.

.

.

Amebaでブログを始めよう!

อัพบล็อคในรอบสามพันล้านปี สวัสดีสวีดัด 真顔

อันที่จริงตั้งใจจะอัพตั้งแต่กลับไทยละ แต่ด้วยความขี้เกียจล้วน ๆ ไม่มีอะไรเจือปน เพิ่งจะแซะตัวเองมานั่งเขียนเอาป่านนี้ガーン

 

เมื่อเดือนเมษา เราตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต บอกลาหมาแมวจิ้งจกที่บ้าน เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ลาแล้วหนอบ้านเรา (พอ...) เพื่อเดินทางออกตามหารักแท้

 

ความรักของเราที่ชื่อว่าโซรารุ! (ถรุย.....)

ช่ายยย หลังจากหลงหัวปักหัวปำ ลองได้ติดใจไปไลฟ์ครั้งนึงแล้วก็ย่อมจะมีครั้งที่สองที่สามตาม มันเป็นสัจธรรมชีวิต (ติ่ง)

 

 

「SORARU LIVE TOUR 2019 10th Anniversary Parade」

 

ชื่อไลฟ์อันแสนหรูหราหมาเห่าโฮ่งก็คือไลฟ์ที่เราไปในครั้งนี้  เป็นไลฟ์ฉลองครบรอบ10 ปีที่โซรารุซังเป็นอุไตเตะ จากโซรารุซังชายหนุ่มปากแดงแก้มป่องในวันนั้น เป็นโซรารุซังที่ยังปากแดงแก้มป่องจุซไซที่บ่นปวดเอวปวดหลังในวันนี้ ///โดนหวด...


เพราะว่าตรงกับเมษาเดือนแห่งวันหยุดยาวแห่งชาติ เราจึงไม่ลังเลที่จะไปรอบวันที่ 13 กับ 14 เมษา แถมด้วยลาพักร้อนต่อยาว ๆ จนหัวหน้าอยากเอาซองขาวเขวี้ยงใส่หน้าเหมือนตอนขว้างฟาร์สบอล จากประสบการณ์การที่ไปไลฟ์ ATR คราวที่แล้วมันทรมานสังขาร (อันโรยรา) ของเรามาก อันนั้นคือเหมือนขายวิญญาณให้ซาตาน ใช้ชีวิตแบบแทบไม่มีเวลาหายใจ เลิกงาน ไปสนามบิน เช้าถึงญี่ปุ่น ต่อรถไปไซตามะ เข้าไลฟ์ กลับที่พัก วันต่อมาบินกลับ ถึงไทยตีสอง เช้าตื่นไปทำงานต่อ แทบสิ้นลม ชีวิตติ่งมนุษย์เงินเดือน ゲローゲローゲロー

 

 

ก่อนจะไปพูดถึงโซรารุซังของเรา (อะแฮ่ม! เคมเป็นของตัวเองเฉย ) นอกเรื่องนิด สำหรับใครที่สนใจไปไลฟ์ศิลปินที่ชอบ ถ้าจัดที่มาคุฮาริเราขอภูมิใจนำเหนอแบบไม่ได้ค่านายหน้า 

 

 APA Tokyobay Makuhari 桜<< จิ้มจึก ๆ

ที่สุดของความฉะบายยยยยยย音符 คือมันเป็นโรงแรมที่เหมาะกับการมามาคอนหรือมางานจัดแสดงอะไรก็แล้วแต่ที่มาคุฮาริมาก ๆ จากโรงแรมเดินประมาณห้านาทีคือถึงสถานีรถไฟ ใกล้ที่จอดรถประจำทาง ทางโรงแรมมีบัสรับส่งให้ถึงสนามบินทั้งฮาเนดะและนาริตะ สำคัญคือพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะงั้นใครไม่สันทัดไม่คล่องก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลย (นี่แอบลากกระเป๋าไปโดนเท้าคุณพนักงานคนสวยด้วย ต้องเจ็บมากแน่ ๆ แต่เธอยังยิ้มให้ รู้สึกผิดจนอยากคุกเข่าฮาราคีตัวเองตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด ขอโทษฮัป チーン

 

การพักใกล้สถานที่จัดไลฟ์คือเป็นอะไรที่ช่วยประหยัดเวลาและพลังงานชีวิตมาก เราสามารถแหกตาตื่นไปต่อแถวซื้อกู๊ดแต่เช้าแล้วถ้าง่วงก็กลับมานอนตีพุงให้ร่างกายได้พักผ่อนแล้วค่อยตื่นมาแบบผิวสวย ๆ เดินเฉิดฉายไปตอนใกล้เวลาคอนเริ่มก็ยังได้ (ทำมาแล้ว แต่เปลี่ยนจากเดินเฉิดฉายเป็นเดินปวดหลัง 555) 

 

นอกจากความสะดวกที่ีจำเป็นที่ได้กล่าวถึงไปในข้างต้น ในส่วนของโรงแรมคือหรูหราดีเชียวแหล่ะ ราคาก็ไม่แรง ห้องพักสะอาดสะอ้านไม่ได้แคบแต่ก็ไม่ได้กว้างจนเกินไป ถ้าพักเกินสองคืนก็จะมีคุณแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องพักให้ทุกวัน (ตอนแรกไม่รู้ ก่อนไปทิ้งสภาพไว้เหมือนมีการฆาตกรรมในห้องมาก กลับมาคือห้องอย่างเนี๊ยบ //ยกมือสาธุจ้าคุณแม่บ้านえーん)

 

 

ตอนไปอยู่ช่วงแข่งพอดี ก็จะได้เห็นหน้าน้องในทีวีทั้งวัน (แล้วมีอีกคนที่เราไม่รู้จักคือเลือกเพลงโจโจ้แล้วใส่ชุดโจ้โจ้มาแข่งอ่ะ เท่ส๊าดดดดด!!!) ในโรงแรมคือมีร้านอาหาร ร้านยา ร้านของฝาก ร้านซักรีด มีตู้เกมส์ มีทุกอย่างให้เธอแล้ว จะนอนอืดไม่ออกไปไหนจากโรงแรมเลยก็ยังทำได้ แถมออนเซ็นที่นี่ยังสวยอย่าบอกใครเลยล่ะ มาแล้วต้องไปลองนะ อันนี้ของดีห้ามพลาด 

 

อีกอย่างที่ประทับใจแบบนอกเรื่องมากคือพนักงานลอว์สัน น่ารักม๊ากกกก555 วันที่เราไปเจอเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ไม่สูงมาก  เอ็นดูวในความพยายามพูดอังกฤษ คือตอนไปร้านมีแคมเปญโคกับเจโซลบราเทอว์อยู่พอดี ก็มีให้จับคูปองลุ้นโชคอะไรแบบนี้ นี่จับได้ชอคโกแลต น้องก็เลิ่กลั่ก ๆ แล้วก็วิ่งไปที่ที่เชลล์แล้วหยิบมาให้เลือกสองกล่อง น้องทำท่าคิดอะไรบางอย่างอยู่สักครู่ก่อนจะพูดออกมาว่า "พรีเซนต์ฟอว์ยู" พร้อมรอยยิ้มพิฆาต เอ็นดูสุดหัวใจ เปลี่ยนจากช็อคโกแลตเป็นหนูได้ไหมลูก //น้ำหมากจิไหล 酔っ払いラブラブ

 

โซรารุซัง (ในมโน) บอก ช่วยเขียนจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้อีกรอบเด๊ะ 5555  

 

 

ก็นั่นล่ะ หลับมึน ๆ บนเครื่องก็มาถึงนาริตะประมาณเกือบสองทุ่ม ขนาดใส่เสื้อโค้ทมาแล้วยังหนาวจนปากเปิกสั่น หนาวจนอยากกรีดร้องไม่เป็นภาษา หนาวจนอยากโผเข้าหาไออุ่นจากโซรารุซัง //โดนหวดอเกน....

