เมนูไข่อย่าง ไข่เค็ม เป็นอาหารที่เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาชาวบ้านในการถนอมอาหารของคนไทย เพื่อที่จะเก็บไข่เป็ดไว้กินได้นาน ๆ เลยจับไปดองกับน้ำเกลือ หรือสูตรอื่น ๆ ตามแต่ละพื้นที่ จนกลายมาเป็นไข่เค็มสุดอร่อย และถือเป็นอาหารที่หลาย ๆ บ้านมักจะมีติดเอาไว้ จะทำไข่เค็มต้ม ไข่เค็มดาว หรือจะยำแซบ ๆ กินกับข้าวต้มก็อร่อย แต่คงจะดีถ้าเรามาทำไข่เค็มกินเองได้

ถึงแม้ว่าไข่เค็มจะสามารถหาซื้อมากินได้ง่าย ๆ แต่หากวันหนึ่งวันใดคุณเกิดได้รับไข่เป็ดสด ๆ จากฟาร์มจำนวนมากมาเป็นของฝาก แล้วไม่รู้จะนำไปทำเป็นเมนูอะไรได้อีก นอกจากต้ม เจียว ตุ๋น ทอด หรือคุณอยากจะวัดฝีมือความเป็นพ่อบ้านแม่บ้านด้วยการทำไข่เค็มกินเองล่ะก็ วันนี้เราก็มีวิธีทำไข่เค็มเองแบบง่าย ๆ มาฝาก เป็นสูตรไข่เค็มดองในน้ำเกลือ แค่เพียง 1-2 อาทิตย์ ก็ได้ไข่เค็มฝีมือตัวเองไว้กินแล้ว ถ้าอยากรู้แล้วว่า ไข่เค็มทำเองนี้จะมีวิธีการอย่างไร มาดูกันเลยจ้า

 

วิธีทำไข่เค็ม กินเองง่าย ๆ ที่บ้าน ด้วยสูตรดองเกลือ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ไข่เป็ดดิบ 10 ฟอง
  • ภาชนะสำหรับดองไข่ (เลือกภาขนะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับเกลือ เช่น โหลแก้ว แก้วพลาสติก กะละมัง หรือเครื่องเคลือบดินเผา)
  • เกลือ 1 ถ้วย
  • น้ำสำหรับต้มน้ำเกลือ 4 ถ้วย (หรือ 1 ลิตร)


วิธีทำไข่เค็ม
1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาด สะเด็ดน้ำจนแห้งสนิท ใส่ลงในโหลแก้ว เตรียมไว้
2. ทำน้ำเกลือสำหรับดองไข่ โดยใส่เกลือกับน้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟจนเดือด และคนให้เกลือละลายจนหมด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท
3. เทน้ำเกลือที่เย็นแล้วลงในโหลไข่จนท่วมไข่ จากนั้นใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำวางทับลงไปให้ไข่เป็ดจมอยู่ใต้น้ำ ตลอดเวลา ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 2-3 อาทิตย์ สำหรับทำไข่ดาว เก็บไว้นานประมาณ 2 อาทิตย์ สำหรับทำไข่ต้ม เก็บไว้นานประมาณ 3 อาทิตย์


ทำอย่างไรให้ไข่แดงเค็มเป็นน้ำมัน ?


หลายคนชอบกินไข่เค็มที่มีไข่แดงเป็นน้ำมันเยิ้ม ๆ笑い泣き ออกมา เพราะทั้งมัน ทั้งอร่อย เทคนิคก็คือ หลังจากที่พักน้ำเกลือจนเย็นสนิทแล้ว ให้เติมเหล้าขาวลงไปในน้ำเกลือด้วยเล็กน้อย คนผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่ลงในโหล จะทำให้ไข่แดงเค็มที่ได้ก็จะเป็นน้ำมันเยิ้ม ๆ น่ากินนั่นเองค่ะ爆  笑


