั้งสองอย่าง เป็นต้น ทำให้หญ้าเนเปียร์มีความหยาบน้อยลง สัตว์เลี้ยงสามารถเคี้ยว และได้ย่อยง่าย รวมถึงนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับหญ้าสดที่ไม่ได้หมัก

  • หญ้าเนเปียร์บดแห้ง

เป็นผลผลิตหญ้าเนเปียร์ที่ได้จากการนำหญ้าเนเปียร์บดสดมาตากแห้ง 2-3 วัน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทำให้ได้หญ้าเนเปียร์บดแห้ง สามารถเก็บไว้ได้นานหลายสัปดาห์ และมีกลิ่นหอม แต่หากต้องการเก็บไว้นานมากขึ้นในหลายเดือน ต้องผ่านกระบวนการตากที่ความชื้นไม่ควรเกินกว่า 15-20% แต่ทั้งนี้ การให้หญ้าเนเปียร์บดแห้งจะทำให้สัตว์ต้องการน้ำเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการให้แบบบดสดหรือแบบหมัก ดังนั้น ต้องมั้นให้น้ำทุกๆ 3-6 ชั่วโมง ในช่วงการกินอาหาร ปัจจุบันมีการปลูกในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายมากขึ้น ซึ่งเกิดจากฟาร์ที่ขายแบบบดสด

 

เป็นอย่างไรกันบ้างหลังจากที่ได้ไปรู้จักกับหญ้าเนเปียร์กันไปแล้ว เชื่อว่าหลายคนที่ไม่เคยรู้จักเจ้าหญ้าชนิดนี้มาก่อนก็คงรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อยกับประโยชน์มากมายที่ได้จากการปลูกหญ้าชนิดนี้ ต้องบอกว่าปัจจุบันนี้มีพันธุ์พืชมากมายที่เป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับเรา ซึ่งการปลูกพืชหญ้าแบบนี้ก็นับว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีเพราะนอกจากจะเป็นอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงของเราได้แล้วก็ยังสามารถสร้างรายได้ให้เราจากการลงทุนที่ไม่สูงเกินไป 

 

Cr. kaset.today

วันหยุดถ้าอยากจัดงานปาร์ตี้เล็ก ๆ ในครอบครัว หรืออยากทำอาหารสำหรับคนพิเศษ คงจะไม่มีเมนูไหนที่น่าสนใจเท่า พิซซ่า อีกแล้ว เพราะทำครั้งเดียวได้ปริมาณเยอะ แถมหน้าตาดูดีด้วยเครื่องเครา ถ้าใครอยากลองทำเองก็ไม่ยากเลย วันนี้กระปุกดอทคอมขอแนะนำวิธีทำพิซซ่า โฮมเมด มีให้เลือกมากมาย วิธีทำพิซซ่า ง่าย ๆ ใส่เครื่องแบบจัดเต็ม มีทั้งแป้งบางกรอบและหนานุ่ม อยากทำเป็นถาดใหญ่ หรือชิ้นพอดีคำ ก็ตามชอบ อบเสร็จก็พร้อมเสิร์ฟแล้วจ้า

 

รู้จักกับพิซซ่า 
พิซซ่า(pizza) เป็นอาหารอิตาลี และอาหารจานด่วนประเภทหนึ่ง ที่ชาวอิตาลีเป็นผู้คิดค้น มีลักษณะเป็นแป้งแผ่นกลมแบน ราดด้วยซอสมะเขือเทศ แล้วทำให้สุกโดยการอบในเตาอบ และยังมีหลากหลายหน้าให้เลือกสรรค์ตามใจชอบ

ประเภทของพิซซ่า : พิซซ่าโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

Neapolitan-style คือ พิซซ่าที่มีขอบขนมปังค่อนข้างหนา ซึ่งพิซซ่าอเมริกัน ก็ดัดแปลงมาจากสูตรนี้
Roman-style คือ พิซซ่าแป้งบาง ขอบบางกรอบ ต้นตำรับมาจากกรุงโรม และภูมิภาคลาซิโอของอิตาลี
แป้งของพิซซ่า : แป้งพิซซ่ามีทั้งแบบแป้งหนานุ่ม และแป้งบางกรอบ ส่วนผสมหลัก ๆ จะมีแป้งขนมปัง และแป้งสาลีอเนกประสงค์ หรือจะใช้แป้งอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ถ้าอยากได้แป้งพิซซ่าหนานุ่ม ให้รีดแป้งไม่บางเกินไป ยังมีความหนาตามต้องการ แต่ถ้าอยากได้แป้งพิซซ่าบางกรอบ ให้รีดแป้งเป็นแผ่นบาง ๆ นั่นเอง

 

วิธีทำพิซซ่า  หน้าแซลมอนรมควัน

สำหรับคนรักปลาแซลมอนต้องมาลองทำเมนูพิซซ่าหน้าแซลมอนรมควัน เนื้อปลาแซลมอนชิ้นโต กับแป้งพิซซ่าบางกรอบ โรยหอมแดง และออริกาโน่หน่อย หอมฉุยเรียกน้ำย่อย จะกินคู่กับผักสลัดก็ได้

ส่วนผสม
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ¾ ถ้วย เตรียมเพิ่มไว้เล็กน้อยสำหรับโรยตอนนวดแป้ง
ยีสต์แห้ง 1 ช้อนชา
น้ำอุ่น ½ ถ้วยตวง
น้ำมันเมล็ดชา 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น เล็กน้อย
ซอสพิซซ่า
มอสซาเรลล่าชีสขูด
แซลมอนรมควัน
หอมแดงสไลด์
ออริกาโน

 

วิธีทำ
ผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์กับยีสต์ และน้ำอุ่นแล้วนวดเข้าด้วยกัน ใส่น้ำมันเมล็ดชาลงไปนวดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วโรยเกลือบาง ๆ ลงไป ห้ามนวดเกลือกับยีสต์โดยตรง เพราะเกลือจะทำให้ยีสต์ตาย นวดจนแป้งเข้ากันดี ประมาณ 5 นาที นวดให้แป้งเป็นก้อนได้ ไม่เหลวไปและไม่นิ่มไป และโรยแป้งขณะนวดด้วยเพื่อแป้งจะได้ไม่ติดมือ
พักแป้งไว้ 45 นาที เพื่อให้ยีสต์ทำงานจนแป้งขึ้นฟู คลุมด้วยผ้าชื้น หรือพลาสติกถนอมอาหาร และควรนำไปพักไว้ในที่มืด ๆ หรือพักไว้ในเตาไมโครเวฟจนก้อนแป้งขึ้นฟูเป็น 2 เท่า
อุ่นเตาอบรอไว้ที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง เตรียมไว้  
นำแป้งที่ขึ้นฟูแล้วมาชก เพื่อไล่อากาศที่ยีสต์ปล่อยไว้ออกแล้วนวดต่ออีก 30 วินาที แผ่แป้งเป็นแผ่นบาง ๆ ประมาณ ½ เซนติเมตร ให้เป็นวงกลม แผ่บาง ๆ แป้งจะได้กรอบ
ทาซอสพิซซ่าให้ทั่ว โรยมอสซาเรลล่าชีส วางปลาแซลมอนรมควันลงไป ตามด้วยหอมแดง และออริกาโน
นำเข้าอบประมาณ 15-20 นาที ให้แป้งเหลืองกรอบ นำออกจากเตา พร้อมเสิร์ฟ