 

เราไม่สามารถลากสังขารอันเหี่ยวแห้งเหมือนกระเป๋าตังที่แห้งเหี่ยวเพื่อฝ่าความหนาวยะเยือกประมาณ 5-7 องศาเพื่อนั่งรถไฟไปได้ สุดท้ายก็เลือกรถบัสซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาที แล้วเดินต่ออีก 5 นาทีก็ถึงที่หมาย ด้วยงบประมาณ 900 เยนถ้วน ระหว่างทางก็ส่องโอแอลสวย ๆ ไปตามทาง พนักงานบริษัทเดินกันขวักไขว่ เป็นการเดินที่เพลิดเพลินเจริญตายิ่งนัก แต่ไม่ยักจะมีสาวแว่นสักคน เสียจุย Orz......

 

 

ก่อนจะถึงโรงแรมเลี้ยวไปก็เจอมาคุฮาริละ เห็นมะ มันใกล้มากจริงจัง ถ้าอยู่สักชั้นยี่สิบคือกระโดดลงมาก็ถึงฮอลเลย ///เดี๋ยว...  ใจอยากจะนอนรอข้ามวันซะที่นี่แต่เนื่องด้วยอุณหภูมิ ณ ขณะนั้นอาจกลายเป็นศพให้โซรารุซังได้สมเพศเวทนาก็เป็นได้ แต่เอาล่ะ! อย่างน้อยคราวนี้ก็ใกล้กันแค่เอื้อม ไม่ต้องต้องไปเดินหา ไม่หลงแน่นอน และด้วยความหนาวในองศาที่ีต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างที่บอกประกอบกับปัญหากระดูกของเราที่ไม่สามารถต้านทานความหนาวได้ (เพราะมันจะปวดมากน้ำตาไหลพราก ๆ ) สุดท้ายไอ้ที่ตั้งใจว่ามาถึงจะไปหาอะไรดื่มกรึ่ม ๆ แล้วนอนก็ล่มไม่เป็นท่า

 

 

แต่ลอว์สันช่วยคุณได้....//ก้มกราบเบญจางคประดิษฐ์อยู่หน้าร้าน ขอบคุณสำหรับเบียร์หนึ่งกระป๋องกับอาหารในค่ำคืนที่หนาวเหน็บแม้รสชาติจะเห่เฮเห้เกินบรรยาย จบหนึ่งวันไปอย่างหมดเรี่ยวแรงแบบไม่ได้สาระอะไรใด ๆ ทั้งปวง แต่พรุ่งนี้เรามีนัดไปเอาบัตรคอนกับคุณบิ้วล่ะ!!! 


และก็ตามนั้น ครั้งนี้เราได้รับการช่วยเหลือในเรื่องของบัตรเพราะมันส่งไปที่บ้านคุณบิ้ว ซึ่งเอาจริง ๆ คุณบิ้วก็ช่วยเหลือเราหลาย ๆ อย่าง นับจากครั้งแรกนู่นนน ที่ไม่มีความรู้เรื่องการซื้อตั๋วอุไตเตะเลย (สาธุจ้าบิ้วซังมา ณ ที่นี้) แล้วก็นั้นล่ะ แม้เราจะไม่ได้หัวใจและร่างการของโซรารุซังแต่เราก็ได้ตั๋วไลฟ์ของเขามาอยู่ในกำมือ //หัวเราะเหี้ยมเยี่ยงลาสบอส 笑い泣き

 

แต่นนนแต๊นนนนนน!!! น่ารักใช่ไหมล่าาาา?!!デレデレブルーハート

ตอนเห็นตั๋วครั้งแรกคืออยากวิ่งกลับไทยไปเอาชุดไทยมาใส่แล้วฟ้อนตะต่อนยอนรอบชิบะด้วยความสุขสมอารมณ์หมาย มันตะมุมตะมุ้งงิ้งน่ารักมากกกกก //ยัดปากเคี้ยวๆ ตอนแรกเข้าใจว่าจะได้เป็นอีทิกเก็ตเหมือนคราวก่อน แต่ไป ๆ มารู้ทีหลังว่าเป็นตั๋วกระดาษก็ตอนคุณบิ้วไลน์มาบอกว่าตั๋วส่งไปบ้านนั่นแหล่ะ

 

และแล้วก็ถึงวันไลฟ์ เวลาของคนขี้เกียจ (พิมพ์) มักเดินเร็วเสมอ....

อนึ่ง นอกจากบิ้วซังที่คอยให้คำแนะนำเรื่องบัตร อีกคนสำคัญที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือคุณกิ่ม! เราเองก็เพิ่งรู้จักคุณกิ่มได้ไม่นานแต่กิ่มซังก็ใจดีมากจนเราประทับใจ อนึ่ง เราไม่เคยไปไลพ์แบบทุ่มชีวิตขนาดนี้ ปกติก็คือเดินมึน ๆ ไปก่อนเปิดฮอลล์แค่นั้น ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายว่าฉันต้องไปรอกี่โมงเพื่อให้ได้ของหน้าคอนมาครอบครองอะไรงี้ แต่จากประสบการณ์คราวที่แล้วที่ไปไลฟ์ ATR คือเปิดขายกู๊ด 10 โมง ไปเกือบ 11โมง ปรากฏว่าของหมดเกือบทุกอย่าง แถมเมนูอาหารโซระมาฟุก็ไม่มีบุญให้เราซื้อมาตกถึงท้องเลยสักชิ้น ต่อแถวเกือบสองชั่วโมงพอใกล้ถึงคิวหมดซะงั้น เจ็บปวดฝังใจมาจนถึงจวบปัจจุบัน  

 

ตั้งใจจะไปรอหน้ามาคุฮารุตั้งแต่ตอนตีสาม เนื่องจากเคยฟังสถิการรอคอยของแฟนคลับที่กิ่มซังเคยเล่าให้ฟัง แต่กิ่มซังยบอกนั่นมันโหดไป อันตราย555 (ถึงแม้ว่าคนที่อันตรายต่อคนอื่นที่สุดอาจจะเรา笑い泣き) สรุปเราตื่นตีสี่ อาบน้ำแต่งตัวเดินเมาขี้ตาไปถึงมาคุฮาริประมาณตีสีครึ่ง

 

และนี่คือสิ่งที่พบเจอ

 

ตีสี่นะโว้ยยย ไม่ใช่สี่โมง พวกเธอรีบมาทำไมก๊านนนนนนน!!!! 

