ฮีโร่ - ซีโร่? บางทีเส้นแบ่งกั้นระหว่าง 2 อย่างนี้อาจอยู่ห่างกันเพียงแค่คืบ 


        หลังเบิ้ลประตูในถ้วยเล็ก ลีก คัพ ภายใต้ชื่อใหม่ "อีเอฟแอล คัพ" พาลิเวอร์พูลเฉือนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 2-1 พร้อมตีตั๋วรอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จตามเป้า ในมุมหนึ่ง ชื่อของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ควรถูกยกในฐานะฮีโร่ พระเอกของงาน


        หนึ่งลูกแสดงสัญชาติญาณนักล่า ความไวในการสอยตาข่าย ไม่ต่างกับฉลามได้กลิ่นคาวปลาและโฉบเข้าจิ้มบอลได้ก่อน มิเชล ฟอร์ม มือสองชาวดัตช์ พร้อมส่งบอลเสยเพดานตาข่าย


        อีกลูกหลุดเดี่ยวแบบกางมุ้งด้วยลูกจ่ายทะลุช่องของ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม พาบอลเข้าหานายทวารชนิด "ข้ามาคนเดียว" แม้จังหวะปิดบัญชีชวนเสียวไส้ ลูกจากปลายเกือกสเตอร์ริดจ์ติดขาฟอร์มก่อนกระเด้งผ่านเส้นประตู แต่สุดท้ายยังเป็นสกอร์ของ "หงส์แดง" อยู่ดี


        อย่างที่ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า "ศูนย์หน้าที่ดีต้องทำประตู" (แหงสิ) 90 นาที 2 ตุง ของสเตอร์ริดจ์ นับเป็นผลงานที่โอเคใช่ป่ะ?


        พร้อมกันนั้น ยังเป็นการการันตีสถานะ "เจ้าพ่อบอลถ้วย" 6 ประตูหลังสุดของสเตอร์ริดจ์กับสโมสรมาจากบอลถ้วยทั้งหมด (4 ลูกในลีก คัพ ฤดูกาลนี้ และ 2 ลูกในยูโรปา ลีก เดือนพฤษภาคม ฤดูกาลที่แล้ว)


        ไม่เพียงเท่านั้น หากเจาะลึกลงไป สถิติบางอย่างบอกว่าสเตอร์ริดจ์ถูกโฉลกกับฟุตบอลลีก คัพ เหลือเกิน!


        ดาวยิงจอมเซิ้งทำ 10 ประตู จาก 8 เกมลีก คัพ หลังสุด ซึ่งเป็นจำนวนประตูที่ทำได้จาก 25 เกมพรีเมียร์ลีกหลังสุด


        นอกจากนั้น สถิติยังระบุว่าสเตอร์ริดจ์มีสถิติยิงในรายการนี้ทุกๆ 63 นาที ผิดกับพรีเมียร์ลีกที่เฉลี่ย 156 นาที ต่อประตู


        เกมกับสเปอร์ส สเตอร์ริดจ์นับเป็นหนึ่งใน 11 ผู้เล่นที่หมุนเวียนลงสนามจากนัดที่ "หงส์แดง" เฉือนเวสต์บรอมวิชเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยอยู่ท่ามกลางผู้เล่นดาวรุ่งส่วนใหญ่ในทีม


        อย่างไรก็ดี หากพินิจอย่างถี่ถ้วน ผลงานของสเตอร์ริดจ์กลับไม่น่าประทับใจนัก ด้วยโอกาสพะเรอเกวียนที่เพื่อนร่วมทีมหยิบยื่นให้ บางจังหวะอาจดูเหนือชั้น แต่บางจังหวะก็พลาดอย่างน่าเขกกะโหลก


        เช่นเดียวกับทัศนคติในการเล่น ซึ่งบางครั้งเห็นแก่ตัวเกินไป และมันเหมือนกับครั้งหนึ่งสมัยเป็นดาวรุ่งของเชลซี สเตอร์ริดจ์เคยให้เหตุผลในตอนนั้นว่า  เป็นเพราะโอกาสสอดแทรกในทีมชุดใหญ่ "สิงห์บลูส์" ที่ตีบตันอย่างยิ่ง และนั่นทำให้ตัวเองต้องพยายามฉวยโอกาสปักชื่อตัวเองลงบนสกอร์ชีตให้มากที่สุด แน่นอนว่ามันมาพร้อมความเห็นแก่ตัวตามมาโดยอัตโนมัติ


        ซึ่งสิ่งดังกล่าวลดน้อยถอยลงอย่างชัดเจน เมื่อเจ้าตัวย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลและกลายเป็นคู่ขามหาประลัยของ หลุยส์ ซัวเรซ อันเป็นเครื่องจักรผลิตสกอร์ตามแผนที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส วางไว้


        ทว่าพลันสถานะสั่นคลอนและไม่ใช่กองหน้า แทงบอลออนไลน์ ของทีมอีกต่อไป สเตอร์ริดจ์ก็กลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่ต่างไปคือความเฉียบคมในการจบสกอร์


        2 ประตูของสเตอร์ริดจ์จึงไม่ง่ายที่จะแปรเปลี่ยนมุมมองของ เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่พันธุ์เบียร์ติงว่า นักเตะของเขาควรยิงได้ 3-4 ประตู แม้อธิบายถึงความทุ่มเทของสเตอร์ริดจ์ว่า "ยอดเยี่ยม"