 

พิซซ่าดับเบิลชีสโฮมเมด

 

เอาใจคอชีสที่อยากกินพิซซ่าอัดชีสเต็ม ๆ กับพิซซ่าดับเบิลชีสโฮมเมด จับชีสใส่ลงไปบนแป้งพิซซ่าเยอะ ๆ ตามชอบ นำไปอบร้อน ๆ พอชีสเริ่มเกรียม เอาออกมาหั่นชิ้น พร้อมอร่อยกันทั่วหน้า

ส่วนผสม
แป้งขนมปัง 200 กรัม 
ยีสต์ 1 ½ ช้อนชา
นมสด หรือน้ำเปล่า 140 กรัม
เกลือป่น ½ ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันรำข้าว 1 ช้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ
ผสมแป้งขนมปังกับยีสต์ให้เข้ากัน จากนั้นก็ทำหลุมบนแป้ง เตรียมไว้
นำนมสดไปอุ่นในไมโครเวฟพออุ่น ๆ จากนั้นใส่เกลือป่นลงไปในนมคนผสมให้เข้ากัน เทนมอุ่นลงไปในหลุมแป้ง ใช้มือกวนผสมสัก 2-3 ที ใส่น้ำมันมะกอกลงไป นวดให้เข้ากันจนแป้งไม่ติดมือ พักแป้งให้โดว์ให้ขึ้นเป็น 1 เท่า นานประมาณ 30-50 นาที
จากนั้นนำแป้งที่โดว์มานวดอีกครั้ง แล้วรีดให้แบน หนาประมาณ 1 เซนติเมตร เตรียมไว้
ถาดที่ใส่สำหรับอบพิซซ่าใช้ขนาด 9×9 นิ้ว ทาพิมพ์ด้วยเนย หากไม่มีเนยให้ทาด้วยน้ำมันพืช เพื่อไม่ให้แป้งติดพิมพ์ โรยหน้าด้วยมอสซาเรลล่าชีสขูดตามชอบ
นำเข้าเตาอบใช้ไฟบน-ล่างที่อุณหภูมิ 185 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15 นาที ตามขนาดของเตาอบ หรือใช้ไฟล่างที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นานประมาณ 12  นาที จากนั้นใช้ไฟบน-ล่างอีก 5 นาที เพื่อให้หน้าพิซซ่าเกรียมนิด ๆ ใช้มีดตัดเป็นชิ้น ๆ พร้อมเสิร์ฟ

 

แนะนำ เตาอบไฟฟ้า SGETHAI ใช้งานง่าย ควบคุมอุณหภูมิภายในเตาอบไฟฟ้าได้อย่างเสถียร อบอาหารคาว หวาน หรือขนมเค้กออกมาได้สวยงามน่าทาน พร้อมเลือกไฟฮีตเตอร์ได้ทั้งแบบบน ล่าง บนและล่างพร้อมกัน ให้เหมาะกับประเภทอาหาร อีกทั้งต้องประหยัดพลังงาน และ ทำความสะอาดดูแล รักษาได้ง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ทางบริษัท Spring Green Evolution ได้พัฒนาและคัดสรร สินค้ามาเพื่อตอบสนองลูกค้าของเรา ในหลากหลายรุ่นเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ได้เลือก เตาอบไฟฟ้า / เตาอบเบเกอรี่ ที่เหมาะสมตามความต้องการในการใช้งานมากที่สุด


 

 

แจกสูตรขนมหวานเย็นฉ่ำที่ใครก็อยากหม่ำมาเสิร์ฟกับสูตรพานาคอตต้า เนื้อนุ่มเด้งดึ๋งกับความอร่อยหลากสไตล์ ทำง่าย ๆ ฟินทุกคำ 

เอ่ยถึงพานาคอตต้า ของหวานสไตล์อิตาเลียนหลายคนคิดว่าทำยาก หรือถ้าซื้อกินก็ราคาแพงมาก ! ขอบอกว่าง่ายกว่าที่คิดเยอะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำเมนูพานาคอตต้า ยกตัวอย่างเช่น พานาคอตต้ามะม่วง พานาคอตต้าสตรอว์เบอร์รี พานาคอตต้า ช็อกโกแลต และเมนูพานาคอตต้าอื่น ๆ อีกเพียบ เลือกที่ชอบแล้วเข้าครัวกัน

 

พานาคอตต้าราสป์เบอร์รี่

พานาคอตต้าราสป์เบอร์รี่ ที่นำเอาราสป์เบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อีกหนึ่งอย่าง มาเป็นซอสเพิ่มความเปรี้ยวอมหวานให้กับพานาคอตต้า โดยวิธีการทำนั้น เนื้อครีมสามารถทำได้เหมือนกับสูตรอื่น ๆ ส่วนตัวซอสราสป์เบอร์รี่ จะนำไปเคี่ยวหรือนำไปใส่ในเครื่องปั่น ให้ทำซอสได้ง่ายขึ้นก็ได้

ส่วนผสมซอสราสป์เบอร์รี่

  • ราสป์เบอร์รีแช่แข็ง 350 กรัม
  • น้ำตาลทราย 80 กรัม
  • น้ำมะนาว 1/2  ช้อนโต๊ะ


ส่วนผสมพานาคอตต้า

  • เจลาตินชนิดแผ่น 3-4 กรัม 3 แผ่น
  • วิปปิ้งครีม 720 มิลลิลิตร
  • นมสดชนิดจืด 240 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 120 กรัม
  • ฝักวานิลลา 1/2  ฝัก
  • ราสป์เบอร์รี่สำหรับจัดเสิร์ฟ
  • ใบมิ้นท์


วิธีทำซอสราสป์เบอร์รี่

ใส่ราสป์รี่ 350 กรัม ลงในเครื่องปั่น แล้วเทน้ำตาลทราย 80 กรัม น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ เสร็จแล้วปั่นให้ละเอียด
เสร็จแล้ว เทใส่ถ้วย โดยระหว่างเท ให้ใช้กระชอนกรองเอากากออกด้วย
 