 

เสียงกรีดร้องของทานุกิดังก้องในจิตใจ ที่ดูสว่าง ๆ นี่ตอนที่ถ่ายคือรอมายันตีห้ากว่าแล้ว หัวแถวอยู่นู่นนนนนน เลยจากบันไดขั้นแรกเข้าไปอีก แต่ละคนคือมาแบบพร้อมรบมาก ๆ เสื้อหนาว พร้อม! อาหาร พร้อม! ผ้ารองนั่ง พร้อม! แอบเหลือบไปเห็นบางคนที่พกเกาอี้พับตัวเล็ก ๆ มา //ปาดเหงื่อ ส่วนกระเหรี่ยงอย่างเราที่เตรียมมาแค่ใจก็ยืนทนหนาวปากสั่นหงึก ๆ ไปอย่างนั้น ระหว่างรอที่กำลังซึบซับความรู้สึกของแจ็คตอนไททานิคล่มก็ได้กิ่มซังที่ไลน์มาคุยเป็นเพื่อนเรื่อย ๆ กิ่มซังเนี่ย น่ารักแล้วก็ใจดี ๆ มาก ๆ เลย
 

จะว่าไปแฟนเพลงของโซรุซังนี่ก็มีทุกเพศทุกวัยจริง ๆ นะ ข้างหน้าเรานี่คือมากันเป็นครอบครัวเลย แล้วในคอนวันที่สองที่ที่นั่งข้าง ๆ เราก็เป็นคุณป้าที่ขาไม่ค่อยดีมากับลูกสาว ดีจังน๊า...

 

ที่สำคัญแฟนบอยที่โซรารุซังถวิลหาก็มีมาเยอะพอสมควร 55555

 

เวลาเปิดขายกู๊ดที่ระบุจริง ๆ คือ 10 โมง แต่แค่หกโมงกว่าคนก็เยอะจนแถวขดเป็นงูตั้งสามสี่รอบ (งูยักษ์ด้วย ไม่ใช่งูธรรมดา) สุดท้ายบรรดาสต๊าฟซังก็เปิดขายก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง โดยรวมว่าการจัดการค่อนข้างเป็นระเบียบแล้วก็รวดเร็วมาก (ไม่นับเวลามารอซึ่งมาเองแบบไม่มีใครขอ) เอาเป็นว่าประทับไต //ตบมือแปะ ๆ  แล้วก็นั่นล่ะ ครั้งนี่ไม่พลาด ได้มาครบทุกอย่าง เว้นไอ้ที่ไม่ครบคือสติ...

 

แอบตินิดนึงคือการเลือกโทนสีในกู๊ดรอบนี้มันไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่เลยอ่ะ จากภาพที่ลงไว้มันค่อนข้างสวยมากเลยนะแต่พอเป็นผลิตภัณฑ์จริง ๆ ด้วยความที่เป็นโทนม่วงทึบ+เทา มันเลยทำให้ทุกอย่างดูหม่นไปหมด สร้อยเอาจริง ๆ ก็ไม่สวยสมราคาจนไม่อยากซื้อ (แต่ก็ซื้อ....)  แล้วยิ่งผ้าเนี่ย สีดูกะปิมาก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกะออกมาจากถุงแต่สภาพเหมือนผ่านการเอาไปเช็ดลูกหมาตกคลองแสนแสบมาแล้วสองสามครั้ง แต่เพนไลท์คือสวยหรูหะรูหะรามาก ถูกใจสุด ๆ

 

เมื่อได้กู๊ดมาครอบครองท้องก็เริ่มหิว ย้ายมาท้าทายเส้นเลือดขอดที่แถวของกินกันต่อ ในระหว่างต่อคิวซื้อกู๊ดก็เหลือบมามองอยู่เรื่อย ๆ นะ ยังคิดอยู่เลยว่าคนโคตรมหาศาล พอถึงตาเราซื้อของเสร็จหันไปดูแถวอาหารแล้วก็แบบ ว้าวววว! แถวไม่มีเลย.....

 

แถวไม่มีเลย....ไม่มีวี่แววว่าจะคนจะลดลงเล๊ยยย!!!!

 

แว่วเสียงพยาธิในกระเพราะกรีดร้องอย่างโหยหวน “แกเดินไปซื้อโอนิกิริในคอมบินีง่ายกว่าม๊าย!!” แต่ก็นั่นละ เพื่อโซรารุซังไอแคนดูวเอวี่ติงงงง อั่ยยยย วิวววว ดายยยย ฟอว์ยูววว แอนอั่ยยยย วิววววลีฟฟฟ ฟอยู๊วววว!!!! //พอ...

 

อย่างที่น้อง ๆ BNK ว่า ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ! 

(แต่ทำร้ายไตเป็นอย่างมาก)

 

ผ่าง ๆ !!!

ขอตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “ทาโกะจังของโซรารุซังจุซไซ่กับมายองเนสสีฟ้าสยองขวัญของเขาที่ไม่รู้จะใส่มาเพื่ออะไร”ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ชวนฝันเหมือนทำแล้วไหม้เกรียม ประสานกับความเหนียวแต่ไม่นุ่มที่ออกแรงกัดแล้วก็ยังไม่ขาด เสริมสีสันให้มื้ออาหารด้วยมายองเนสสีฟ้าสุดสดใสเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงอาหารของเหล่าเอเลี่ยนจากต่างดาว ทานคู่กับซอสทาโกะรสชาติเปรี้ยวจัดจ้าน เปรี้ยวจนคนทานต้องร้องขอชีวิต คุ้มค่าคุ้มราคาจนน้ำตาแทบไหล....โซรารุซังเอาอะไรให้ตรูกิน ゲロー

 

ในส่วนเมนูอื่นนั้นก็เซม ๆ รสชาติชวนร้องไห้ไม่ต่างกัน แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะหิ้วกลับไปกินห้องตอนกลับ ช่วงกลับไปนอนพักที่ห้องช่วงบ่ายตื่นมาหิว ๆ ก็จ้วง ๆ เข้าปากเบย ลืมเรื่องถ่ายรูปไปสนิิท Orz  

 

ระหว่างที่ตาจะปิดก็เดินเล่นรอบ ๆ ไปพลาง แฟนคลับโซรารุซังเนี่ย น่ารักจังน๊าาา เดินมองเพลินมากเลยยอมรับ บรรกาศวันนี้ค่อนข้างคึึกคักเพราะฮอลข้าง ๆ รู้สึกจะเป็นเลิฟไลฟ์ล่ะ เหล่าคุณโอตะคึกคักกันน่าดู  

 

จงอย่าหลงระเริงไปกับสาวอิทานุกิ กลับมาฝั่งโซรารุซังของเราต่อ  //ผายมือ....