วิธีต้มไข่เค็มให้อร่อย


การที่จะต้มไข่เค็มให้อร่อยนั้น มีเคล็ดลับอยู่ที่ "สารส้ม" ทำได้โดยใส่น้ำลงในหม้อ ใส่สารส้ม 1 ก้อน หรือสารส้มป่นประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยไข่ไก่ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง ต้มจนเดือด นานประมาณ 8-10 นาที ก็จะได้ไข่เค็มต้มสุดอร่อยไว้กินแล้ว


วิธีเก็บไข่เค็มต้มให้ได้นานที่สุด


ไข่เค็มที่นำไปต้มแล้วสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานประมาณ 1 เดือน ส่วนวิธีการเก็บรักษาไข่เค็มต้มให้ได้นานที่สุดคือ ให้ใส่สารส้มลงไปแกว่งในน้ำที่ใช้ต้มไข่ด้วย นอกจากจะยืดอายุไข่เค็มได้แล้ว สารส้มจะทำให้สีของเปลือกไข่ และเนื้อไข่ขาวสวยขึ้นอีกด้วย

ไม่กี่ขั้นตอนง่าย ๆ ก็ได้ไข่เค็มฝีมือตัวเองเก็บไว้กินแล้ว แถมพ่วงเคล็ดลับการต้มไข่เค็ม และเก็บรักษาไข่เค็มมาด้วย ลองนำไปทำกันดูน้าา
 

เครื่องแพ็คสุญญากาศ SGE โดดเด่นด้วย ทีมงานมีประสบการณ์ สามารถดูแล และให้คำปรึกษาได้ตลอดการใช้งาน ทีมช่างเทคนิคพร้อมรองรับ ในการแก้ไขปัญหา สต็อกสินค้าอะไหล่ เพื่อรองรับการสั่งซื้อตลอดเวลา

Credit : cooking.kapook.com/view222853.html

ในช่วงที่ทุกคนต้องร่วมมือกันรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)  เวลาจะกินข้าวส่วนใหญ่มักสั่งออนไลน์กัน  แต่ราคาอย่างต่ำก็ 200 บวกๆ  😭 กินแบบนี้ทุกมื้อก็เปลืองตังส์  จะกินแต่มาม่า  ไข่ดาว  ไข่ต้มก็ไม่ไหว  จะออกไปนอกบ้านซื้ออาหารสดก็กลัวจะติด COVID-19  จะดีกว่ามั้ยถ้าเราไม่ต้องออกนอกบ้านอยู่บ่อยๆ หรือสั่งแต่อาหารออนไลน์  ก็มีเนื้อสัตว์และผักกิน 😍 ขอแนะนำวิธี การถนอมอาหาร ที่ทำแบบง่ายๆ  ไม่ยุ่งยาก  ลงมือทำครั้งเดียวก็เก็บไว้กินได้นาน 

ถนอมอาหาร : ไข่เค็ม

ไปหาซื้อไข่เป็ดรอกันเลยเนอะ เพราะนอกจากเอาไปทำเมนูไข่พะโล้หรือไข่ต้มแสนอร่อยได้แล้ว ยังจับมาทำไข่เค็ม เมนูถนอมอาหารได้อีกด้วย ขั้นตอนไม่ยากเอาไข่เป็ดดองกับน้ำเกลือจนครบเวลา จากนั้นก็เอาไปต้มจนสุก


ส่วนผสม ไข่เค็ม

  • ไข่เป็ดดิบ 10 ฟอง
  • ภาชนะสำหรับดองไข่ (เลือกภาชนะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับเกลือ เช่น โหลแก้ว แก้วพลาสติก กะละมัง หรือเครื่องเคลือบดินเผา)
  • เกลือ 1 ถ้วย
  • น้ำสำหรับต้มน้ำเกลือ 4 ถ้วย (หรือ 1 ลิตร)