วิธีทำพานาคอตต้า

ใส่น้ำเย็นลงในชาน นำเจลาติน 3 แผ่นมาแช่น้ำ
เตรียมหม้อต้ม ใส่วิปปิ้งครีม 720 มิลลิลิตร นมสด 240 มิลลิลิตร จากนั้น นำไปต้ม ใช้ไฟอ่อน
ใส่น้ำตาลทราย 120 กรัม ลงไป แล้วนำฝักวานิลา 1/2 ฝัก มากรีดผ่าครึ่ง ใช้มีดขูดเอาเมล็ดออกมา นำใส่ลงในหม้อพร้อมกับฝักวานิลาเลย
จากนั้น ใส่แผ่นเจลาตินที่แช่น้ำไว้ลงไป คนให้น้ำตาลและแผ่นเจลาตินละลายจนหมด พอร้อนได้ที่แล้ว ให้ปิดไฟ ยกหม้อลงได้
เทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วใช้กระชอนกรองเอากากออก
เทใส่แก้วเล็กที่เตรียมไว้ 3/4 ถ้วย จากนั้น นำไปแช่เย็น 2 – 3 ชั่วโมง
ตักซอสราสป์เบอร์รี่ที่เย็นแล้ว ไว้ด้านบนเนื้อครีมเป็นชั้นบาง ๆ ตกแต่งด้วยใบมิ้นท์ พร้อมผลราสป์เบอร์รี่อีกเล็กน้อย ไว้ด้านบนให้สวยงาม เป็นอันเสร็จ

 

พานาคอตต้า รสมะม่วง

อยากทานผลไม้ ที่เพิ่มรสหวานแบบธรรมชาติให้กับพานาคอตต้า แนะนำให้ทำ พานาคอตต้า รสมะม่วง รับรองว่า หวาน อร่อย ถูกปากคนบ้านเราแน่นอน โดยหากอยากทำในรูปแบบครีเอทสุดสร้างสรรค์ แนะนำให้วางแก้วในแนวเฉียง แล้วค่อยเทเนื้อครีมหรือเนื้อมะม่วงลงไป รับรองว่า เมื่อทำออกมาแล้ว พานาคอตต้าของคุณจะสวยมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ส่วนผสมซอสมะม่วง

เจลาตินผงหรือผงวุ้น 1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนชา (ใส่หรือไม่ก็ได้)
เกลือเล็กน้อย
มะม่วงปั่น 400 กรัม
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
น้ำเย็น 40 กรัม

ส่วนผสมพานาคอตต้า
เจลาติน 1 ช้อนชา
นมสด 200 กรัม
วิปปิ้งครีม 250 กรัม
น้ำตาลทราย 70 กรัม
กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
เกลือป่นเล็กน้อย
 
วิธีทำซอสมะม่วง
เตรียมถ้วยผสม ใส่เจลาติน 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำเย็น 40 กรัม จากนั้น พักทิ้งไว้ 10 นาที
ถ้าเจลาตินเกาะตัว ให้นำไปอุ่นในไมโครเวฟ จนเป็นน้ำ เสร็จแล้ว ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่นเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้น ตักมะม่วงปั่นมาบางส่วน ผสมให้เข้ากัน
นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมรวมกับเนื้อมะม่วงปั่น คนให้เข้ากัน เติมรสเปรี้ยวด้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วางแก้วในแนวเฉียง แล้วเทให้ได้ครึ่งหนึ่งของแก้ว นำไปแช่ในตู้เย็น ให้เช็ตตัว ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
วิธีทำพานาคอตต้า

ใส่นมสด 200 กรัมลงในหม้อ ตามด้วยเจลาติน 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ 10 นาที เสร็จแล้ว นำไปต้มด้วยไฟอ่อน
ใส่น้ำตาลทราย 70 กรัม เกลือป่นเล็กน้อย คนให้น้ำตาลละลาย พอละลายหมดแล้ว ให้ปิดเตา ใส่วิปปิ้งครีม 250 กรัม กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน เสร็จแล้ว พักทิ้งไว้ให้เย็น
เทใส่แก้วอีกครึ่งหนึ่ง ให้พอดีกับชั้นมะม่วงก่อนหน้านี้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้เซ็ตตัวอีก 2 ชั่วโมง
หั่นมะม่วงเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไว้ตกแต่งด้านบน เป็นอันเสร็จ
 

พานาคอตต้า รสช็อกโกแลต

ใครชอบทานช็อกโกแลต ห้ามพลาด กับ พานาคอตต้า สูตรช็อกโกแลต ที่ผสานรสชาติไว้ได้อย่างลงตัว โดยการนำเอาดาร์กช็อกโกแลตมาทำเป็นเนื้อครีม ซึ่งถ้าใครอยากตกแต่งให้สวยงาม สามารถใช้เครื่องตีแป้ง ตีวิปครีมให้ตั้งยอดอ่อน แล้วหยอดไว้เป็นชั้นบาง ๆ ด้านบน ตกแต่งด้วยผลไม้อย่าง สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ หรือช็อกโกแลต ก็ได้ตามชอบ ก็จะช่วยให้พานาคอตต้าแก้วนี้ มีรสชาติเพิ่มมากขึ้น

ส่วนผสม
  • ดาร์กช็อกโกแลต 80 กรัม
  • วิปปิ้งครีม 200 กรัม
  • วิปปิ้งครีม (สำหรับตกแต่ง)
  • นมสด 3  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 20 กรัม
  • กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
  • เจลาติน 4 กรัม
  • น้ำเย็น 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • สตรอว์เบอร์รี่
  • คุกกี้
  • ใบมิ้นท์
     
วิธีทำ
ใส่เจลาติน ลงในถ้วยขนาดเล็ก แล้วใส่น้ำเย็น 1 ½ ช้อนโต๊ะ ลงไป ให้เจลาตินอิ่มน้ำ
เตรียมหม้อต้ม ใส่วิปปิ้งครีม 200 กรัม น้ำตาลทราย 20 กรัม กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา ลงไป แล้วนำไปต้ม เปิดไฟกลาง ใช้ไม้พายซิลิโคน คนให้ส่วนผสมเข้ากัน และน้ำตาลละลายจนหมด พอร้อนได้ที่ จนมีไอร้อนขึ้นมาแล้ว ให้ปิดไฟ ยกหม้อลงได้
ใส่เจลาติน ที่อิ่มน้ำแล้วลงไป ตามด้วยดาร์กช็อกโกแลต ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ คนให้เจลาตินและดาร์กช็อกโกแลตละลาย จากนั้น เทนมสด 3 ช้อนโต๊ะลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
เทใส่แก้วเล็กที่เตรียมไว้ 3/4 ถ้วย จากนั้น นำไปแช่เย็น 2 – 3 ชั่วโมง
ใช้ตะกร้อมือหรือเครื่องตีแป้ง ตีวิปครีมให้พอตั้งยอดอ่อน จากนั้น เทลงในแก้วเป็นชั้นบาง ๆ ตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่ ใบมิ้นท์ และคุกกี้ ไว้ด้านบนให้สวยงาม เป็นอันเสร็จ
 