 

 

ก็มีทั้งที่เป็นทางการแล้วก็จากทางแฟนคลับอ่ะเนาะ ซึ่งก็เยอะมาก ๆ เลยล่ะ ประมาณยี่สิบสามสิบอันได้มั้ง ถ่ายเพลินเกินห้ามใจ แต่ที่ถ่ายมาชอบดีไซด์อันสีขาวรูปสุดท้ายสุด ไม่ได้พูดถึงคอนเซปแต่โดยส่วนตัวเราเห็นแล้วเรานึกถึงโซรารุซังชุดขาวในเอ็มวี 銀の祈誓 ล่ะ

 

ลงมาด้านล่างฝั่งตรงข้ามกับที่ขายอาหารเมนูต่างดาวของโซรารุซังก็จะเป็นโซนขายซิงเกิล ล่อตาล่อใจล่อไตด้วยการแปะโปสเตอร์โซรารุซังไว้อย่างละลานตา คนบ้าอะไรหน้าหวานกว่าดอกไม้ที่ถือถ่าย หน้าหวานกว่าน้ำตาลทราย หน้าหวานกว่าชาเย็นที่สั่งเอาไม่หวานแต่ก็ดันหวานอยู่ดี

หลังจากนี้สังขารก็เริ่มทำร้ายเราละ ด้วยอากาศที่ค่อนข้างหนาวทำให้หลังของเราเริ่มปวด (แซวโซรารุไว้ฉันใด เอวกับหลังเราก็ปวดเองฉันนั้น)  ดีกว่ามาดูไม่ไหวเลยตัดสินใจกลับไปนอนพักต่อที่ห้อง  ตั้งนาฬิกาไว้ใกล้ ๆ เวลาคอนเริ่มแล้วค่อยตื่น เห็นมะ พักที่พักแถวที่จัดคอนนี่มันสะดวกจริงๆ นะคุณ!

 

อันที่จริงตอนที่กำลังนั่งพิมพ์นี่เราก็เริ่มปวดหลังอีกแล้วล่ะ....(แม้อากาศจะร้อน)  เพราะงั้นเดี๋ยวมาอัพบล็อคต่อวันอื่นละกันเนาะ ขอพาสารร่างไปพักก่อน ปวดหลังแล่วววว 笑い泣き

 

เหมือนเข้าบล็อคปีละครั้ง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นบอกว่าจะพยายามอัพทุกวัน เป็นคนที่ไม่สามารถทำอย่างที่ลั่นวาจาเอาไว้ได้จริง ๆ เหมือนจะขำแต่สมเพศตัวเองนิดหน่อย (ノ﹏ヽ)アセアセ

 

เหนื่อยกับงาน เหนื่อยกับโรค เหนื่อยกับการดำรงชีวิต เหมือนชีวิตมีแต่ช่วงเวลาที่ตื่น ทำงาน ทานข้าว นอน วนลูปนรกแบบนี้เรื่อยไป เพราะแบบนั้นการได้หยุดสามวันโดยไม่ต้องเข้าบริษัทหรือพกงานกลับมาทำที่บ้านเนี่ย เป็นความสุขอย่างที่คาดไม่ถึงเชียวล่ะ 5555

 

วันที่ ๐๖/๑๑/๒๕๖๑ อัพบล็อคเอาไว้ว่ามีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่อยากจะทำอยู่อย่างหนึ่ง ช่วงที่หมดกำลังใจกับอะไรหลาย ๆ อย่าง เราได้เสียงของคน ๆ นึงช่วยเอาไว้ เพราะงั้นตอนนั้นถึงมีเป้าหมายแน่วแน่ว่าอยากจะลองไปฟังเสียงของเขาร้องสดดูสักครั้ง

 

เสียงของคนที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่เราไม่สามารถรักนี้ได้....

เสียงของโซรารุซัง....

 

 

ใช่แว้วววว เราจะไปดู ATR เราจะหาคุณโซรารุ!!! (≧艸≦*)ブルーハーツ

-------------------------------------------------------------------------


 

08/08/18

 

 

 

ไปมันคนเดียวนี่แหล่ะ ┐(´д`)┌

เลิกงานสะพายกระเป๋าแล้วดิ่งไปสนามบินทันที ตัดสินใจไปญี่ปุ่นคนเดียวแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่เบื่อหน่ายกับทุกอย่างเพราะแบบนั้นอารมณ์จึงอยากอยู่คนเดียวเสียมากกว่า ตอนแรกแอบคิดเหมือนกันว่าจะไหวไหมแต่สุดท้ายคือแฮปปี้มาก ไม่ได้รู้สึกเหงาเลย เราสบายใจมาก มีความสุขมาก เบิ้ลกอไก่ใส่อีกสิบแปดตัว หลังจากนี้ก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากที่จะไปเที่ยวคนเดียวไกล ๆ อีกหลาย ๆ ที่ถ้าเวลาและสังขารจะอำนวย _(┐「ε:)_)

 

 

 

จุดมุ่งหมายคือไซตามะ \٩( 'ω' )و ///

ตัดสินใจไปรถบัสเพราะใช้เวลาไม่น่าจะต่างจากรถไฟมากเพราะไม่ต้องเสียเวลาไปเปลี่ยนขบวนแถมปลายทางก็จอดตรงไซตามะอารีน่าพอดี ฝนตกตลอดเพราะเป็นช่วงที่ไต้ฝุ่นเข้า แถมอินโฟซังก็ทวิตให้หลอนว่าเนื่องด้วยอิทธิพลของไต้ฝุ่นหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะแจ้งให้ทราบก่อนสิบโมง ใช่ ประกาศในวันจัดคอนนั่นล่ะ 555 ระทึกขวัญสั่นประสาทดีไหมละ การมาคราวนี้ของเราไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเลยนอกจากโซรารุซัง เพราะงั้นถ้ายกเลิกนี่คงช็อคน่าดู Orz

 

แต่ก็นั่นล่ะนะ โลกไม่ได้ใจร้ายสักเท่าไหร่ สุดท้ายคอนเสิร์ตก็ยังคงจัดโดยปกติ

อาจจะไม่ค่อยชอบความเฉอะแฉะ แต่ะละอองฝนกระทบบานกระจกที่ได้มองตลอดทางนี่ก็ทำให้รู้สึกสบายใจพิลึก....

 

 

ถึงโดยสวัสดิภาพท่ามกลางอากาศขมุกขมัวและลมที่พัดแรงเสียจนสาว ๆ กระโปรงเปิด 

แว่วเสียงกรี๊ดผ่านเข้าหูมาเป็นระยะ ฉากมันเหมือนในมังงะจริงผับผ่า 5555 เดินวนรอบดูอะไรเรื่อยเปื่อย แวะถ่ายรูปเป็นที่ีระลึกแต่รอแล้วรอเล่าสองคนนั้นก็ไม่ยอมเดินออกจากเฟรมทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่ก็ถ่ายจากระยะที่ห่างออกมาเพื่อไม่ให้ไปรบกวนคนอื่น สุดท้ายรอไม่ไหวเลยถ่ายทั้ง ๆที่ติดเขามาแบบนั้น...ก็นะ ไม่ใช่ว่าทุกคนบนโลกจะมีมารยาทเสียเมื่อไหร่

 

 

 