        "นั่นเป็นจุดแข็งของเขา เขาเป็นตัวจบสกอร์ เป็นศูนย์หน้าที่คมจริงๆ ไม่ต้องสงสัยในเรื่องนี้ ผมไม่เคยคลางแคลงใจใดๆ เมื่อเขาทำประตูไม่ได้ ไม่มีคำถามทั้งนั้น" กุนซือชาวเยอรมันให้ความเห็นอย่างนั้น


        ส่วนทัศนะของกูรูบีบีซีและตำนานกองหลัง "หงส์แดง" ในยุค 80 อย่าง มาร์ค ลอว์เรนสัน ระบุว่า สเตอร์ริดจ์ต้อง "แผลงฤทธิ์และต่อสู้" อย่างหนัก เพื่อโอกาสในทีมชุดใหญ่


        "เขาเป็นนักเตะเปี่ยมลีลาอันมีระดับ แต่ไม่ใช่ 11 ผู้เล่นที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูล พวกเขามี คูตินโญ่, ฟีร์มีโน่ และลัลลาน่า มันไม่ใช่แค่เป็นไปได้นะ ผมคิดว่ามันเป็นโบนัสที่มีเขาอยู่บนม้านั่งสำรอง"


        "เขายังห่างจากการเป็นตัวจบสกอร์ที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูล และเขาสามารถช่วยตัวเองด้วยการทำประตู ในตอนนี้เขาไม่ได้เป็นตัวจริง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เขาอาจถูกเปลี่ยนตัวลงมา ส่งบอลตุงตาข่าย และเปลี่ยนเกม ทำไมต้องขายเขาทิ้งล่ะ? ทำไมต้องทำให้คู่แข่งแข็งแกร่งขึ้นด้วยเล่า?"


        ในฤดูกาลนี้สเตอร์ริดจ์ยังไร้สกอร์จากการลงสนาม 348 นาที อย่างไรก็ดี เขาคือฮีโร่ที่เซฟทีมให้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ลีก คัพ


        จาก 4 ฤดูกาลในรั้วแอนฟิลด์ สเตอร์ริดจ์ยิงแตะเลข 2 หลักได้ 2 ครั้ง โดยทำ 10 ประตู ฤดูกาล 2012-13 และ 21 ประตูในฤดูกาลถัดมา


        ทว่า 2 ซีซั่นหลังสุดสถิติลดฮวบเหลือเพียง 4 และ 8 ประตูตามลำดับ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ทำให้เจ้าตัวลงสนามในลีกเพียง 12 และ 14 เกมเท่านั้น


        นับตั้งแต่พาทีมลุ้นแชมป์เมื่อ 3 ฤดูกาลที่แล้ว กราฟชีวิตของแข้งผิวสีผันผวน กระทั่งบางห้วงมีกระแสจากแฟนบอลให้ขายทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด เนื่องจากเอาแต่เจ็บซ้ำเจ็บซากจนลงเล่นให้ทีมน้อยเหลือเกิน ก่อนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์


        อย่างไรก็ดี สถานะตอนนี้สเตอร์ริดจ์ไม่ใช่หอกเบอร์ 1 ของทีม ตราบที่แท็กติก 4-3-3 ยังได้ผล โดยมี โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ รับบท False 9 ซึ่งทำให้ "หงส์แดง" ขับเคลื่อนเกมอย่างไหลลื่น พ่วงด้วย ซาดิโอ มาเน่ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ขนาบข้าง จึงไม่แปลกที่สเตอร์ริดจ์กลายเป็นเพียงหมากเด็ดบนม้านั่งสำรอง


        สิ่งที่ศูนย์หน้าวัย 27 ปี เหนือกว่าแข้งบราซิเลียนและต้องพิสูจน์ให้เห็นในสนาม นั่นคือการจบสกอร์ นี่เป็นจุดแข็งของเขามาแต่ไหนแต่ไร ขณะที่ฤดูกาลนี้มีหลายเกมที่ลิเวอร์พูลสร้างสรรค์โอกาสลุ้นประตูได้เพียบ แต่ ฟีร์มีโน่ แอนด์ โค ยิงนกตกปลากันไปเอง


        เหลือบแลสถิติบางประการอาจเห็นความจริงบางประการ แม้กระทุ้ง 20 ประตู จาก 9 นัดแรก (ก่อนเกมกับพาเลซ) สูงสุดในลีกร่วมกับแมนฯ ซิตี้ ทว่าดาวยิงสูงสุดของทีมนั้นกระจายกันไป คูตินโญ่, มาเน่ และ เจมส์ มิลเนอร์ ล้วนทำได้คนละ 4 ประตู (เฉพาะรายหลังมาจากจุดโทษทั้งหมด) ส่วนฟีร์มีโน่นั้นไซร้ตามมาติดๆ ที่ 3 ประตู


        นัยว่าเป็นการสะท้อนถึงแนวทางการเล่นที่ไม่ได้พึ่งพาใครเป็นพิเศษ แนวรุกแต่ละรายล้วนมีความจัดจ้านอยู่ในตัว และประกอบกันขึ้นมาเป็นกองกำลังติดอาวุธ หาใช่มีเพียงหอกปลายแหลมไว้ปลิดชีพคู่แข่งเท่านั้น


        สเตอร์ริดจ์คงต้องร้องเพลง "รอ" บนม้านั่งสำรองด้วยความอดทนต่อไป