พานาคอตต้าบลูเบอร์รี่

นอกจากสตรอเบอร์รี่ที่นิยมนำมาทำ พานาคอตต้า ก็มีบลูเบอร์รี่นี่และ ที่เป็นขาประจำอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งด้วยรสชาติที่เปรี้ยว ทำให้ตัดรสกับพุดดิ้งนมสดได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าจะให้อร่อย แนะนำให้ทำซอสแบบมีเนื้อบลูเบอร์รี่อยู่ด้วย จะช่วยเพิ่มรสสัมผัสและความอร่อยให้มากขึ้น

ส่วนผสมซอสบลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ 150 กรัม
น้ำตาลทราย 50 กรัม
น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมพานาคอตต้า

วิปปิ้งครีม 320 กรัม
นมสด 140 กรัม
น้ำตาลทราย 80 กรัม
กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
เจลาติน 2 แผ่น
น้ำเย็น
วิธีทำซอสบลูเบอร์รี่

ใส่บลูเบอร์รี่ 150 กรัม ลงในหม้อ แล้วเทน้ำตาลทราย 50 กรัม น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ลงไป ตั้งไฟใช้ไฟกลาง ค่อย ๆ ต้มและเคี่ยว ใช้ช้อนคนเรื่อย ๆ และบี้ เพื่อให้เนื้อบลูเบอร์รี่นิ่ม ละลายเข้ากันกับน้ำตาล ใช้เวลาประมาณ 5 – 10 นาที
เสร็จแล้ว เทใส่ขวดโหล พักไว้ให้เย็น
วิธีทำพานาคอตต้า

ใส่น้ำเย็นลงในจาน นำเจลาติน 2 แผ่นมาแช่น้ำ
เตรียมหม้อต้ม ใส่วิปปิ้งครีม 320 กรัม นมสด 140 กรัม น้ำตาลทราย 80 กรัม กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา ลงไป
นำไปต้ม เปิดไฟกลาง ใช้ไม้พายซิลิโคน คนให้ส่วนผสมเข้ากัน และน้ำตาลละลายจนหมด พอร้อนได้ที่แล้ว ให้ปิดไฟ ยกหม้อลงได้
ใส่แผ่นเจลาติน 2 แผ่นที่แช่น้ำไว้ลงไป คนให้เจลาตินละลาย จากนั้น เทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วใช้กระชอนกรองเอากากออก
เทใส่แก้วเล็กที่เตรียมไว้ 3/4 ถ้วย จากนั้น นำไปแช่เย็น 2 – 3 ชั่วโมง
ตักซอสบลูเบอร์รี่ที่เย็นแล้ว ไว้ด้านบนเนื้อครีม ตกแต่งด้วยใบไม้สีเขียว ไว้ด้านบนให้สวยงาม เป็นอันเสร็จ

 

พานาคอตต้าสตรอว์เบอร์รี่

พานาคอตต้า สตรอว์เบอร์รี่ ถือเป็นรสชาติยอดฮิตที่คนนิยมทานมากที่สุด เพราะด้วยมีทั้งรสชาติเปรี้ยวและหวาน อยู่ในผลไม้เดียว แถมยังมีสีแดงซึ่งตัดกับเนื้อพุดดิ้งสีขาว เมื่อทำออกมาแล้ว จึงมีความสวยงามน่ารับประทานมาก ๆ  เรียกได้ว่า กินก็อร่อย ถ่ายรูปออกมาก็สวย

ส่วนผสมซอสสตรอว์เบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่ 200 กรัม
น้ำตาลทราย 80 กรัม
ส่วนผสมพานาคอตต้า

วิปปิ้งครีม 100 กรัม (สำหรับต้ม)
น้ำตาล 22 กรัม
เจลาติน 1 ช้อนชา
น้ำ 15 กรัม
กลิ่นวานิลา 1/2 ช้อนชา
วิปปิ้งครีม 100 กรัม


วิธีทำซอสสตรอว์เบอร์รี่
ใส่สตรอเบอร์รี่ 200 กรัม ลงในหม้อ แล้วเทน้ำตาลทราย 80 กรัมลงไป ตั้งไฟใช้ไฟกลาง ค่อย ๆ ต้มและเคี่ยว ใช้ช้อนคนเรื่อย ๆ และบี้ เพื่อให้เนื้อสตรอว์เบอร์รี่นิ่ม ละลายเข้ากันกับน้ำตาล ใช้เวลาประมาณ 5 – 10 นาที (ถ้าเป็นสตรอเบอร์รี่แห้ง ให้ใส่น้ำลงไปเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นแบบแช่แข็ง ไม่ต้องใส่น้ำเพิ่ม)
ใช้เครื่องปั่น ปั่นเนื้อสตรอว์เบอร์รี่ในหม้อให้ละเอียด เสร็จแล้ว พักไว้ให้เย็น (ถ้าอยากให้มีเนื้อสตรอว์เบอร์รี่ ไม่ต้องใช้เครื่องปั่น)
 

วิธีทำพานาคอตต้า
ใส่น้ำเย็น 15 กรัมลงในถ้วย แล้วใส่เจลาติน 1 ช้อนชา เสร็จแล้วพักทิ้งไว้
เตรียมหม้อต้ม ใส่วิปปิ้งครีมลงไป 100 กรัม น้ำตาล 22 กรัม เปิดไฟอ่อน ใช้ไม้พายซิลิโคน ค่อย ๆ คนให้น้ำตาลละลาย แล้วใส่กลิ่นวานิลา 1/2 ช้อนชา คนให้เข้ากัน
พอเนื้อครีมร้อนดีแล้ว ให้ปิดเตา แล้วใส่เจลาตินที่อิ่มน้ำแล้วลงไป คนให้ละลายเข้ากันกับเนื้อครีม เสร็จแล้ววางพักไว้ ให้ครีมเย็นตัวลง
ใส่วิปปิ้งครีม 100 กรัม ลงในชามผสม ใช้เครื่องตีแป้ง ตีวิปปิ้งครีม จนเนื้อครีมขึ้นฟู ให้พอตั้งยอดอ่อน โดยให้สังเกตว่า มีวิปปิ้งครีมจับตัวที่ปลายตะกร้อ และตั้งยอดอ่อนหรือไม่ ถ้ามียอดอ่อน แสดงว่าใช้ได้แล้ว
ค่อย ๆ เทเนื้อครีมลงไปผสมกับวิปปิ้งครีม ทีละน้อย ๆ แล้วใช้ไม้พายคนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
เตรียมถ้วยขนาดเล็ก แล้วเทเนื้อครีมลงไป 3/4 ถ้วย จากนั้น นำซอสสตรอว์เบอร์รี่ หยอดไว้ด้านบน ตกแต่งด้วยใบมิ้นท์เล็กน้อย เป็นอันเสร็จ