เพราะโรคประจำตัวของเราคือโซเชี่ยลโพเบียร์ การต้องอยู่กับฝูงมนุษย์จำนวนขนาดนี้ก็ค่อนข้างเป็นเรื่องที่กระอักกระอ่วนพอสมควร แต่ตราบใดที่ไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับใครเราว่ามันไม่ได้ส่งผลกระทบกับเราเท่าใดนัก เพราะงั้นเลยรู้สึกชิว ๆ ไม่ได้ซีเรียส ถ้าให้เปรียบเทียบการที่ต้องเข้าไปอยู่กับคนที่ทำงานแค่จำนวนสองถึงสาม อันนั้นหนักหนาสาหัสกว่ากันเยอะ (*´Д`)=з

 



เดินดูโซนเสื้อผ้าที่มาฟุจังออกแบบ อยากจะหิ้วรูปที่วางโชว์ข้าง ๆ กลับบ้านชะมัด ถ้าตอนนั้นหลงอุราตะซังเหมือนตอนนี้ก็อาจจะมีหวีดร้องพอประมาณ 55 ในส่วนของกู๊ดได้มาไม่ครบเพราะของหมดเหมือนแจก รอคิวไม่นานระบบการจัดการดีพอสมควร น้องคนขายก็น่ารักมากมารยาทดีตามวิถีญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จบจากกู๊ดเหลือบมองไปยังโซนขายอาหารเมนูโซระมาฟุทีี่อยู่ถัดไป ออกจากไทยยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง อาการหิวเริ่มถามหา...

 

 

 

แต่ไม่หิวก็ได้มั้ง.....พอเห็นแถวแล้วความคิดนั้นก็ผุดขึ้นมาหัว (ーー;)

แถวที่เห็นคือล้นออกนอกฮอลล์ไปอีกเป็นกิโล กล้วยมาฟุจังมันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ เริ่มตั้งความสงสัยในใจ 555 แต่ถึงแบบนั้นก็กระเสือกกระสนเดินไปอ้อมเพื่อต่อคิว อย่างน้อยก็อยากจะลองเมนูของโซรารุซังสักอย่าง การรอไม่ได้น่าเบื่อสักเท่าไหร่เพราะแฟนบอยแฟนเกิลล์ของ ATR นี่น่ารักกัชะมัด ยืนมองนู่นมองนี่มองสาวญี่ปุ่นไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกทีก็ 2 ชั่วโมงผ่านไป...

 

 

ของหมด...อดแดรก 

 

 

 

ฉันมาทำอะไรที่นี่........Orz.....
ของประทังชีวิตที่พอหาได้ขณะแว่วเสียงประกาศประตูฮอลล์เปิดคือชาเขียวจืด ๆ ที่กดมาจากตู้น้ำที่อยู่แถว ๆ นั้นนั่นแหล่ะ...
 

 

ขยับมายืนท้าท้ายเส้นเลือดขอดที่น่องกันต่อตอนเข้าคิวรอเดินเข้าฮอล ถึงตรงนี้ฝนเริ่มตกปรอย ๆ จุดนี้วิวข้างทางคือดีงาม เป็นช่วงเวลาที่เด็กนักเรียนเดินกลับบ้านเยอะมาก สารภาพว่ามองเพลิน 555 (・ε・`) 
 

น้องผู้หญิงสองคนข้างหน้าคือยืนร้องเพลงของเอทีอาร์ตลอดทางเลยล่ะ สดใสเชียว น่ารักดี 

 

 

 

ที่นั่งในคอนครั้งนี้เราได้ อารีน่าแถวสอง....ไม่มีใครอยากเชื่อเลย ตัวเราเองก็ไม่อยากเชื่อ 5555 รู้สึกเหมือนเอาแต้มบุญทั้งหมดในชีวิิตมาทิ้งไว้ที่นี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณบิ้วซังมาก ๆ ที่เป็นธุระเรื่องการกดตั๋วให้ เพราะคอนดันออกตั๋วเป็นอีทิกเก็ตอีกลำบากกระเหรี่ยงต่างชาติอย่างเรามาก แต่ก็นั่นล่ะ ตอนที่ตัดสินใจต่อให้อยู่บนยอดดอยเราก็ไม่คิดมากอะไร เพราะต่อให้อยากจะเห็นหน้าโซรารุซังมากแต่สิ่งที่อยากจะฟังจริง ๆ ก็คือเสียงของเขามากกว่า (⺣◡⺣)♡*

 

หลังจากนั้นเข้าฮอลล์มาก็ห้ามถ่ายรูปละ....

แย่ตรงที่สตาฟซังที่เดินถือป้ายว่าห้ายถ่ายรูปก็ยังหน้าตาดี 555
 

เข้ามายืนตระการตาอยู่ประสามสี่ห้าวิ เวทีอลังการณ์สุด ๆ สัมผัสได้ถึงความเป็นญี่ปุ่นที่เข้ากับธีมหลักของคอนวันนี้มาก เดินอึน ๆ ไปเรื่อย ๆ พอเห็นที่นั่งแล้วลมแทบจับ มันใกล้ ใกล้เกินไป...ใกล้จนคิดว่าจะสามารถมองโซรารุซังยังไงไม่ให้ตัวเองหมดสติ 55555 ที่นั่งอยู่แถวสองตรงกลางเวทีพอดีและน้องที่นั่งหน้าเราก็ตัวเล็กมาก เพราะงั้นไม่ได้รู้สึกกับต่างอะไรกับการนั่งติดเวทีเลย ♡(ŐωŐ人)

 

 

                          

 

เนื่องจากถ่ายรูปในคอนไม่ได้ก็ดูบรรยากาศที่ อฟช ลงคลิปไว้แล้วกันเนาะ ♡(ŐωŐ人)
 

 

วินาทีแรกที่ได้เห็น After The rain อธิบายอะไรไม่ถูกเลย...

 

อ่า....นี่น่ะเหรอโซรารุซัง นี่น่ะเหรอมาฟุจัง
แย่แล้วล่ะ โซรารุซังน่ะ นอกจากเสียงที่จะทำให้เราเป็นบ้าแล้ว หน้าเขาน่ะ....ตรงกับเสป็คเราทุกอย่างเลยนี่หว่า (♡´艸`)

แก้มเขาป่องมาก จะสามสิบแล้วทำไมหน้าเด็กจนสะพรึงขนาดนี้  เสียงที่ฟังสด ๆ ดูทุ้มกว่าตอนฟังเพลงที่ร้องอัดมาก มันเป็นเสียงทุ้มที่เจือหวาน ๆ อธิบายไม่ถูก ในส่วนของมาฟุจัง ก่อนหน้านี้คือยอมรับน้องในเรื่องของความสามารถในการทำเพลง (และการใช้คันจิในการแต่งเพลง 55555) มานานมากแล้ว แต่เราเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจในตัวตนของเขาสักเท่าไหร่ พอได้เห็นจริงๆ ถึงได้รู้ว่านอกจากความสามารถที่ทำให้เขาได้รับความนิยม มาฟุคุงเวลาอยู่บนเวทีน่ะ มาบูชี่มาก เจิดจ้ามากจริง ๆ (´ω`*)♪

 