วิธีทำไข่เค็ม

     1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาด สะเด็ดน้ำจนแห้งสนิท ใส่ลงในโหลแก้ว เตรียมไว้

     2. ทำน้ำเกลือสำหรับดองไข่ โดยใส่เกลือกับน้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟจนเดือด และคนให้เกลือละลายจนหมด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท

     3. เทน้ำเกลือที่เย็นแล้วลงในโหลไข่จนท่วมไข่ จากนั้นใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำวางทับลงไปให้ไข่เป็ดจมอยู่ใต้น้ำ ตลอดเวลา ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 2-3 อาทิตย์ สำหรับทำไข่ดาว เก็บไว้นานประมาณ 2 อาทิตย์ และสำหรับทำไข่ต้ม เก็บไว้นานประมาณ 3 อาทิตย์


ถนอมอาหาร : หมูแดดเดียว 


อย่างที่รู้กันดีว่าเมนูหมูแดดเดียวถ้าซื้อกินราคาแอบแพงเว่อร์วัง ไหน ๆ ก็มีเวลาว่างลองทำกินเองกันเลยเถอะ ความพิเศษคือไม่ต้องไปตากแดดแค่เอาไปใส่เตาอบจนแห้ง และเอาไปทอดจนสุก และเพิ่มความหอมจากงาคั่ว

ส่วนผสม หมูแดดเดียว

 

  • เนื้อหมู (สันคอ) 500 กรัม
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำหมูแดดเดียว

     1. นำเนื้อหมูมาล้างทำความสะอาด ซับให้แห้งแล้วหั่นยาวตามสไตล์หมูแดดเดียว

     2. ผสมกระเทียม งาขาว น้ำตาลทราย และพริกไทย คนให้เข้ากัน

     3. ใส่ซีอิ๊วขาวกับน้ำมันหอยลงไป คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี ก็เริ่มหมักหมูกันได้เลย ใส่หมูที่เตรียมไว้คลุกเคล้าให้เข้ากัน (พักหมูไว้ในตู้เย็น 2 ชั่วโมง)

     4. พอครบเวลาก็นำหมูออกจากตู้เย็นมาวางเรียงบนตะแกรง เรียงให้ห่างกันเล็กน้อย

     5. นำเข้าเตาอบ เปิดไฟบน-ไฟล่างระบบพัดลมที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส อบเนื้อจนแห้งประมาณ 4 ชั่วโมง เสร็จแล้วก็เอาไปทอดจนสุกเหลือง

ถนอมอาหาร : ปลาหมึกแดดเดียว

ใครแอบเบื่อหมูแดดเดียวลองทำปลาหมึกแดดเดียวกันดีไหม จะใส่ผงปรุงรสหรือไม่ใส่ก็ได้ ก่อนเอาไปตากแค่ทาเกลือบาง ๆ พอผิวแห้งก็เอาไปทอดจนสุก

ส่วนผสม ปลาหมึกแดดเดียว

ปลาหมึกศอก 4 ตัว
เกลือ 2-3 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงรส (รสดี) 1/2 ช้อนชา
น้ำมันสำหรับทอด
วิธีทำปลาหมึกแดดเดียว

     1. ผ่าปลาหมึกออก เอาไส้และเอาดีออก ผ่าตาแล้วล้างน้ำสะอาด ทาเกลือบาง ๆ เพิ่มผงปรุงรสให้ทั่วตัวแล้วผึ่งแดด การผ่าแบบนี้สามารถตากให้แห้งทำหมึกแห้งก็ได้ แต่ตอนนี้จะทำปลาหมึกแดดเดียว ผึ่งแดดประมาณครึ่งวันราว 4 ชั่วโมง พอครบ 2 ชั่วโมงก็กลับด้าน สังเกตพอแค่ผิวหมาด ๆ และจับดูแล้วผิวแห้ง แต่ด้านในชื้นก็เพียงพอ