 

หากใครกำลังหา เครื่องตีแป้ง หรือ เครื่องผสมอาหารอยู่ ขอแนะนำแบรนด์ Spring Green ที่หลายๆ คนได้ใช้งานแล้วพูดเป็นเสียงเดียวว่าคุ้มค่า ราคาไม่แพงเลย โดยเฉพาะ เครื่องผสมอาหารรุ่น Onyx ที่ราคาเพียงแค่ 3200฿ เท่านั้น เหมาะสำหรับมือใหม่ๆ เป็นอย่างมาก และมีรุ่น Almight ที่มีโถปั่น 10 ลิตร ราคาถูกสุดในตลาด เพียงแค่ 5000 เท่านั้น นอกจากนี้ยังมี เครื่องตีแป้งอีกมากมายตั้งแต่รุ่นครัวเรือนราคาเริ่มเพียง 990 ไปจนถึงรุ่นอุตสาหกรรมที่มาพร้อมกับโถขนาดใหญ่ ปรับระดับได้หลากหลาย แอบกระซิบว่าตอนนี้เค้ามีโปรมากมายเลยใน Shopee นะ ลองทักไปดูได้ที่
https://www.sgethai.com/article/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%87
 

 

 

 

มีใครชอบทานขนมปังกรอบ ๆ กันบ้างเอ่ย ยิ่งเป็นขนมปังกระเทียมด้วยแล้ว ยิ่งอร่อยถูกปากเลยค่ะ จะทานเคียงกับอาหารหลัก อย่างเช่น พิซซ่า ก็อร่อย ยิ่งถ้าทานคู่กับผักโขมอบชีส ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติกลมกล่อมเข้าไปใหญ่ หรือจะทานเล่น ๆ ก็เพลินจ้า ส่วนวิธีทำก็ไม่ยากเลยค่ะ พร้อมแล้วมาเตรียมวัตถุดิบกันเลยค่า

 

ขนมปังกระเทียม กรอบ

ส่วนผสม ขนมปังนมสด
แป้งขนมปัง 250 กรัม
แป้งบัวแดง 50 กรัม
ยีสต์ 5 กรัม
เกลือ 4 กรัม
ไข่ 30 กรัม
นมสดอุ่น 190 มิลลิลิตร
น้ำตาลทราย 50 กรัม
เนยสด อุณหภูมิห้อง 45 กรัม
ส่วนผสม เนยกระเทียม สำหรับยัดไส้และทาหน้าขนมปัง
เนยสด 50 กรัม
เกลือ
นมข้นหวาน
พาร์สลีย์
กระเทียมสับ
ไข่ที่เหลือจากการทำขนมปัง
พาร์สลีย์ (สำหรับโรยหน้าขนมปัง)
พริกป่น (สำหรับโรยหน้าขนมปัง)
เกล็ดขนมปัง (สำหรับโรยหน้าขนมปัง)

 

วิธีทำขนมปังกระเทียม
     1. ทำขนมปังนมสดโดยเทยีสต์ เกลือ และไข่ ลงในชามแป้งที่เตรียมไว้ จากนั้นใส่นมสดอุ่นที่ผสมน้ำตาลลงไป นวดสัก 2 นาที แล้วใส่เนยสดที่อุณหภูมิห้องลงไป
     2. นวดแป้งประมาณ 15 นาที หรือจนกว่าแป้งจะเนียน จากนั้นปั้นให้เป็นก้อนกลมแล้วพักไว้ในชามที่ทาน้ำมัน  ระยะเวลาในการพักโดว์คือ 1 ชั่วโมง แต่อย่างที่บอก ถ้าอากาศเย็นอาจจะใช้นานกว่า 1 ชั่วโมง
     3. ระหว่างรอให้ผสมเนยสดที่อุณหภูมิห้องกับเกลือ นมข้นหวาน พาร์สลีย์ และกระเทียมสับ เข้าด้วยกัน
     4. เมื่อพักแป้งเสร็จแล้วลองคลึงแป้งให้เป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ ถ้ายืดได้ไม่ขาดก็โอเค
     5. แบ่งโดว์ให้มีขนาดเท่ากัน 16 ก้อน (จริง ๆ แล้วจะแบ่งกี่ชิ้นก็ได้) จากนั้นปั้นให้เป็นก้อนกลมแล้วแผ่ให้เป็นแผ่น (เพื่อความสวยงามควรจะใช้ไม้คลึงให้เป็นแผ่น) ใส่ไส้เนยกระเทียมที่เตรียมไว้ลงไปสัก 1 ช้อนชา แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมอีกรอบ
     6. หลังจากปั้นครบ 16 ก้อน ให้พักแป้งอีกรอบเพื่อให้โดว์ฟูขึ้นมาเป็น 2 เท่า ประมาณ 40 นาที จากนั้นให้เอาเนยกระเทียมที่เหลือจากการยัดไส้ผสมกับไข่ที่เหลือจากการทำขนมปัง แล้วเอามาทาหน้าขนมปังเบา ๆ ระหว่างที่รอขนมปังฟูก็ให้วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ปิดพัดลม ทาเสร็จแล้วก็โรยพาร์สลีย์ เกล็ดขนมปัง และพริกป่น
     7. นำไปอบประมาณ 20 นาทีก็เสร็จแล้ว

 

ขนมปังกระเทียมครีมชีสเกาหลี

 

 

อื้อหือ ! อ้วนก็ยอมถ้าได้ลองเมนูขนมปังกระเทียมครีมชีสสูตรนี้ มาพร้อมวิธีทำขนมปังก้อนกลมสอดไส้ครีมชีสและชุบเนยกระเทียม