เราไม่ค่อยแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้หรือเปล่าและก็ไม่รู้ด้วยว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่า ทุกครั้งที่มาฟุจังขึ้นเสียงสูงวันนี้ดูไม่ค่อยโอเคเท่าใดนัก ไม่ได้หมายถึงเสียงที่น้องปล่อยออกมาไม่โอเค ดูเป็นตัวน้องเองที่ไม่โอเคมากกว่า เหมือนร่างกายไม่ค่อยพร้อมเต็มที่ และทุกครั้งที่มาฟุจังแสดงอาการแบบนั้นออกมา...โซรารุซังจะเดินไปตบไหล่เบา ๆ และยิ้มให้บาง ๆ 

 

วินาทีนี้วิญญาณทานุกิเริ่มหลุดลอยออกจากร่างละ...(´ж`;)

 

ทั้ง ๆ แอบเป็นห่วงมาฟุจังเบา ๆ แต่สายตาก็มองที่โซรารุซังตลอด 5555 เขาดูแฮปปี้มาก พอเห็นเขาดูสนุกก็เลยเริ่มรู้สึกสนุกไปด้วย ที่สำคัญสิ่งที่เราดั้นด้นมา เสียงของเขาน่ะ ไม่ทำให้เราผิดหวังเลยจริง ๆ คอนโดยรวมสนุกดี ไม่ได้จัดว่ามีอะไรที่พีคมาก มาฟุจังวันนี้แอบดูเหนื่อย ๆ แต่น้องก็ใส่เต็มที่ รักความเบียวที่จริงจังของน้องมาก ตอนน้องเล่นกล้องกรี๊ดกันฮอลแทบแตก มีตอนที่ควงไมค์แล้วเลียปาก เล่นเอาเราลมแทบจับอยู่เหมือนกัน 

 

ในส่วนของคุณลุงโซรารุ 555 ตอนที่ใส่ยูคาตะไปเล่นที่เวทีด้านหลังตลอด โซรารุซังวันนี้โคตรดีด ดีดแบบสุดๆ เผลอ ๆ จะซนกว่ามาฟุจังอีก แต่ตอนเวทีปรับระดับความสูงเขาก็กลัวเหมือนคนแก่ ถึงขนาดต้องนั่งร้องเพราะขาสั่น 5555 มีตอนคลานแล้วกล้องจับตูดเขาพอดี น่ารักจนแทบบ้า555

 

ตอนท้ายคอนมาฟุเอาวิกสีขาวมาใส่ (ในคอนนี้มาฟุจังย้อมผมดำแล้ว) เสร็จแล้วก็วิ่งเอาหูแมวมาติดให้โซรารุซัง พอโซรารุซังจะติดกลับบ้างมาฟุจังก็วิ่งหนี พอจนมุมโซรารุจับได้แต่ติดยังไงกิ๊ฟก็ไม่ติดวิกสักที มาฟุจังเลยดึงไปติดเองเลย 

 

จบคอนด้วยการเดินจับมือเดินขึ้นบันไดแล้วหายเข้าไปในประตูด้วยกัน.....ทิ้งไว้แต่ศพแฟนเกิลจำนวนมหาศาลกลางอารีน่า _(┐「ε:)_

 

 

 

รูปอฟชที่ถ่ายหลังจบคอน เพราะอยู่หน้าก็เลยติดเราด้วย จะมโนว่านี่เป็นรูปถ่ายคู่กับโซระมาฟุก็แล้วกัน ♥(ノ´∀`)ถึงจะมีคนร่วมเฟรมเดียวกันอีกหลายหมื่อนชีวิตก็เถอะ 55555 มีความสุขมาก อิ่มเอมมาก เป็นเป้าหมายเล็ก ๆ ที่บรรลุไปได้ด้วยดี สัญญากับตัวเองว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องมาดูคอนของสองคนนี้อีก ตอนออกจากคอนพายุเข้าพอดี ฝนตกหนักลมแรงมาก ผ้าเชียร์ที่ซื้อมาเอามาใช้คุมหัวอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

 

หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟกลับไปพักแถวอุเอโนะ กินข้าวมือแรกในรอบเกือบสองวัน ฝนตกทั้งคืนเลยทำได้แค่เดินเล่นอยู่แถว ๆ ที่พักนั่นแหล่ะ ก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ วันที่ีเหลือเป็นการเดินเล่นเรื่อยเปื่อยพักกายพักใจของเราเสียมากกว่า

 

 

 

หลังจากกลับมาก็หลงโซรารุซังหนักกว่าเดิมอีก  ตอนนี้นอกจากเสียงแล้วก็เหมือนจะหลงตัวตนทุกอย่างของเขาแล้วล่ะ หลังจากนี้ก็จะมีคอนเสิร์ตทั่วญี่ปุ่นของโซรารุซังช่วงต้นปีหน้า ขอภาวนาให้โชคดีเหมือนครั้งนี้อีก อ้อ อัลบั้มที่สองของ ATR เพิ่งออกไป ส่วนซิลเกิ้ลของโซรารุซังจะออกเดือนสิบเอ็ด อย่างไรก็ฝากสนับสนุนพวกเขาด้วยนะฮะ

 

อืมมมม ยาวแลวล่ะ จบดีกว่า เมื่อยมือ (_ _|||)

 

 


 

บอกจะอัพทุกวันก็...นะ 5555

 

วันนี้รู้สึกเหงา ๆ (_ _。)

ได้รู้ว่าแฟนเก่าคนก่อน อยู่ ๆ ก็อันฟอลทวิตไปแบบไม่มีเหตุผล (_ _。) 

 

คบกันมาเจ็ดแปดปีพอเลิกกันก็ยังคุยเป็นเพื่อนกันได้อยู่ แล้วเพราะอะไรไม่รู้ก็เงียบไป มาเห็นอีกทีคืออันฟอลกันไปแล้ว อ่าว ไหนบอกเป็นเพื่อนกัน 5555 (´□`。) 

 

งง แต่ก็เอาเถอะ พอมานั่งคิดดูเราก็ทำอะไรไม่ดีกับเขาไว้หลาย ๆ อย่าง ถึงจะจบกันไปนานแต่เราก็เป็นห่วงเขาอยู่ลึก ๆ แต่รู้แหล่ะว่าเขาดูแลตัวเองได้ เขาเป็นผู้หญิงแกร่ง (ซึ่งเขาก็คงดูแลตัวเองได้ดีกว่าตรูดูแลตัวเองอีก (´д`lll) ) 

 

เอาเป็นว่าก็ภาวนาขอให้เขาใช้ชีัวิตให้ดีมีความสุข เรื่องที่เคยทำไม่ดีไว้ขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันแล้วกันเนาะ...

 

 

ในส่วนของความน่าเบื่อหน่ายช่วงนี้ 

ได้รับคำชมจากหัวหน้าบ่อย ๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้รับหน้าที่ใหม่มารับผิดชอบ ///เข่าทรุด...

เราอยากที่จะใช้ชีวิตโง่ ๆ อยู่แบบโง่ ๆ มากกว่า เรามักจะพยายามทำตัวไม่มีตัวตนในที่ทำงาน การกระเสือกกระสนดิ้นรนมันเหนื่อย มันน่าเหนื่อยหน่าย ในส่วนงานที่ดูเหมือนจะบ้างานก็แค่ทำตามหน้าที่ ทำให้ดีแบบไม่ต้องโดนด่าไล่หลัง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากรับผิดชอบอะไรที่มันมากขึ้น....