     2. หั่นปลาหมึกชิ้นหนาหรือบางตามชอบ ถ้าหั่นชิ้นบางใช้เวลาทอดไม่นาน กินแบบริม ๆ กรอบ ถ้าหั่นชิ้นหนาใช้เวลาทอดเพิ่มอีกนิด ใช้ไฟแรงน้ำมันร้อนจัด ใส่ปลาหมึกลงไปสักพักแล้วหรี่ไฟลง ทอดไม่ถึง 3 นาทีหรือจนผิวเหลือง ตักปลาหมึกขึ้นพัก รอให้คลายตัวสักครู่จัดเสิร์ฟ

ถนอมอาหาร : เนื้อแดดเดียว

มาต่อกันที่อีกเมนูแดดเดียวนั่นคือ เนื้อแดดเดียวทอด สูตรนี้ใส่ทั้งน้ำปลากับซีอิ๊วขาว ทั้งนี้สามารถใส่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้นะคะ พอตากแดดจนแห้งก็เอาไปทอดจนสุก

ส่วนผสม เนื้อแดดเดียวทอด

  • เนื้อวัว 500 กรัม
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ (เล็กน้อย)

วิธีทำเนื้อแดดเดียวทอด

     1. หั่นเนื้อตามเส้นเป็นชิ้นยาวหนาประมาณ 1/2 นิ้ว

     2. ใส่น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม และน้ำตาลทราย ลงไปหมักกับเนื้อ นวดผสมจนซอสซึมเข้าเนื้อ

     3. วางเรียงเนื้อที่หมักไว้บนตะแกรง นำไปตากแดดจนเนื้อแห้งหมาด ๆ เก็บใส่ภาชนะปิดให้สนิท นำเข้าแช่แข็ง

     4. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป ใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อนรอจนน้ำมันร้อน จากนั้นใส่เนื้อลงไปทอดจนด้านในเริ่มสุก ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันจากนั้นนำลงไปทอดซ้ำอีกครั้งจนสีเข้มขึ้น พร้อมเสิร์ฟ

ถนอมอาหาร : ปลาแดดเดียว

สำหรับคนชอบกินปลาอยากให้ลองทำเมนูปลาแดดเดียว สูตรทำง่ายแค่เอาปลามาหั่นชิ้นแล้วแช่น้ำเกลือจนครบเวลาและเอาไปตากแดดจนแห้ง แค่นี้ก็เอาไปทอดได้แล้วจ้า

ส่วนผสม ปลาแดดเดียว

  • เนื้อปลาริวกิว
  • น้ำเกลือ

วิธีทำปลาแดดเดียว

     1. ปลาริวกิว จะมีความคาวที่เมือกบนลำตัวและเหงือก ต้องล้างด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำซาวข้าว จากนั้นแล่ปลาออกเป็นชิ้นเนื้อแบบฟิเล 2 แผ่น (ส่วนหัวและเนื้อติดกระดูกจับไปทำแกงส้ม)

     2. เนื้อปลาที่แล่เป็นแผ่นแล้ว นำมาบั้งเป็นริ้วให้เป็นเส้น ๆ จากนั้นนำไปแช่น้ำเกลือ 1 ชั่วโมง

     3. นำปลาไปตากแบบแดดเดียวราว ๆ 4 ชั่วโมง อย่าตากมากกว่านั้นเพราะหนังปลาจะเหนียว เนื้อก็จะแข็ง โดยตาก 2 ชั่วโมง พลิกกลับอีกด้าน ตากต่ออีก 2 ชั่วโมง จะนำไปทอดทั้งเส้น หรือตัดเป็นชิ้นแล้วทอดตามสะดวก

ถนอมอาหาร : หมูแดดเดียว

หมูแดดเดียวทั่วไปก็หน้าตาซ้ำเดิม ลองร้อยตอกเพิ่มความน่ากินหน่อยดีไหม สูตรนี้หมักออกเค็มหน่อย ๆ สามารถปรับลดความเค็มได้ตามชอบ กินกับน้ำจิ้มแจ่วแสนอร่อยเลยจ้า