ส่วนผสม ขนมปัง
นมสดเย็น 200 มิลลิลิตร
น้ำตาลทราย 30 กรัม
เกลือ 1/4 ช้อนชา
ยีสต์ 6 กรัม
แป้งขนมปัง 300 กรัม
เนยละลาย 25 กรัม
ส่วนผสม ครีมชีส
ครีมชีส 150 กรัม
น้ำตาลทราย 30 กรัม
ส่วนผสม เนยกระเทียม สำหรับชุบขนมปัง
ไข่ 1 ฟอง
เนยละลาย 100 กรัม
กระเทียมสับ 50 กรัม
นมสด 20 กรัม
น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม 50 กรัม
มายองเนส 2 ช้อนโต๊ะ
พาร์สลีย์ 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสม สำหรับทาหน้าขนมปังก่อนอบ (ข้ามขั้นตอนนี้ได้)
ไข่ไก่ 1 ฟอง
นมสด 1+1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำขนมปังกระเทียมครีมชีส
     1. ทำขนมปังโดยใส่นมสดเย็นลงในอ่างผสม ตามด้วยน้ำตาลทราย เกลือ และยีสต์ ตีส่วนผสมทุกอย่างด้วยตะกร้อมือให้เข้ากันดี จากนั้นเติมแป้ง คนด้วยใบพายพอเข้ากัน ค่อย ๆ ใส่เนยละลาย และนวดพอให้เข้ากัน คลุมด้วยพลาสติกถนอมอาหารและพักแป้งครั้งที่ 1 เป็นเวลา 15 นาที

     2. พอครบเวลา 15 นาที นำแป้งมานวดและฟาด ประมาณ 10-15 นาที จนกว่าแป้งจะไม่ติดนิ้ว นำใส่อ่างผสม คลุมด้วยพลาสติกถนอมอาหาร พักแป้งครั้งที่ 2 เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

     3. พอครบเวลา 1 ชั่วโมง นำแป้งมาแผ่และตัดแบ่งขนาดให้เท่ากัน ประมาณ 8 ก้อน นำมาปั้นเป็นก้อนกลมหรือทรงรีตามต้องการใส่ถาดอบ คลุมด้วยพลาสติกถนอมอาหาร พักแป้งรอบที่ 3 เป็นเวลา 20 นาที
     4. นำไข่มาผสมกับนม (ข้ามขั้นตอนนี้ได้) เพื่อนำไปแปรงที่ตัวขนมก่อนอบหลังจากพักแป้งรอบ 3 นำเข้าไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 25 นาที
     5. ระหว่างรอขนมปังเย็น มาทำไส้ครีมชีสกัน ส่วนผสมมีครีมชีสและน้ำตาลทราย คนส่วนผสมให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย ตักใส่ถุงบีบ
     6. จากนั้นตัดแบ่งขนมปังออกเป็น 6 แฉก และบีบครีมชีสใส่
     7. ทำส่วนผสมชุบขนมปัง ประกอบด้วย ไข่ กระเทียมสับ นมสด น้ำผึ้ง มายองเนส เนยละลาย และพาร์สลีย์แห้ง ใส่รวมกัน จากนั้นคนด้วยตะกร้อมือจนส่วนผสมเข้ากันดี เสร็จแล้วทำการชุบขนมปังลงในน้ำซอส ก่อนที่จะบีบครีมชีสตรงหัวอีกรอบ และนำขนมปังเข้าเตาอบรอบ 2 อบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 10 นาที แนะนำให้กินตอนอุ่น ๆ จะอร่อยมาก

 

เครื่องทำป๊อปคอร์น  /  ตู้ป๊อปคอร์น ราคาไม่แพง มีทั้งแบบขนาดเล็ก และขนาดใหญ่สำหรับผลิตได้ในปริมาณมากๆ มีขดลวดทำความร้อนขนาดใหญ่ ไว้ทำความร้อนให้  ป๊อปคอร์น   ที่ทำเสร็จแล้วให้มีความร้อนน่ากินอยู่ตลอดเวลา สนใจเครื่องทำป๊อปคอร์น ต้อง sgethai เท่านั้น

ขนมปังกระเทียม แบบอิตาลี

สำหรับใครที่อยากได้วิธีการทำ ขนมปังกระเทียม ที่หน้าตาคล้ายกันแบบเป๊ะ ๆ อย่างที่เราเห็นในร้านพิซซ่า หรือ ร้านอาหารอิตาลีทั่วไป ต้องสูตรนี้เลย ซึ่งเคล็ดลับก็อยู่ที่ ขนมปังต้องเป็นแบบอิตาลีเท่านั้น และต้องมีมอซซาเรลล่าชีส พาร์เมซานชีส ถึงจะเรียกได้ว่า รสชาติเข้มช้นแบบต้นตำรับ

ส่วนผสม
กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
ผงกระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
พาสลีย์ 1 ช้อนโต๊ะ
ผงปาปริก้า 1 ช้อนโต๊ะ
แผ่นขนมปังอิตาลี 1 แถว
เนย 3/4 ถ้วย
มอซซาเรลล่าชีส 1/2 ถ้วย
พาร์เมซานชีส 1/2 ถ้วย

วิธีทำ
1. หั่นแถวขนมปังอิตาลี ออกเป็นแผ่น ๆ
2. ใส่เนย กระเทียม ผงกระเทียม พาสลีย์ พาร์เมซานชีสในชามผสมอาหาร คนให้เข้ากัน
3. นำเนยกระเทียมมาทาบนขนมปัง นำเข้าเตาอบจนเหลืองกรอบ
4. นำออกมา โรยผงปาปริก้า ซอยมอซซาเรลล่าชีสเป็นเส้นเล็ก ๆ วางไว้ด้านบน
5. นำเข้าเตาอบอีกรอบ จนกว่าชีสละลาย

 

เครื่องทำป๊อปคอร์น  /  ตู้ป๊อปคอร์น ราคาไม่แพง มีทั้งแบบขนาดเล็ก และขนาดใหญ่สำหรับผลิตได้ในปริมาณมากๆ มีขดลวดทำความร้อนขนาดใหญ่ ไว้ทำความร้อนให้  ป๊อปคอร์น   ที่ทำเสร็จแล้วให้มีความร้อนน่ากินอยู่ตลอดเวลา สนใจเครื่องทำป๊อปคอร์น ต้อง sgethai เท่านั้น


 


 

เมนูอาหารเช้า โดยเฉพาะขนมปังปิ้งเนยสดหรือขนมปังปิ้งหน้าต่าง ๆ แค่คิดก็เบื่อแล้ว ใครอยากทำเมนูอาหารเช้าแบบฝรั่งสุดสร้างสรรค์ จอยขอนำเสนอ เช่น เฟรนช์โทสต์โรล ขนมปังชีสโรล ขนมปังแฮมชีส ขนมปังพันเบคอน และเมนูขนมปังแบบอื่น ๆ อีกเพียบ นอกจากทำกินเองหรือทำให้ลูกแล้วยังเหมาะเป็นอาหารเช้าง่าย ๆ ทําขาย ต่อมน้ำลายเริ่มทำงาน เลือกสูตรขนมปังที่ชอบแล้วเข้าครัวกันเลย

