Fiction Storageのブログ

Fiction Storageのブログ

ブログの説明を入力します。

Amebaでブログを始めよう!
Title : 36°C

Pairing : Kris x Sehun

Genre : N/A

Rate : N/A

BGM : 36°C – flumpool

Author : winchester (lamaisonhimiko)









“วันนี้วันสุดท้ายแล้วใช่ไหม”

“อืม”

“ตกลงจะลาออกจริง ๆ เหรอ”

“อืม”

“แล้วเราจะได้เจอกันอีกรึเปล่า”

“……..”

จะได้เจอกันอีกไหมงั้นเหรอ? ผมควรจะตอบว่าอย่างไรดี

ผมยืนมองประตูลิฟต์ที่ค่อย ๆ ปิดลง เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่อี้ฝานแทรกตัวเข้ามาในลิฟต์ เขากดปุ่มชั้น G ยืนมองตัวเลขบนหน้าจอดิจิตอลสีแดงสดที่เปลี่ยนจาก 29 เป็น 28 และกำลังจะลดลงเรื่อย ๆ

ภายในกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมมีเพียงผมและเขา เรายืนหันหน้าไปทางทิศเดียวกัน ไม่คิดจะหันมามองหน้ากัน ระยะห่างเพียง 25 เซนติเมตรนั้นดูเหมือนจะใกล้แต่ผมกลับรู้สึกว่าเราสองคนกำลังยืนห่างกันมากเหลือเกิน

และมันกำลังจะห่างออกไปเรื่อย ๆ

ผมยืนมองตัวเลขที่อยู่เหนือระดับสายตาเล็กน้อย ตัวเลขบอกลำดับชั้นกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ ราวกับนาฬิกาที่กำลังเดินถอยหลังก่อนทุกอย่างจะจบสิ้นลง

ใช่แล้ว… ทุกอย่างมันจบสิ้นลงแล้ว…













ผมเข้าทำงานที่บริษัทแห่งนี้หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน สำหรับเด็กจบใหม่อย่างผม ทุกอย่างนั้นดูตื่นเต้นไปหมด สถานที่แห่งใหม่ สังคมใหม่ ผู้คนหน้าใหม่ และประสบการณ์ใหม่ที่ผมกำลังจะได้พบรออยู่ตรงหน้า ทุกคนในบริษัทให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดี ผมจึงรู้สึกประทับใจกับที่นี่มาก

ทุกที่คงจะเป็นเหมือนกันหมดใช่ไหมครับ ต้องมีคนคอยสอนงานเด็กใหม่ ที่นี่เองก็เช่นกัน รุ่นพี่ในที่ทำงานคนหนึ่งถูกมอบหมายให้สอนงานผม เขาคนนั้นชื่อ ‘อู๋อี้ฝาน’

พี่อี้ฝานเป็นคนทำงานเก่ง ซ้ำยังใจดีอีกต่างหาก เขาใจดีกับทุกคนนั่นแหละครับ ไม่ว่าผมจะทำงานพลาดสักกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยดุด่าว่าผม เขามักจะยิ้มแล้วบอกผมเสมอว่า “ไม่เป็นไรนะ คนเรามีพลาดกันได้ อย่าเพิ่งท้อล่ะ” ผมพยักหน้ารับทุกครั้งที่เขาบอกกับผมเช่นนั้นและท่องไว้ในใจว่าผมจะไม่ทำพลาดซ้ำอีกเป็นอันขาด

ผมไม่เคยเห็นคนในบริษัทพูดว่าไม่ชอบพี่อี้ฝานเลยครับ พี่อี้ฝานทั้งรูปร่างหน้าตาดี คุณสมบัติอื่น ๆ เพียบพร้อม สาว ๆ ทั้งในและนอกออฟฟิศต่างพากันชื่นชมและหลงใหลพี่อี้ฝาน แต่ว่า… ไม่มีใครสามารถทำให้พี่อี้ฝานสนใจได้เลยสักคน นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าบนนิ้วนางข้างซ้ายของพี่อี้ฝานถูกสวมด้วยแหวนเงินเงาวับวงนั้น