ส่วนผสม หมูแดดเดียว

  • เนื้อหมูส่วนสะโพก หั่นเป็นเส้น 500 กรัม
  • ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยเม็ด 10 กรัม
  • กระเทียม 15 กรัม

หมายเหตุ : สูตรนี้รสชาติจะออกเค็ม ถ้าใครไม่กินเค็มลดปริมาณซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำหมูแดดเดียว

     1. โขลกกระเทียมกับพริกไทยให้ละเอียด ใส่ลงไปหมักกับหมู เติมซอสปรุงรส และซีอิ๊วขาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้ 30 นาที นำตอกมาร้อยให้เป็นพวงแล้วนำไปตากแดด 2 ชั่วโมง

     2. ตั้งน้ำมันให้ร้อนนำหมูลงทอด เมื่อหมูสุกแล้วตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน กินคู่กับข้าวเหนียว จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่ว

 

แนะนำ เครื่องซีลสูญญากาศ เทพๆ ที่ต้องมีติดครัว ของ SGE มีทั้งเครื่องซีลสูญญากาศ รุ่นครัวเรือน เครื่องซีลสูญญากาศกึ่งอุตสาหกรรม และรุ่นอุตสาหกรรม แข็งแรงทนทาน สุดๆ ด้วย ปั้ม Vacuum คุณภาพสูง ทองแดงแท้ ทนทาน  รับประกัน 1 ปี พร้อมอะไหล่สำรอง 

สูตรน้ำหวานเครื่องดื่มยอดนิยมแจกให้นำไปทำดื่มฟรีๆ หรือทำขายก็ขายดีเฮงๆรวยๆ มีสูตรอะไรแจกฟรีบ้างชมด้านล่าง การันตีอร่อยจริงเครื่องดื่มเป็นอีกสินค้า ยอดนิยม ที่มีการซื้อบ่อย ซื้อประจำ และสามารถขายได้ทุกที่ทุกเวลา วันนี้ เรา นำสูตรเครื่องดื่มอร่อยๆ มาฝากเพื่อนๆที่ติดตามเรามา มีอะไรบ้าง ด้านล่างเรามีบอกพร้อมกรรมวิธีการทำเครื่องดื่ม อย่างเข้าใจง่าย ลองเอาไปทำชิมกันนะคะ รับรองว่า สูตรนี้อร่อยแน่นอนครับผม

  • กาแฟโบราณ

 

กาแฟโบราณ

นอกจากกาแฟสดที่คนนิยมมาก กาแฟโบราณก็มีคนสนใจไม่น้อยเช่นกัน เสน่ห์ของกาแฟโบราณคือความเข้มข้น ประเภทที่เลือกได้ทั้งแบบหวานน้อย หวานมาก ใครที่คิดเปิดร้านกาแฟโดยเฉพาะแบบรถเข็นเมนูนี้ขาดไม่ได้เด็ดขาด 

ส่วนผสม 

  • ผงโอเลี้ยง 5-6 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำ 1 ½ ถ้วย 
  • น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ 
  • นมข้นหวาน 9 ช้อนโต๊ะ 
  • นมข้นจืด 
  • น้ำแข็ง 

วิธีทำ 

  • ต้มน้ำจนเดือด เตรียมไว้ ใส่ผงโอเลี้ยงลงในถุงกาแฟ นำไปวางลงในเหยือก เทน้ำเดือดลงไป 
  • เขย่าถุงเล็กน้อยให้น้ำทั่วถึง พักไว้ 7-10 นาที 
  • ใส่น้ำตาลทรายลงในแก้ว ตามด้วยนมข้นหวาน เทโอเลี้ยงใส่ลงไป 
  • คนผสมให้เข้ากันจนน้ำตาลทรายละลาย เทใส่ลงในแก้วที่มีน้ำแข็งประมาณ 3/4 แก้ว 
  • แล้วเทนมข้นจืดลงไปจนเต็มแก้ว พร้อมเสิร์ฟ ต้นทุน-กำไร (ต่อแก้ว) ต้นทุนประมาณ 10 บาท 