 

สูตรขนมปังไข่ตุ๋น

ส่วนผสม ขนมปังไข่ตุ๋น
  • ต้นหอม
  • แครอท
  • เนย
  • ชีส
  • แฮม
  • นมสด
  • ไข่ไก่
  • ขนมปัง
  • ซีอิ๊วขาว
  • พริกไทย
  • ซอสมะเขือเทศ

วิธีทำ ขนมปังไข่ตุ๋น
  • นำแครอทมาหั่นเป็นลูกเต๋า ตามด้วยต้นหอมนำมาซอย นำแฮมมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยม พักไว้
  • นำเนยไปละลายในไมโครเวฟ พักไว้
  • ตอกไข่ใส่ชาม 5 ฟอง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทย นมสด จากนั้นใส่แครอท ตีผสมให้เข้ากัน พักไว้
  • นำเนยที่ละลายแล้วทาลงบนขนมปัง จากนั้นนำมาหั่นเป็นสี่ส่วน วางไปในชาม จากนั้นเทไข่ที่ผสมไว้ก่อนหน้าลงไป 
  • ตกแต่งหน้าด้วยแฮม จากนั้นนำเข้าเตาไมโครเวฟด้วยไฟอ่อน 500-600 W เป็นเวลาประมาณ 8 นาที 
  • จากนั้นนำชีสโรยด้านบนตามชอบ เข้าเวฟต่ออีกไม่ถึง 1 นาทีพอให้ชีสละลาย ท็อปด้วยต้นหอมซอย เป็นอันเสร็จ
cr. food.trueid.net
 

เมนูขนมปังพิซซ่า

นำมาฝากกันกับเมนูสุดท้าย ขนมปังหน้าพิซซ่า ซึ่งถึงแม้จะมีให้เห็นตามร้านสะดวกซื้อ หรือร้านโชห่วยแถวบ้าน แต่ด้วยความที่คนในบ้านเราชอบกินพิซซ่า และเมื่อนำมาผสมกับขนมปังก็ให้รสชาติที่อร่อย ทำให้ไม่ว่าจะทำขึ้นมากี่ชิ้น ก็มีคนกิน มีคนซื้ออยู่ตลอด เป็นเมนูขนมปังคลาสสิคเมนูหนึ่งเลย

ส่วนผสม แป้งขนมปัง
  • แป้งขนมปัง 200 กรัม
  • ยีสต์แห้ง 3 กรัม (1 ช้อนชา)
  • น้ำตาลทราย 20 กรัม
  • เกลือป่น 3 กรัม (1/2 ช้อนชา)
  • เนยจืด 20 กรัม
  • นมสดอุ่น 140 กรัม
เคล็ดลับ : นมสดควรมีอุณหภูมิประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ยีสต์จะได้ทำงานได้ดี ถ้าร้อนกว่านั้นยีสต์ตายหมด ถ้าไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ ให้ใช้ปลายนิ้วก้อยจุ่มลงไปวัดอุณหภูมิ โดยให้รู้สึกว่านมร้อนนิด ๆ นิ้วเราสามารถทนได้ ไม่ถึงกับร้อนมากก็ถือว่าโอเคแล้ว

ส่วนผสม ไส้พิซซ่า
  • ซอสมะเขือเทศ
  • ซอสสปาเกตตีสำเร็จรูป
  • ออริกาโน่
  • มะเขือเทศหั่นเต๋า
  • ไส้กรอก หั่นชิ้น
  • หอมใหญ่ หั่นชิ้น
  • มอสซาเรลล่าชีสขูด
  • มายองเนส
วิธีทำขนมปังไส้พิซซ่า

1.ทำแป้งขนมปัง โดยใส่นมสดลงในเครื่อง ตามด้วยแป้งขนมปัง แยกใส่ยีสต์กับน้ำตาลทรายไว้คนละมุม สุดท้ายใส่เนยสดลงไปด้านบน จากนั้นเลือกโปรแกรมนวดโดว์ เปิดเครื่อง รอให้เครื่องทำงานประมาณ 30 นาที
2.นำแป้งออกมาจากเครื่อง พักทิ้งไว้ในอ่างผสมประมาณ 1 ชั่วโมง ให้แป้งขึ้นเป็น 2 เท่า ปิดฝาอ่างผสมจนครบเวลา (สามารถเช็กได้โดยการใช้นิ้วจิ้มไปที่แป้งโดว์ ถ้าแป้งโดว์เป็นรู ไม่เด้งคืนถือว่าใช้ได้)
3.นวดแป้งไล่ลมอีกรอบ แล้วแบ่งแป้งเป็นก้อนกลม ลูกละ 50 กรัม จากนั้นทำมือเป็นตัว C ครอบแป้งโดว์ไว้ แล้วคลึงให้กลม ทำจนครบ (อย่าลืมเรียงลำดับด้วยว่า ลูกไหนคลึงก่อน) พอคลึงครบทุกลูกแล้วก็นำมารีดให้แบนความหนาตามชอบ เรียงตามลำดับ
4.ทำไส้พิซซ่า โดยผสมซอสมะเขือเทศ ออริกาโน่ และซอสสปาเกตตีสำเร็จรูป คนผสมให้เข้ากัน ทาซอสลงบนขนมปังให้ชุ่ม ๆ (เวลาอบซอสจะได้ไม่แห้งเกินไป)
5.ใส่มะเขือเทศ หอมใหญ่ และไส้กรอกลงไป โรยหน้าด้วยมอสซาเรลล่าชีสและมายองเนส พักทิ้งไว้ให้ขนมปังขึ้นฟูอีกรอบ ประมาณ 30 นาที
6.นำเข้าอบด้วยไฟบน-ล่างที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 10-12 นาที หรือจนขนมปังเหลืองสวย นำออกจากเตา จัดเสิร์ฟ

เมนูขนมปังนมข้นหวาน

 

สายหวานห้ามพลาดกับ เมนูขนมปัง นมข้นหวาน ที่จะทำให้คุณหยิบกินแบบไม่หยุด ด้วยรสชาติแบบอร่อยไม่ต้องมีอะไรเติม จึงเป็นเมนูหนึ่งที่น่าสนใจมาก ซึ่งนี่ยังถือเป็นสูตรขนมปังที่ร้านเบเกอรี่เจ้าดังนิยมทำออกมาขายอีกด้วย จึงรับรองและการันตียอดขายได้เลย อย่าลืมไปลองทำกันดูนะครับ