ใช่ครับ… พี่อี้ฝานแต่งงานแล้ว…

ผมเคยได้ยินรุ่นพี่ในที่ทำงานพูดถึงภรรยาของพี่อี้ฝานด้วยครับ เธอเป็นคนสวย จิตใจดี แถมยังเก่ง ใคร ๆ ต่างก็พากันพูดว่าทั้งสองคนนั้นเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก ผมเองก็ไม่เคยเห็นหน้าเธอหรอกครับ ภาพถ่ายก็ไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้ว… ชื่อของเธอผมยังจำไม่ได้เลย

ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งวันนั้น… วันที่ผมทำงานผิดพลาดครั้งใหญ่

ผมถูกหัวหน้าต่อว่าอย่างรุนแรง เสียงที่ดังก้องไปทั่วทั้งออฟฟิศนั้นทำให้ทุกคนหยุดมือจากการทำงานและจับจ้องมาทางผม ผมยืนตัวตรง ไหล่ลู่ ก้มหน้านิ่ง และจนคำพูดจนไม่อาจโต้เถียงได้ พี่อี้ฝานลุกขึ้นจากโต๊ะของตัวเองและพูดบางอย่างเพื่อปกป้องผมแต่นั่นกลับไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ผมได้แต่พยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดเสียงของหัวหน้าก็เงียบลง

วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมต้องทำงานล่วงเวลา ถึงแม้หัวหน้าจะไม่ได้บอกให้ผมอยู่แก้งานจนเสร็จแต่ผมกลับไม่อาจลุกไปจากที่นั่งของผมได้ ผมไม่ได้ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ นิ้วมือของผมยังคงวางอยู่บนคีย์บอร์ดสลับกับเมาส์ สรรพเสียงรอบตัวของผมนิ่งจนได้ยินเพียงเสียงเข็มวินาทีเดินอย่างเชื่องช้า เมื่อมองผ่านกระจกชั้น 29 ผมถึงได้รู้ว่าพระอาทิตย์นั้นเลิกงานก่อนผมไปตั้งนานแล้ว

สี่ทุ่มแล้วเหรอ…

ผมมองนาฬิกาแขวนผนังแล้วถอนหายใจ ได้ยินเสียงกระเพาะอาหารร้องโครกคราก หลังจากอาหารว่างมื้อบ่ายที่รุ่นพี่โต๊ะข้าง ๆ ได้แบ่งให้ผมหลังจากนั้นกระเพาะอาหารก็ไม่ได้รับสิ่งใดลงไปอีกแม้กระทั่งน้ำเปล่า ผมได้ยินเสียงประตูเปิดเบา ๆ แต่ด้วยความที่รอบตัวผมนั้นปราศจากผู้คน ผมจึงรู้สึกว่าเสียงเปิดประตูนั้นดังก้องจนต้องเหลียวหลังไปมอง

“ยังไม่กลับอีกเหรอ?”

พี่อี้ฝานเดินเข้ามาพร้อมถุงพลาสติกสีขาวในมือ เขาวางถุงนั้นลงบนโต๊ะของผมแล้วลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ

“ทำโอนาน ๆ เขาจะส่งบิลมาเก็บค่าไฟจากนายนะ”

“จริงเหรอฮะ?”

“ล้อเล่นน่า…”

พี่อี้ฝานหัวเราะอย่างขบขัน ทำเอาผมเผลอหัวเราะตามไปด้วย เขาชะโงกหน้ามามองหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วพูดขึ้น

“ให้ช่วยไหม”

“ไม่เป็นไรฮะ”

“ให้พี่ช่วยเถอะ จะได้เสร็จเร็ว ๆ ไง”

“ไม่เป็นไรจริง ๆ ฮะ พี่กลับบ้านไปเถอะ มันดึกแล้ว”

“แล้วนายไม่กลับรึไง มันดึกแล้วนะ”

“ผมไม่เป็นไรหรอกฮะ ยังไงกลับไปก็ต้องอยู่คนเดียว สู้ทำงานให้เสร็จ ๆ ดีกว่า พี่นั่นแหละฮะ เดี๋ยวคนรอที่บ้านจะน้อยใจเอานะ…”