(ค่านม ค่าน้ำตาลทราย กาแฟ ค่าแก๊ส ค่าแก้ว ฯลฯ) ขายแก้วละ 15 มีกำไรแก้วละประมาณ 5 บาท *การตั้งราคาขายขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน ทำเล ค่าเช่า ซึ่งมีผลโดยต่อกำไรที่อาจเปลี่ยนแปลงได้*

  • เอสเปรสโซ่เย็น

กลุ่มกาแฟยอดฮิตต้องมีชื่อของเอสเพรสโซ่ ซึ่งมีรสชาติแบบละมุนที่เกิดจากส่วนผสมของนม ซึ่งรสชาติของเอสเพรสโซ่ขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟที่เอามาทำ ใครอยากเปิดร้านกาแฟสดต้องบรรจุเมนูนี้ไว้ในร้านด้วย 

 

ส่วนผสม 

  • เอสเปรสโซ่กลั่น 3 ออนซ์ 
  • นมข้นหวาน 1 ออนซ์ นมข้นจืด 1 ออนซ์ 
  • นมสดสำหรับทำฟองนม 

วิธีทำ 

  • กลั่นกาแฟให้ได้ 3 ออนซ์ ถ้าไม่มีเครื่องทำกาแฟ ใช้กาแฟผง ประมาณ 2-3 ช้อนชา 
  • ชงกับน้ำร้อน 3 ออนซ์ นำกาแฟเอสเปรสโซ่ ผสมกับนมข้นหวาน นมข้นจืด คนให้เข้ากันจนเกิดฟองอากาศ 
  • ตักน้ำแข็งใสแก้ว เทกาแฟเอสเปรสโซ่ลงในแก้ว เกือบเต็ม นำนมสดเย็นตีให้ขึ้นฟอง ตักฟองนมราดด้านบน 

ต้นทุน-กำไร (ต่อแก้ว) เอสเปรสโซ่ถุงละประมาณ 5 กก. ราคาประมาณ 360 บาท เอสเพรสโซ่ 1 แก้วใช้กาแฟประมาณ 10 กรัม ต้นทุนเฉลี่ยรวมวัตถุดิบอื่นๆ ประมาณ 10-15 บาท หากขายในราคา 25-30 กำไรประมาณ 15 บาท *การตั้งราคาขายขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน ทำเล ค่าเช่า ซึ่งมีผลโดยต่อกำไรที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ *

  • ชาเขียวนมสด

คนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟก็จะหันมาใช้บริการของชาเขียวนมสด ที่บางคนดื่มเป็นประจำทุกวัน ด้วยเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการดื่มกาแฟ บางร้านชงแบบรสชาติเข้มข้นยิ่งกินยิ่งมัน ทำงานไปจิบไป กินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ
 
ส่วนผสม 
  • ผงชาเขียว 4 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำร้อน 750 ml. 
  • นมข้นหวาน 
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ 
  • นมสด 
  • วิปปิ้งครีม 
  • น้ำแข็ง 
วิธีทำ 
  • นำผงชาเขียวใส่ในถุงกรองชา แช่ในน้ำร้อน ประมาณ 3-5 นาที จะเหลือน้ำชาประมาณ 600 ml. 
  • ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้ละลาย เติมนมข้นหวานตามใจชอบ คนให้เข้ากัน ตักน้ำแข็งใส่แก้ว ให้ล้นแก้วนิดหน่อย 
  • ใส่นมสดลงไป 2/3 แก้ว หรือตามใจชอบ เทน้ำชาเขียวลงไป บีบวิปปิ้งครีมตกแต่ง 
ต้นทุน-กำไร (ต่อแก้ว) ชาเขียวแบบพรีเมี่ยมราคาประมาณ 350 บาท/ กิโลกรัม ชง 1 ครั้งใช้ใบชา 15 กรัม ใน 1 กก.ชงได้ประมาณ 66 แก้ว รวมกับวัตถุดิบอื่นๆต้นทุนต่อแก้วประมาณ 10-12 บาท หากขายแก้วละ 25-30 บาทก็มีกำไรต่อแก้วประมาณ15-20 บาท *การตั้งราคาขายขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน ทำเล ค่าเช่า ซึ่งมีผลโดยต่อกำไรที่อาจเปลี่ยนแปลงได้*
 