ส่วนผสม

  • แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
  • นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
  • ไข่ 4 ฟอง
  • เนยสด 4 ช้อนโต๊ะ
  • ผงฟู ½ ช้อนชา
  • สารสกัดวานิลลา ½ ช้อนชา
  • สารสกัดอัลมอนต์ 1 ช้อนชา
  • เกลือ ½ ช้อนชา

วิธีการทำ

1. ใส่เนย นมข้นหวาน ไข่ สารสกัดวานิลลา สารสกัดอัลมอนต์ ลงในชามผสมอาหาร

2. ใช้เครื่องนวดแป้งหรือตะกร้อมือ ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

3. เอาชามผสม มาอีกใบ ใส่แป้งอเนกประสงค์และผงฟูลงไป ผสมให้เข้ากัน

4. นำส่วนผสมก่อนหน้านี้ รวมกับแป้งอเนกประสงค์และผงฟู ตีด้วยเครื่องนวดแป้งหรือตะกร้อมือ จนได้เนื้อแป้งเนียนนุ่ม

5. ใส่ตัวพิมพ์ขนมปังหรือถาดอบ เข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 325 องศา เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที

 

เตาอบขนม แบรนด์ สปริงกรีน สามารถทำความร้อนได้เร็ว มาพร้อมกับฮีตเตอร์คุณภาพ ควบคุมด้วยระบบดิจิตอล แค่เลือกอุณหภูมิ และเวลาที่ต้องการ จะช่วยทำให้อุณหภูมิเสถียรตลอดเวลา

เมนู ขนมปัง ไส้สังขยาลาวา

 

ปกติ ขนมปังสังขยา มักจะกินแบบเอาขนมปังชิ้นพอดีคำ มาจุ่มกับสังขยาใช่มั้ยล่ะ แต่ว่านั่นมันเมื่อก่อน เพราะถ้าจะกินแบบวัยรุ่นยุคนี้เขากินกันแล้วละก็ จะต้องกินแบบยัดไส้สังขยาอยู่ในขนมปัง ให้ทะลักออกมาเหมือนกับลาวาที่ออกจากภูเขาไฟ เพราะเทรนด์นี้กำลังมา อย่าลืมเอาไปลองทำกัน รับรองว่าถูกใจทุกคนในครอบครัว

ส่วนผสม ไส้สังขยา
  • ใบเตย 4-5 ใบ (หรือน้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 3 ช้อนโต๊ะ)
  • กะทิ 1+1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
  • เกลือป่น ประมาณหยิบมือ
  • ไข่ไก่เบอร์ 1 จำนวน 3 ฟอง
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  • นมข้นจืด 1/4 ถ้วยตวง
  • เนยจืด 20 กรัม (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
ส่วนผสม แป้งขนมปัง
  • แป้งขนมปัง (สำหรับทำแป้งหมัก) 50 กรัม
  • น้ำเปล่า 50 กรัม
  • ยีสต์ 4 กรัม (หรือประมาณ 1/2+1/4 ช้อนชา)
  • แป้งขนมปัง 200 กรัม
  • น้ำตาลทราย 50 กรัม
  • เกลือ 2 กรัม (หรือหยิบมือ)
  • ไข่เบอร์ 2 จำนวน 1 ฟอง
  • นมสด (อุณหภูมิห้อง) 110 กรัม
  • เนยละลาย (น้ำมันพืช หรือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น) 25 กรัม
     
วิธีทำไส้สังขยา
1.หั่นใบเตยใส่ลงในเครื่องปั่น (หรือหากมีน้ำใบเตยกระป๋องก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย) ตามด้วยหัวกะทิ แล้วปั่นให้เข้ากัน กรองเอากากใบเตยออก
2.ใส่น้ำตาลทราย และเกลือป่นลงไป คนผสมให้น้ำตาลทรายละลาย ตามด้วยไข่ไก่ ตีผสมให้เข้ากัน
3.เติมแป้งข้าวโพดลงไป คนให้แป้งละลาย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง หรือกระชอนตาถี่ จากนั้นเทส่วนผสมใส่หม้อหรือกะละมัง
4.ใส่น้ำลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟ รอจนเดือด แล้วนำหม้อส่วนผสมลงไปวาง ใช้ตะกร้อมือคนไปเรื่อย ๆ จนสุก (สังเกตง่าย ๆ คือ ส่วนผสมจะขึ้นเส้นตามรอยที่กวน ถือเป็นใช้ได้) เติมนมข้นจืด คนให้เข้ากัน ตามด้วยเนย คนให้เข้ากัน พักทิ้งไว้จนเย็น

วิธีทำขนมปังไส้สังขยาลาวา

1.ทำแป้งหมัก โดยผสมแป้งขนมปังกับน้ำเปล่า และยีสต์เข้าด้วยกัน ปิดด้วยพลาสติกถนอมอาหาร พักทิ้งไว้ ประมาณ 30-60 นาที (แล้วแต่อุณหภูมิรอบข้าง) จนแป้งโดว์พองเต็มที่ จากนั้นคนให้ยุบตัว

2.ผสมไข่กับนม คนให้เข้ากัน เตรียมไว้

3.ผสมแป้งขนมปังอีกส่วนกับน้ำตาลทราย และเกลือป่นให้เข้ากัน เทส่วนผสมไข่ไก่กับนมลงไป ตามด้วยแป้งหมัก นวดให้เข้ากันจนเนื้อเนียน เทเนยละลาย ลงไปนวดให้เข้ากันจนเนื้อเนียน ขึ้นรูปขนมปัง เป็นก้อนกลม

4.จากนั้นก็พักแป้งให้ขึ้นโดว์ (จะคลุมด้วยผ้าขาวบางจุ่มน้ำหมาด ๆ หรือไว้ในตู้กับข้าว หรือใช้กะละมังซักผ้ามาครอบไว้ก็ได้ เพื่อไม่ให้หน้าขนมโดนลมจนแห้ง)

5.นำไปอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ด้วยไฟล่าง นานประมาณ 15-20 นาที จนสีขนมสวย พักขนมทิ้งไว้ให้เย็นก่อนบีบไส้ โดยบีบไส้ใส่จากด้านล่างฐานขนมพอประมาณ จัดเสิร์ฟ
 
ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะกับ แต่ละเมนูขนมปังที่นำมาฝากกัน ทั้งน่าอร่อย และ ทำง่ายสุด อย่าลืมนำไปลองทำทานกันดูนะ แต่ถ้าใครยังไม่มีเตาอบ ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญมาก สำหรับการทำขนมปัง สามารถเข้าไปลองดูที่ https://www.sgethai.com/baking-oven