พี่อี้ฝานเงียบไปครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ ผุดยิ้ม

“ฉันกลับไปก็ต้องอยู่คนเดียวเหมือนกัน จีมินไปสัมมนาที่นิวยอร์คสัปดาห์นึงน่ะ…”

จีมิน… จริงสิ… ภรรยาของพี่อี้ฝานชื่อจีมิน ผมพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร พี่อี้ฝานจึงพูดต่อ

“ไหนดูหน่อยซิ ทำถึงไหนแล้ว”

พี่อี้ฝานคว้าเมาส์ไปไว้ในมือแล้วจัดการตรวจงานผมอย่างรวดเร็ว ผมปล่อยให้เขาช่วยงานผมจนกระทั่งเที่ยงคืน เราสองคนจึงเดินออกจากบริษัท ดวงตาของผมรู้สึกอ่อนล้าและปวดไปหมด อาจเป็นเพราะจ้องหน้าจอสี่เหลี่ยมนั่นนานเกินไป ผมจึงยกมือขึ้นกดหัวตาเบา ๆ

“นายนี่บ้างานกว่าที่คิดนะ คืนวันศุกร์แบบนี้มีแต่คนเขาไปเที่ยวกัน”

“งานมันค้างอยู่แบบนี้ จะให้ผมไปเที่ยวมันก็รู้สึกไม่สบายใจฮะ”

“เป็นเด็กดีจริง ๆ เลยนะ บ้านนายอยู่ไหนล่ะ เดี๋ยวฉันไปส่งเอง วันนี้เอารถมาด้วย”

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมกลับเองได้”

“เหรอ? ทำโอเบิกค่าแท็กซี่ไม่ได้นะ รถไฟฟ้าก็คงหมดแล้วด้วยมั้ง”

“อืม…”

ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดผมก็ยอมให้พี่อี้ฝานไปส่ง ระหว่างทางเราสองคนไม่มีใครพูดอะไร เราปล่อยให้เสียงเพลงจากวิทยุติดรถยนต์ทำลายความเงียบ เพลงอะคูสติกหลายเพลงถูกเล่นต่อเนื่องกันโดยไม่มีเสียงพูดของดีเจคอยคั่น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าเสียจนสายตัวแทบขาดแต่ในเวลานี้ผมกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

รถของพี่อี้ฝานจอดหน้าอพาร์ตเมนต์ ผมควรจะกล่าวขอบคุณและบอกลาเขา แต่ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงพูดออกไปว่า

“จะขึ้นไปดื่มอะไรหน่อยไหมฮะ”

เมื่อพูดออกไปแล้วผมถึงคิดได้ว่าเขาอาจจะปฏิเสธผมก็ได้…

“ถ้าจอดรถตรงนี้คงไม่โดนล็อคล้อใช่ไหม”

ผมยิ้มแล้วส่ายหน้าแทนคำตอบ พี่อี้ฝานดับเครื่องยนต์แล้วเดินตามผมเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ ห้องของผมอยู่ตั้งอยู่ชั้น 3 ผมมักจะใช้บันไดมากกว่ายืนรอลิฟต์ แต่ในเวลานี้ลิฟต์นั้นร้างผู้คนจนผมไม่ต้องเสียเวลายืนรอเช่นทุกครั้ง

ผมไขกุญแจ ผลักประตูเข้าไปในห้อง 304 ป่ายมือไปมาบนผนังแล้วแตะสวิตช์ไฟเบา ๆ ทุกอย่างในห้องยังคงเหมือนเดิม เว้นเสียแต่ว่าวันนี้มี ‘แขก’ มาเยือนถึงห้อง ผมเชื้อเชิญให้พี่อี้ฝานนั่งลงบนโซฟา เดินไปทางตู้เย็น ภายในนั้นมีเพียงเบียร์สามกระป๋องกับน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด ผมไม่มีทางเลือกนอกจากคว้าเบียร์สองกระเป๋าแล้วเดินกลับมายังโซฟา

“ขอโทษนะฮะ มีแค่นี้…”

“ไม่เป็นไรหรอก”

พี่อี้ฝานรับกระป๋องเบียร์ไปจากมือผม ปลายนิ้วเราสัมผัสกันเล็กน้อย ผมเหลือบมองนิ้วมือของเขาโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าแหวนเงินวงนั้นยังสะท้อนอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของเขา

เราสองคนจิบเบียร์กันเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรเช่นเดียวกับตอนที่นั่งรถมาที่นี่ ผมได้ยินเสียงเปาะแปะเหมือนมีอะไรกระทบขอบหน้าต่างจึงหันไปมอง ฝนตกลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เสียงเปาะแปะนั้นค่อย ๆ ถี่ขึ้นจนกลายเป็นเสียงซ่าของสายฝน

“ฝนตกเหรอ…”

พี่อี้ฝานพูดขึ้นพลางหันไปมองทางหน้าต่าง

“แต่รถพี่มีหลังคานะฮะ…”

ผมพูดพลางหัวเราะเบา ๆ

“แต่กว่าจะเดินไปถึงรถก็คงเปียกพอดี…”

เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“หรือว่าจะค้างที่นี่ดีนะ…”

พี่อี้ฝานหันมาจ้องหน้าผม ผมนึกไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรดี แววตาของเขานั้นดูไม่เหมือนกำลังล้อเล่น แต่ความคิดอีกฝั่งของผมกลับบอกว่าเขาไม่มีทางคิดอย่างที่พูดออกมาใช่ไหม

“โซฟายังว่างนะฮะ”

ผมหัวเราะเบา ๆ พลางเสมองไปทางอื่น แต่กลับรู้สึกได้ว่าสายตาคู่นั้นยังคงจ้องหน้าผม ผมจึงหันกลับไปมองช้า ๆ

หลังจากนั้นพี่อี้ฝานไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ ใบหน้าของเขาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ริมฝีปากของเราสัมผัสกันช้า ๆ พลันหลับตาลง ผมรู้สึกได้ว่าริมฝีปากของพี่อี้ฝานนั้นแห้งกร้านแต่กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยน เราสองคนบดริมฝีปากเข้าหากันโดยไม่มีใครคิดจะผละออกจากกัน ผมอ้าปากออกเล็กน้อยตามความรู้สึก ปลายลิ้นของเราค่อย ๆ เกี่ยวกระหวัดกันราวกับไม่อาจแยกออกจากกันได้

มือของพี่อี้ฝานเลื่อนไล้มาตามบั้นเอวของผมพร้อมทั้งดึงร่างของผมจนแนบชิดกับเขาก่อนจะดึงเสื้อเชิ้ตของผมออกจากเอวกางเกงจนหลุดลุ่ยแล้วสอดมือเข้าไปข้างใน ปลายนิ้วอีกข้างทยอยปลดกระดุมออกจากกันจนผมรู้สึกได้ว่าผิวหนังของผมสัมผัสกับอากาศภายนอก สองมือของพี่อี้ฝานนั้นลูบไล้ไปตามหัวไหล่ของผมแล้วปลดเสื้อเชิ้ตออกจากร่างกายของผมอย่างง่ายดาย

ร่างของเขาโถมเข้าหาผมจนต้องล้มตัวนอนลงบนโซฟา แผ่นหลังเปลือยเปล่าของผมสัมผัสกับหนังเทียมของเบาะจนรู้สึกเย็นวาบขณะที่ริมฝีปากของเราสองคนยังไม่อาจแยกจากกัน เข็มขัดของผมถูกปลดออกพร้อมทั้งกางเกงก่อนจะถูกเหวี่ยงลงไปบนพื้น เมื่อรู้สึกตัวอีกทีร่างกายของผมนั้นไม่เหลืออะไรที่ปกปิดเอาไว้แล้ว

พี่อี้ฝานถอนริมฝีปากออก ร่างของเขาคร่อมอยู่บนร่างกายผม เขาเอื้อมมือปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเอง จังหวะนั้น… แสงจากหลอดไฟติดเพดานสะท้อนเข้ากับแหวนเงินวงนั้นส่องเข้าตาผม