 

จะอดทนได้สักเท่าไหร่กันนะ....(´_`。)

 

 

เป้าหมายเล็กจ้อยที่อยากทำ....อยู่ ๆ ก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด (-_\)

คุณโซรารุประกาศคอนแบบงง ๆ เสียอย่างนั้น ถึงจะเป็น ATR ก็อยากจะไปอยู่ดี เพราะหลัง ๆ รู้สึกว่ามาฟุจังเวลาที่อยู่กับคุณโซรารุเนี่ย...น่ารักจังน้า (*´ω`*) 

 

 

เพราะแบบนั้นก็อยากจะเห็นโมเม้นงุ้งงิ้ง (ที่เราดูแล้วรู้สึกกเหมือนเป็นพ่อลุูกกันมากกว่า555) ด้วยตาตัวเองสักที

 

ปัญหาที่พบก็ดันเป็นตั๋วคอนที่เผือกให้จองบัตรเป็นอีทิคเก็ตแบบที่ไม่สารมรถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้เนี่ยน่ะสิ ( ̄m ̄〃)ぷぷっ!

 

 

เพราะงั้นความลำบากจึงบังเกิด ต้องไหว้วานคนที่เขารับจ้างกดบัตรคอนที่อยู่ปุ่นเพื่อไปจ่ายเงินให้ แต่ก็ดันซวยตรงที่ออกตั๋วเป็นอีทิคเก็ตโดยตรงผ่านมือถือ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสามารถแชร์ผ่านเครื่องได้หรือไม่ ไม่รู้จะล็อคเบอร์หรือเปล่า.....ทำไมมันช่างเย็น。(´д`lll)

 

 

ถ้าใครมีอะไรแนะนำสำหรับการจองอีทิคเก็ตผ่านเว็ปอีพลัสก็ยินดีนะครับ เพราะตอนนี้เริ่มมืดแปดด้านจริง ๆ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ไปฟังคุณโซรารุร้องสดสักครั้ง....

 

แต้มบุญที่เคยทำมาใช้ไปหมดหรือยังน้า...

 

หรือว่าที่จริงแล้วมันไม่มี.....ビェーン。゚(ノωヽ。)゚。

ว่าจะรีวิวตั้งนานแล้ว เพิ่งได้มีเวลา ビェーン。゚(ノωヽ。)゚。

อันที่จริง มีทั้งโดทั้งฟิคที่ทยอยซื้อมาช่วงหลัง ๆ หลายเล่มมาก น่าจะใช้เวลาที่ตั้งใจว่าจะอัพบล็อกทุกวันหลังจากนี้เพื่อเขียนรีวิวเนาะ น่าจะเป็นประโยชน์หรือเป็นกิเลสกับคนที่สนใจใคร่หามาอ่านไม่มากก็น้อย

 

(σ・∀・)σ วันนี้เราจะมารีวิวเล่มนี้ล่ะ!!

 

 

By my side เป็นแฟนฟิกชั่นคู่มิซาวะ จากเรื่องไดยะ ผลงานของ "คุมะโทระซัง" (Kumatora) หรือ "เคย์จัง" เจ้าของสมาคมแม่บ้านไดยะ (อะไรสักอย่างนี่แหล่ะwww) ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี

 

อนึ่ง ฟิกออกมาสักพักแล้วแต่เราเพิ่งจะมีเวลาว่างได้อ่านจนจบ...ε-(o´ω`o)

เรื่องราวความรักหน่วงในอกกับพล็อตความจำเสื่อมที่อ่านจบแล้วอยากจะฉีกเคี้ยว ๆ เข้าปากด้วยความเกรี้ยวกราดยิ่งヾ(。`Д´。)ノ

 

เราขอพูดถึงในฐานะคนอ่าน 

โดยส่วนตัวแล้วสำหรับเรา คุมะโทระซังเป็นคนที่มีจุดแข็งในเรื่องของการวางพล็อตซึ่งน่าติดตามมากมาแต่ไหนแต่ไร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อเรื่องออริที่เราว่า แปลก และน่าสนใจมาก ทว่าเจ้าตัวไม่ยอมแต่งต่อสักที orz ) แต่ถึงอย่างนั้นก็มีจุดอ่อนในเรื่องของการใช้คำผิดที่บางทีก็เยอะมากอย่างไม่น่าให้อภัยเหมือนกัน

 

by my side กล่าวถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง มิยูกิ คาซึยะ แคชเชอร์อนาคตไกลกับพิชเชอร์ซึ่งเป็นคนรักของเขา ซาวามุระ เอย์จุน แต่แล้ววันหนึ่งด้วยอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน มิยูกิถูกรถชน และนั่นส่งผลให้ความทรงจำของเขาขาดหายไป ในช่วงที่มิยูกิเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ในทุกครั้งที่เขาลืมตาตื่น เขามักจะพบกับดอกลิลลี่สีเหลืองจากบุคคลปริศนาที่แอบเอามาเปลี่ยนไว้ให้เขาอยู่เสมอ

 

ดอกลิลลี่สีเหลืองกับความทรงจำที่แสนเลือนรางของคนสำคัญ....

 

อ่า...อ่านไปสักพักเราถึงกับพลิกกลับมาดูหน้าปกถึงได้เข้าใจว่าอิลลัสที่ใช้ต้องการจะสื่ออะไร ซึ่งเราชอบมากในจุดนี้ //ปาดน้ำตา (ノДT)

 

มาว่ากันต่อ สำหรับเรา พล็อตความจำเสื่อมเป็นพล็อตที่ค่อนข้างดาษดื่น แต่นั่นล่ะ เสน่ห์ของมันอยู่ที่ "การสื่อสาร" ของนักเขียนแต่ละคนมากกว่า ในส่วนของคุมะโทระซัง สำหรับคนที่ชอบเรื่องราวที่อ่านไปหน่วงไปในอกน่าจะชอบได้ไม่ยากเท่าไหร่ //ปาดน้ำตาอีกรอบ (ノДT)

 

ตัวเรื่องจะดำเนินไปโดยให้เราได้เดาว่าสาเหตุที่มิยูกิเลือกที่จะลืมความทรงจำเหล่านั้นเพราะอะไร (ซึ่งสารภาพว่าตอนอ่านนี่เดาผิด แป่ว 555) มันน่าติดตามตรงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีจุดอ่อนในเรื่องของการใช้ภาษาที่ผิดเยอะจนแบบ.....(กรีดร้องโว้ยบนหลังคา) คาดว่าเวลาในการทำรูปเล่มน่าจะมีจำกัด เพราะงั้นจุดที่พลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัยคือเรื่องของการจัดหน้ารวมถึงการสะกดผิดที่ละลานตาเหลือเกิน 。(´д`lll)

 

อีกอย่างหนึ่งถ้าปรับได้อีกนิดจะเป็นฟิคที่อ่านแล้วไหลลื่นมากคือการตัดฉากที่ไม่ค่อยสมูทเท่าใดนักจนทำให้สับสนว่าฉากนี้เป็นฉากในความคิดของใคร หรือคำพูดนี้เป็นของใครพูด ซึ่งเราว่ามันแก้ได้ไม่ยากถ้าฝึกเขียนบ่อย ๆ ในจุดนี้ก็เป็นกำลังใจให้คุณคนเขียนนะฮะ ∵ゞ(≧ε≦o)ぶ!