  • ชาเย็น

เมนูเครื่องดื่มยอดฮิตที่ฮิตไม่แพ้กาแฟซึ่งชาเย็นนั้นสามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย  บางร้านมีการใส่นมจืดในปริมาณมาก ทำให้เมนูดูน่าสนใจขึ้นอีกมาก เราสามารถกำหนดความหวานได้ตามต้องการด้วย
 
ส่วนผสม
  • ผงชาไทย 5 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำต้มเดือด 2 ½ ถ้วย 
  • น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วย 
  • นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ 
  • นมข้นจืดสำหรับโรยหน้า 
  • น้ำแข็ง 
  • ถุงกรองชา
วิธีทำ 
  • ใส่ผงชาไทยในถุงกรองชา จากนั้นเทน้ำร้อนใส่ เขย่าถุงกรองชาไปมาเพื่อให้ใบชาโดนน้ำแล้วพักไว้ 15 นาที 
  • ใส่น้ำตาลทรายและนมข้นหวานลงในแก้วผสม เตรียมไว้ ครบ 15 นาที ยกขึ้นแล้วเทน้ำชาไทยที่กรองใส่ในน้ำตาลทรายคนให้เข้ากันจนละลาย 
  • พักทิ้งไว้ 5-10 นาที ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว เทชาไทยลงไปประมาณ 3/4 ส่วน ราดนมข้นจืดลงไป พร้อมเสิร์ฟ
ต้นทุน-กำไร (ต่อแก้ว) ต้นทุนสำคัญคือ ชา ส่วนใหญ่บรรจุถุงมาประมาณ 400 กรัม ใช้ชงได้หลายครั้งต้นทุนเฉลี่ยต่อแก้วประมาณ 10 บาท ราคาขายประมาณ 20-30 บาทกำไรประมาณ 10-20 บาท/แก้ว *การตั้งราคาขายขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน ทำเล ค่าเช่า ซึ่งมีผลโดยต่อกำไรที่อาจเปลี่ยนแปลงได้*
 
เครื่องจ่ายน้ำหวาน
 

แนะนำ เครื่องจ่ายน้ำหวาน เครื่องกดน้ำหวาน ของ SGE ทำจากวัสดุสแตนเลส คุณภาพสูง ไม่เป็นสนิม ทนทาน ราคาไม่แพง 

เครดิต : thaismescenter.com/แจกสูตรน้ำชง-20-สูตร-ทำง่ายขายเป็นรายได้เสริม/

บิงซู ที่ไปทานตามร้านมีราคาที่แพงเสียเหลือเกิน และรสชาติของมันก็อร่อยซ่ะเกินห้ามใจ หวานอมเปรี้ยวของผลไม้ที่มากับบิงซู แต่เมื่อมากับสูตรเด็ดเคล็ดลับแล้ว ก็ต้องมีวิธีทำง่ายๆ มาฝากกัน แค่ใช้ตู้เย็นที่บ้านเราเอง ก็สามารถทำบิงซูรับประทานเองได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเยอะเลย

บิงซูเมล่อน ขนมหวานสไตล์เกาหลี

 