ผมแสร้งหลับตาลงทำเป็นมองไม่เห็นมัน…

หลังจากพี่อี้ฝานปลดเปลื้องเสื้อผ้าทุกชิ้นออกจากร่างกาย เขาโถมร่างนั้นเข้าหาผมอีกครั้ง ไออุ่นจากผิวหนังของเราสัมผัสกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง นิ้วมือและปลายลิ้นของเขาสัมผัสไปทั่วทุกส่วนของร่างกายผม จนผมรู้สึกราวกับว่าร่างกายของผมนั้นไม่ใช่ของตัวเองแต่กลับเป็นของเขา

น่าแปลก… ทุกครั้งที่ฝนตกลงมา ผมมักจะได้ยินเสียงฝนกระทบกันสาดที่ยื่นออกมาจากชั้น 2 ของตัวอาคาร แต่วันนี้ ผมกลับไม่ได้ยินเสียงมันเลยแม้แต่น้อยทั้งที่ฝนตกลงมาอย่างหนัก สองหูของผมได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของกันและกันจนในอกของผมนั้นเต้นรัว

ผมไม่เคยรู้สึกไม่เป็นตัวเองขนาดนี้มาก่อน ร่างกายของผมกำลังถูกรุกล้ำจากคนอื่น แต่ตัวผมกลับไม่ขัดขืน ผมพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้เปล่งเสียงออกมา แต่ตัวผมกลับไม่อาจทำได้ ผมร้องครวญครางโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเจ็บหรือกำลังมีความสุข แต่เมื่อผมลืมตาขึ้นแล้วมองเห็นใบหน้าของเขา ผมกลับรู้ได้ทันทีว่าผมรู้สึกอย่างไร…

เสียงเข็มนาฬิกาที่ผมเคยได้ยินยามที่ห้องเงียบงันนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่ดังอยู่ข้างหู เราสองคนนอนกอดก่ายกันอยู่บนโซฟาโดยไม่มีใครยอมขยับตัวเลยแม้แต่น้อย ผมรู้สึกได้ว่าหยดน้ำอุ่น ๆ ไหลออกมาจากหางแต่ไม่ทันที่ผมจะยกมือขึ้นปาดมันทิ้ง นิ้วมือของพี่อี้ฝานกลับเอื้อมมาสัมผัสใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยน

เราสองคนย้ายร่างจากโซฟาไปยังเตียงนอน ผมไม่เคยรู้สึกว่าเตียงขนาดสามฟุตครึ่งที่ผมนอนอยู่ทุกวันนั้นคับแคบเท่าวันนี้มาก่อน ร่างกายเปลือยเปล่าที่นอนเบียดกันนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่รับรู้ได้เพียงไออุ่น ผมซุกหน้าเข้ากับอกพี่อี้ฝานโดยไม่พูดอะไร โดยที่มือของเขายังคงโอบกอดร่างกายผมไว้จนแนบชิด

แนบชิดจนผมรู้สึกได้ถึงความเย็นของแหวนวงนั้น…

ผมขยับตัวเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองพี่อี้ฝาน เขาเองก็ก้มลงมองผม เราสองคนไม่พูดอะไรต่อกัน ปล่อยให้ริมฝีปากสัมผัสกัน และบรรเลงเพลงรักอีกครั้ง

ในขณะที่สองหูของผมยังได้ยินเสียงฝนตกอยู่ภายนอกหน้าต่าง…















ผมเคยได้ยินใครสักคนพูดว่า ‘เมื่อมีครั้งแรกย่อมมีครั้งที่สอง’ ดูเหมือนจะเป็นจริงดังว่า

หลังจากวันนั้น เราสองคนเริ่มใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น และพยายามปกปิดไม่ให้ใครรู้ เวลาอยู่ในที่ทำงาน ผมวางตัวไม่ให้ดูสนิทสนมกับพี่อี้ฝานจนเกินไปโดยจงใจเว้นระยะห่าง แต่ยามที่เขาอยู่บนเตียงเดียวกันกับผม ดูเหมือนคำว่า ‘ระยะห่าง’ จะถูกลบเลือนออกไปจากพจนานุกรมส่วนตัวของเรา

คืนหนึ่ง… หลังจากที่เราสองคนแลกเปลี่ยนความสุขกันจนพอใจแล้ว ผมเอนศีรษะเข้าหาร่างกายของพี่อี้ฝานเช่นทุกครั้ง แต่สิ่งที่ต่างออกไปนั้นคือเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำลายความเงียบ พี่อี้ฝานสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์แล้วกดตัดสาย