 

ป.ล. ฉากที่คริสเซมไปปรากฏตัวพร้อมถอดแว่นกันแดดนี่แทบวิ่งไปหอนบนหลังคา เท่มั่ก!!!  ( *¯ ³¯*)♡ㄘゅ บรรยายความเท่ของคริสเซมได้เห็นเด่นในมโนภาพมาก ถ้าจุดอ่อนคือคำผิด จุดแข็งก็คงต้องยกให้พล็อตเรื่องกับบทบรรยายที่อ่านแล้วภาพลอยตามเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ อยากให้รักษามาตรฐานตรงจุดนี้ไว้เนาะ //ตบมือแปะ ๆ☆-(ノ●´∀)八(∀`●)ノイエーイ

คาแรคเตอร์อื่น ๆ ที่ปรากฏในเรื่องก็ไม่หลุดคาร์ (ซึ่งสำหรับเรา โดยส่วนตัวเราให้ความสำคัญตรงจุดนี้มาก ต่อให้เปลี่ยนบทบาทหรือเป็นเอยูก็ตาม แต่ตราบใดที่เป็นฟิกชั่น คาร์แรคเตอร์ของตัวละครนั้น ๆ ไม่ควรหลุด เพราะไม่งั้นมันไม่ใช่ฟิกชั่น มันเป็นแค่นิยายซึ่งยืม "ชื่อ" ตัวละครจากด้อมนั้น ๆ มาใช้เฉย ๆ ซึ่งเราไม่ปลื้มเอาเสียมาก ๆ ) แต่สำหรับเรื่องนี้ มจจิอ่านแล้วรู้เลยว่าเป็นมจจิ เอย์จังอ่านแล้วเป็นเอย์จัง เราชอบความที่น้องยังคงเป็นคนที่พยายามจะสดใสอยู่เสมอแม้ข้างในจะบอบช้ำมากก็ตาม //สาปส่งคนเขียน (;ω;) 

 

สำหรับใครที่เป็นแฟนมิซาวะที่ชอบอะไรหน่วง ๆ ก็อยากแนะนำให้ลองอ่านกันนะครับ ในส่วนของคนที่สนใจ เราไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังเหลืออยู่หรือเปล่า แต่สามารถสอบถามไปกับเจ้าตัวเองได้ทางทวิตเตอร์ @Kirikiri_Kei 

 

หลังจากนี้เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นงานเขียนของคุมะโทระซังออกมาอีก (โดยเฉพาะออริ (。+・`ω・´)キリッ) ก็จะคอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้น้องเขาอยู่มุมตึกแบบต่อไปเรื่อย ๆ เราว่างานของเขาพัฒนาได้มากกว่านี้อีกเยอะ เป็นกำลังใจนะ! o(〃^▽^〃)o

อัพรอบหน้าไว้มารีวิวแอนโธร....แต่ยังอ่านไม่จบเลยอ่ะ orz...

 


เสียงคุณโซรารุที่พูดถึงในเอ็นทรี่นี้นะฮัป เป็นเสียงไทป์ที่ว่า ฟังแล้วสบายใจจังน้า~  。゚(ノωヽ。)゚。

----------------------------------------------------------------------------


ไม่ได้อัพมานานมาก 

นานจนนอนก่ายหน้าผากนึกพาสเข้า Blog ตัวเองอยู่หลายนาที  (´;ω;`)ブワッ

 

อันที่จริงแล้วที่ฮึดกลับมาเขียนอีกครั้ง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากน้องที่รู้จักในทวิตเตอร์ตคนหนึ่ง ถ้าไม่ค่อยได้คุยกับใครแล้วล่ะก็อย่างน้อยก็ควรที่จะคุยกับตัวเองบ้าง ไดอารี่ก็ดี ฟิคก็ดี ประโยคไร้สาระบ้าบออะไรก็ดี อย่างน้อยก็ควรที่จะเขียนอะไรทุกวัน

 

ช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตที่เรียกว่าไงดี...โคตรน่าเบื่อ?

อยู่ก็ได้ ไม่อยู่ก็ได้ ต่อให้ภาวนาให้หลับแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย ถึงอย่างนั้นก็ยังคงหงุดหงิดกับเสียงนาฬิกาปลุกที่ได้ยินในทุก ๆ เช้าเสมอ 

 

คนที่ทุก ๆวัน ต้องนั่งถามกับตัวเองว่า เราอยู่ต่อไปเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร มีอะไรที่อยากทำ

โดยที่ไร้คำตอบให้กับคำถามนั้น  คนอื่น ๆ เหล่านั้นมีความรู้สึกอย่างไรกันนะ? 

 

สุขภาพยังคงย่ำแย่ และดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อย ๆ 

ในส่วนของสภาพจิต สุดท้ายก็ทิ้งการรักษากับนักจิตบำบัด 

เรารู้สึกว่าจิตแพทย์จะไม่สามารถช่วยเราได้หากเราไม่มีอารมณ์คล้อยตาม

ขณะหนึ่งเราเคยอยากที่จะหาย แต่ไม่ใช่ ณ ปัจจุบัน

มีความย้อนแย้งภายในหัวว่า เราสามารถที่จะดำรงอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์สังคมแบบนี้ได้ ถึงแม้เราจะยังคงมีอาการ Social Phobia ก็ตาม อย่างไรก็ดี มันช่างเป็นอาการงี่เง่าที่ค่อนข้างส่งผลกระทบกับเรื่องสังคมในที่ทำงาน ไม่รู้ว่าลับหลังเขาจะคิดหรือจะพูดอย่างไร


สังคมที่เต็มไปด้วยคนซึ่งต่างความคิดต่างที่มาน่ะ น่ากลัวจะตาย (ノω・ヽ)


ในส่วนของเป้าหมายชีวิตช่วงนี้...เป็นศูนย์ wwwww (;ω;)

ไม่มีอะไรที่อยากทำ ไร้ซึ่งแรงบันดาลใจ ใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ


ถ้าจะมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกสบายใจ ก็เห็นจะมีแค่แมวกับเสียงของคุณโซรารุซังละมั้ง wwww

เป็นเสียงที่ช่วยเยียวยาจิตใจ....เป็นเสียงที่อยากจะนอนฟังเฉย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร 

เพราะแบบนั้นก็อยากที่จะไปนั่งโง่ ๆ ในคอนเพื่อฟังเสียงของเขาร้องสดสักครั้ง

 

เป้าหมายเล็กจิ๋วต่อจากนี้คือ "กลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง"

 

ถึงจะเป็นเป้าหมายง่อย ๆ แต่ก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายในชีวิตล่ะนะ ( ´⊿`)y-~~