สูตร บิงซู สูตรนี้ ครัวพิศพิไล 

วัตถุดิบทำ บิงซู

  • เมล่อน 1 ลูก
  • นมสด 250 มล.  
  • นมเปรี้ยว 3 โต๊ะ
  • น้ำผึ้ง 2 บุฟเฟ่ต์โต๊ะ
  • ผงทำสมูทตี้ 2 โต๊ะโต๊ะ
วิธีทำบิงซู
  • เริ่มจากการเตรียมถุงซิปล็อค เทนมสดรสจืดใส่ลงไป ปิดถุงแล้วเอาไปแช่ช่องฟรีสให้เป็นน้ำแข็ง แช่ประมาณ 4-6 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนก็ได้ค่
  • เตรียมเมล่อน ผ่าครึ่ง คว้านเม็ดออกให้หมด  ตัดก้นเมล่อนให้ตั้งได้ เพื่อทำเป็นถ้วย ใช้ช้อนตักเนื้อเมล่อนให้เป็นลูกกลมๆ ตามคลิป พักไว้ในตู้เย็น
  • เตรียมเครื่องปั่น ใส่นมที่แช่ฟรีสจนเป็นน้ำแข็งลงไป ใส่นมข้นหวานตามชอบ ใส่ผงสมูทตี้ เพื่อให้เนื้อเนียนและละลายยาก แล้วปั่นให้ละเอียด 
  • เทนมใส่ถ้วยเมล่อน ปาดให้เป็นทรงสูง จากนั้นเอาเมล่อนที่คว้านไว้ เรียงให้รอบตามคลิป  ราดด้วยน้ำผึ้ง นมข้นหวาน ก็จะได้บิงซูเมล่อน หอม หวาน เย็น อร่อยมากครับ
 

แนะนำ เครื่องทำบิงซู กำลังการผลิตสูง ทำน้ำแข็งเกล็ดหิมะ นุ่มเหมือนปุยนุ่น

บิงซูสตรอเบอร์รี่

 

ส่วนผสม บิงซูสตรอเบอร์รี่
ส่วนผสมสำหรับ 1 ถ้วย

A : บิงซู

  • นมสดรสจืด 800 ml
  • นมข้นหวาน 180 ml (ปรับลดความหวานได้)

 

B : ซอสสตรอเบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่สด 150 g
น้ำตาล 50 g (ปรับลดได้ตามรสชาติของสตรอเบอร์รี่ ถ้าชอบเปรี้ยวก็เติมน้ำมะนาวได้)
สีผสมอาหารสีแดง เล็กน้อย

 

C : ครีมสำหรับราด (ถ้าหาไม่ได้ ยังไม่มีไม่ต้องราดก็ได้ค่ะ)

ครีมเมอร์ หรือวิปปิ้งครีมปริมาณตามชอบ
D : ท็อปปิ้ง

สตรอเบอร์รี่ปริมาณตามชอบ
นมข้นสำหรับราด
อื่นๆ สามารถใส่ได้ตามชอบ

 

หลายคนคงกำลังมองหาเมนูหน้าร้อนหวานเย็นชื่นใจดับร้อนกันแน่ๆ เราเลยไม่รอช้าเอาใจคอบิงซู บิงซู น้ำแข็งใส หลากสไตล์ ทำง่าย สดชื่น ฟินรับหน้าร้อน! บิงซูสไตล์เกาหลี ขวัญใจคนไทย ด้วยเนื้อสัมผัสนุ่มๆ ละลายในปาก พร้อมด้วยหน้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตามฤดู หรือแม้แต่นมสด ช็อกโกแลตก็อร่อยแล้ว แถมวิธีทำง่ายแสนง่าย แนะนำให้ เครื่องทำบิงซู  จะดีมาก บอกเลยว่าหน้าร้อนนี้ ไปทำตามกันได้ โดนใจทั้งครอบครัวแน่นอน  

 

Cr. 

ครัวพิศพิไล 

food.trueid.net/detail/V0bPojEAaKN5