ผมทำทีเป็นหลับตาคล้ายไม่อยากรับรู้ว่าอีกฝั่งของปลายสายนั้นเป็นใครทั้งที่รู้อยู่เต็มอก พี่อี้ฝานพิมพ์ข้อความบางอย่างลงบนโทรศัพท์มือถือก่อนจะวางมันลงแล้วพลิกตัวหันมาโอบร่างของผมไว้

“ไม่โทร.กลับไปจะดีเหรอ”

ผมถามออกไปตรงข้ามกับที่ใจคิด

“ไม่เป็นไรหรอก ส่งข้อความไปบอกแล้ว”

ผมไม่รู้ว่าพี่อี้ฝานคิดอย่างที่พูดออกมาหรือไม่ แต่ผมกลับหลับตาลงกอดร่างของเขาไว้จนแน่นแล้วคิดแต่เพียงว่า…

ผมไม่อยากห่างจากเขาไปไหนเลย…









นับจากวันที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่ ปฏิทินตั้งโต๊ะถูกพลิกหน้ามาแล้วถึงหกครั้ง ทุกอย่างยังคงดำเนินไปได้ด้วยดี ผมเริ่มคุ้นเคยกับงานที่ตนเองทำมากขึ้น สนิทสนมกับคนในที่ทำงานมากขึ้น แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของผมกับพี่อี้ฝานไม่มีทางพัฒนาขึ้นไปมากกว่านั้น ตราบใดที่นิ้วนางข้างซ้ายของเขายังคงสวมแหวนวงนั้นอยู่

นอกจากตอนที่ล้างมือหรืออาบน้ำ พี่อี้ฝานไม่เคยถอดแหวนวงนั้นเลยสักครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งในยามที่เขากอดร่างกายของผมไว้ แต่ผมเองก็ทำเช่นเดียวกันทุกครั้ง คือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นมันมาตลอด

เพราะแหวนวงนั้นเป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำอยู่เสมอว่า… ไม่ว่ายังไงพี่อี้ฝานก็ไม่มีวันเป็นของผม













และแล้ววันนั้นก็มาถึง… วันที่ผมคงไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต…

วันนั้นอากาศแจ่มใส ไร้เมฆฝน สายลมโบกพัดทั้งวันจนรู้สึกสบายเสียจนอยากนอนอยู่เฉย ๆ ผมตื่นแต่เช้า มาทำงานตามปกติ พักกลางวันก็ทานมื้อเที่ยงอย่างเอร็ดอร่อย จนกระทั่งใกล้เวลาเลิกงาน คนที่ผมไม่คาดคิดกลับปรากฏตัวขึ้น

“อี้ฝาน! จีมินมาหาน่ะ เห็นว่ารออยู่ตรงล็อบบี้ข้างล่าง”

เสียงโห่ร้องดังขึ้นจนก้องออฟฟิศ ทุกคนต่างพากันหยอกเย้าพี่อี้ฝานแล้วหัวเราะร่ากันอย่างมีความสุขจนไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าของผม ผมก้มลงมองพื้น กำมือแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าไปในผิวหนัง แต่สิ่งที่ทำให้ผมเจ็บกว่านั้นคือก้อนเนื้อในอกซ้ายที่รู้สึกเหมือนมีใครกำลังบีบมันไว้

“เดี๋ยวผมมานะครับ”

ผมได้ยินเสียงพี่อี้ฝานพูดขึ้นมาจากอีกทาง ดูเหมือนเขาจะพูดกับหัวหน้า ผมไม่คิดจะหันไปมองจึงทำทีเป็นสนใจกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า

“เซฮุน! ช่วยเอานี่ลงไปให้เมสเซนเจอร์ข้างล่างหน่อยสิ เฮ้ย! อี้ฝาน รอก่อน ลงไปพร้อมกับน้องมันเลยสิ ไหน ๆ ก็จะลงไปข้างล่างเหมือนกันอยู่แล้ว”

ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนพระเจ้าลงโทษเลยครับ คนอื่นมีตั้งมากมาย ทำไมถึงต้องเป็นผม…

ผมรับซองเอกสารมาจากรุ่นพี่คนนั้นแล้วกอดมันไว้แนบอก เดินผ่านประตูออฟฟิศไปอย่างเชื่องช้า ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นจากพื้นทั้งที่พี่อี้ฝานกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ผม ผมควรจะทำหน้ายังไงดี ผมควรจะพูดอะไรดี ในหัวสมองของผมนั้นคิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อย จึงทำได้แค่มองพื้นจนกระทั่งสองขานั้นพาร่างตัวเองเข้ามาอยู่ในลิฟต์

ทำไมชั้น 29 มันถึงห่างจากชั้น G มากขนาดนี้นะ

ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาที่อยู่กับเขาตามลำพังในลิฟต์นั้นช่างยาวนานเหลือเกิน

พี่อี้ฝานเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับผมเลยสักคำ จนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น G ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก พี่อี้ฝานเดินไปทางล็อบบี้ ผมเองก็เช่นกัน ผมเงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองเพื่อหาเมสเซนเจอร์คนนั้น แต่กลับสะดุดเข้ากับหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่กำลังโบกมือมาทางนี้

แน่นอนว่าเธอกำลังโบกมือให้ชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างหน้าผม…

ทว่า จู่ ๆ สายตาของเธอกลับเบนมาทางผมแล้วพูดขึ้น

“นั่นเซฮุนใช่ไหม”

ผมสะดุ้งเล็กน้อย พี่อี้ฝานเองก็หันมามองผมที่เดินตามหลังมา

“อ… อ่า… ครับ”

“สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อจีมินนะ ไม่รู้ว่าเธอจะเคยได้ยินชื่อฉันบ้างไหม…” หญิงสาวหัวเราะแห้ง ๆ พลางยกมือขึ้นปัดผมทัดหูก่อนจะมองหน้าผมแล้วพูดต่อ

“อี้ฝานพูดถึงเธออยู่บ่อย ๆ เลยล่ะ…”

ผมได้แต่ยืนนิ่งโดยไม่ขยับเขยื้อน ผมพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ แม้แต่คำทักทายพื้น ๆ

พูดถึงผมอย่างนั้นเหรอ?

“เป็นเด็กน่ารักอย่างที่คิดไว้เลยนะ…”

จีมินยังคงพูดต่อด้วยรอยยิ้ม ผมไม่กล้าหันไปมองหน้าพี่อี้ฝานเพื่อดูว่าเขากำลังมีสีหน้าอย่างไร แต่สิ่งที่สายตาของผมมองเห็นในตอนนี้มีเพียงรอยยิ้มของจีมินเท่านั้น

รอยยิ้มที่ดูสวยงามและอ่อนโยน แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนเธอกำลังยืนร้องไห้…

สายตาของผมเลื่อนไปมองนิ้วนางข้างซ้ายของเธอโดยอัตโนมัติ เพชรเม็ดงามประดับอยู่บนแหวนเงินดูเหมาะกับนิ้วมือของเธอเหลือเกิน ผมกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอ พลางกอดเอกสารในอ้อมแขนจนแน่น

“แหวนสวยจังเลยนะฮะ…”

“เหรอ… ไม่ใช่ของมีราคาอะไรนักหรอกจ้ะ แต่ก็… ขอบใจนะ”

เธอพูดพลางกลั้วหัวเราะแล้วส่งยิ้มให้ผมอีกครั้ง

ทำไมผมรู้สึกเจ็บเหลือเกินนะ…

ถ้าเธอรู้ว่าผมทำอะไรลงไป เธอจะสามารถส่งยิ้มแบบนั้นให้ผมได้อีกไหม…

แหวนที่สวมอยู่บนนิ้วมือของเธอ แหวนที่สวมอยู่บนนิ้วมือของเขา แหวนที่ผมทำเป็นมองไม่เห็นมาโดยตลอดนั้น วันนี้ผมไม่อาจทำอย่างที่ผ่านมาได้อีกต่อไปแล้ว ผมกัดริมฝีปากตัวเองจนแน่นก่อนจะก้มศีรษะลงแล้วพูดขึ้น

“ขอตัวก่อนนะครับ เมสเซนเจอร์รอผมอยู่”

ผมสาวเท้าเดินออกห่างจากคนทั้งสองไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับไปมอง มันเป็นนาทีเดียวกันกับที่ผมตัดสินใจได้…

ผมไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานั้นใครเป็นคนเริ่มก่อ แต่ผมนี่แหละจะเป็นคนยุติมันลงด้วยตัวของผมเอง…









วันถัดมาผมยื่นใบลาออก ท่ามกลางความประหลาดใจของคนทั้งบริษัท

ทั้งที่ผมปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้ ไม่เคยมีความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานเลยแม้แต่น้อย งานส่วนที่ผมต้องรับผิดชอบก็ดำเนินไปได้ด้วยดี จึงไม่แปลกเลยที่หลายคนจะเอ่ยปากถาม

“ลาออกทำไม”

“มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“จะย้ายไปที่อื่นเหรอ”

“แล้วจะไปทำที่ไหน”

“ฉันไม่ยอมหรอกนะ อย่าเพิ่งย้ายหนีไปสิ”

ทุกคนรุมล้อมเข้ามาที่โต๊ะผมด้วยคำถามมากมาย มีเพียงคนเดียวที่ยังคงนั่งอยู่กับโต๊ะและชำเลืองมองมาทางผมเล็กน้อย

เขาส่งข้อความสั้น ๆ มาหาผม

“คิดอะไรอยู่ถึงยื่นใบลาออก”

แน่นอนว่าผมไม่ตอบคำถามนั้น ผมให้เหตุผลกับทางบริษัทว่าผมต้องการจะไปเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่ในหัวของผมไม่เคยมีความคิดนั้นอยู่เลย เจ้านายของผมถามคำถามเพียงไม่กี่คำ ก่อนจะอนุมัติใบลาออกของผมและมีผลภายในสิ้นเดือนนี้

มันแปลกดีเหมือนกันนะครับที่ผมไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิดที่ทำแบบนั้นลงไป…















วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะทำงานในฐานะพนักงานของบริษัทแห่งนี้ ทุกคนจัดงานเลี้ยงส่งผมเมื่อเย็นวานเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครร้องห่มร้องไห้สำหรับการจากลา มีเพียงเสียงหัวเราะเท่านั้น พวกเขาให้กำลังใจผม บอกให้ผมติดต่อมาหาได้ทุกเมื่อ และพร้อมจะรับผมกลับเข้าทำงานอีกครั้งถ้าหากว่าผมจบการศึกษาแล้ว

ผมยังต้องบอกอีกเหรอครับว่าผมคิดจะกลับมาที่นี่ไหม…

พี่อี้ฝานเป็นคนเดียวที่ไม่ได้พูดอะไรกับผม แต่กลับโทร.เข้ามือถือและส่งข้อความมาหาหลายครั้ง แน่นอนว่าผมไม่ได้ตอบอะไร ผมแข็งใจทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าสำหรับผมมันยากเย็นแค่ไหนที่ต้องปั้นหน้ายิ้มและโบกมือลากับทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น

ตอนนี้ลิฟต์ลงมาถึงชั้น G แล้ว…

ผมเดินออกจากลิฟต์ พี่อี้ฝานฉวยข้อมือของผมเอาไว้แต่ผมกลับสะบัดออก ผมเหลียวหลังกลับไปมองก่อนจะส่งยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ

“ลาก่อนฮะ…”

ประตูลิฟต์ค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ พร้อมกันกับที่ใบหน้าของพี่อี้ฝานหายไปจากสายตาของผม

ผมหมุนตัว ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนพ้นออกมาจากตึก ดูเหมือนรอยยิ้มสุดท้ายที่ผมมอบให้เขายังคงติดค้างอยู่บนใบหน้าของผม

แปลกจัง ทั้ง ๆ ที่ผมกำลังยิ้ม แต่ทำไมน้ำตาของผมถึงไม่ยอมหยุดไหลเลย…









END













*หมายเหตุ* !!

36°C หมายถึงอุณหภูมิของร่างกายคนค่ะ

ฟิคเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง 36°C ของ flumpool ค่ะ

สนใจอ่านคำแปลได้ ที่นี่