ข้อความต่างมิติ
ความแปรปรวนของมิติเวลา ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องโคจรมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง
ข้อความและความรู้สึกที่ส่งผ่านจากอีกมิติกลายเป็นสิ่งกำหนดชะตาชีวิตแบบใหม่
แบบที่ไม่มีใครคาดคิด
….”ชินยะ ฉันอยากมีอนาคต แต่ฉันไม่อยากอยู่ร่วมอนาคตกับนาย”......
......“พี่โทชิยะ ในเมื่อใครคนใดคนนึงต้องหายไป งั้นพี่มาลองสลับชะตาชีวิตกับผมไหม?”......
ข้อความต่างมิติ
ตอนที่ 1 ข้อความที่ไม่ถูกส่งกลับ
ตอนที่ 2 ข้อความจากอดีตกาล
ตอนที่ 3 ข้อความกับการขอผันชะตาชีวิต
ตอนที่ 4 ข้อความสุดท้ายและการจากลาครั้งที่สอง
***************************************************************************
ตอนที่ 1 ข้อความที่ไม่ถูกส่งกลับ
เสียงหน้าต่างดังปึงปังไม่หยุดด้วยแรงลมที่โถมเข้ามาอย่างรุนแรงและกะทันหัน
ชินยะสะดุ้งจากเมล์ที่กำลังอ่านอยู่ ชะโงกหน้าหันไปมองแล้วรีบลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างบานนั้น
เสียงลมหวีดหวิวอยู่ในความมืด
แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ล็อคกลอนสนิท ทันใดนั้นฟ้าก็ร้องคำราม
พลันฟ้าผ่าฟาดเปรี้ยงลงมาไม่ทันตั้งตัว
ชินยะสะดุ้ง สองมือผละจากหน้าต่างแล้วหงายหลังล้มลงด้วยความตกใจ
แรงลมพัดหน้าต่างเหวี่ยงออกไปอีกครั้ง
เมื่อชายหนุ่มได้สติก็ค่อยๆประคองตัวลุกขึ้นยืน
เอื้อมมือไปดึงหน้าต่างบานนั้นเข้ามาอย่างรวดเร็วและรีบปิดกลอนลงทันที
“พายุบ้าอะไร น่ากลัวชะมัด” เขาพูดกับตัวเอง
จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ หากแต่ฟ้าผ่ายังคงลงอย่างต่อเนื่อง
เสียงครืนๆดังสนั่น รู้สึกได้ถึงความสะเทือนที่ส่งลงมายังพื้นดิน
ชินยะพยายามไม่สนใจ เขากลับไปอ่านเมล์แล้วพิมพ์ข้อความสั้นๆส่งกลับไป
“พี่เคียว ดีใจที่ได้รับข้อความจากพี่นะ ไว้เจอกันวันศุกร์นี้ ส่วนเบอร์โทร ผมเปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้วนะครับ”
ชินยะพิมพ์เบอร์โทรต่อท้ายเสร็จก็รีบกดส่งแล้วปิดคอมพิวเตอร์ทันทีที่เห็นว่าเมล์ส่งไปแล้ว
แถวบ้านเคยมีกรณีฟ้าผ่าแฉลบเข้าสายวงจรทำโทรทัศน์พัง เขาไม่อยากเจอกรณีเดียวกัน
ฝนตกกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ชินยะล้มตัวนอนลงบนเตียง
คิดถึงข้อความที่ได้รับจากคนที่เคยเป็นรุ่นพี่
“ชินยะ นี่พี่เคียวเอง ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้นก็ไม่ได้ติดต่อนายเลย
อยากโทรไปคุยแต่โทรไม่ติด พี่เลยตัดสินใจส่งเมล์มาแทน หวังว่าเมล์นี้จะยังใช้ได้นะ
พอดีวันหยุดนี้จะกลับไปทำธุระที่นั่น นึกขึ้นได้ว่าไดสุเกะเคยบอกว่านายเปลี่ยนที่อยู่ใหม่
แต่คงไม่ไกลจากที่เดิมเท่าไหร่ เลยอยากจะนัดเจอซักหน่อย ถ้าอยากเจอกันก็โทรมาเบอร์นี้นะ”
โทรศัพท์ข้างตัวถูกหยิบขึ้นมาดูเบอร์โทรที่บันทึกไปเมื่อกี้นี้ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
นั่นซินะ เป็นเวลาเนิ่นนานอย่างที่พี่เคียวว่าจริงๆ ตั้งแต่ตอนนั้นต่างก็ไม่มีใครกล้าติดต่อใคร
เท่าที่รู้ทั้งไดสุเกะและคาโอรุสอบติดมหาวิทยาลัยต่างเมือง สองคนนั้นอยู่ปีสามเหมือนเขาในตอนนี้
ส่วนพี่เคียวเนื่องจากสอบมหาวิทยาลัยไม่ติดในครั้งแรก ตอนนี้ก็เลยเรียนปีเดียวกัน
และถ้าไม่เกิดเรื่องในวันนั้น รุ่นพี่อีกคนหนึ่ง
..พี่โทชิยะ..
คงจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและได้เป็นช่างภาพเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้
ชายหนุ่มหลับตาลงคิด
คงมีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่ยังคงรู้สึกว่าเรื่องนั้นยังคงชัดเจน ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
การที่เขาเลือกเรียนแถวบ้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนตัวที่จะต้องขนย้ายข้าวของ
ซึ่งดูเหมือนแม่ก็ไม่ได้คัดค้านเพราะอยากให้ลูกชายคนเดียวอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว
แต่เหตุผลหลักก็คือ
เขาต้องการอยู่กับความทรงจำอันเลวร้ายเพื่อเป็นการลงโทษตัวเขาเอง
ครั้งใดที่ไปยืนอยู่ต่อหน้าป้ายอันนั้นในสุสาน นั่นคือการระลึกถึงความผิดที่เคยก่อไว้
ข้อความจากพี่เคียวทำให้นึกถึงไดสุเกะขึ้นมา ล่าสุดบังเอิญเจอไดสุเกะในร้านแถวบ้าน
แม้ฝ่ายนั้นจะเดินตรงเข้ามาทักทาย แต่เขากลับเป็นฝ่ายเดินหนีเพราะยังรู้สึกลำบากใจที่จะต้องเผชิญหน้ากัน
นี่แสดงว่าพี่เคียวกับไดสุเกะยังคงติดต่อกันอยู่ อาจจะรวมถึงคาโอรุด้วยซินะ
คิดแล้วก็สบายใจที่พวกนั้นยังคบกันอยู่ ทั้งสามคนคงจะให้อภัยเขาแล้ว
มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังไม่พร้อมจะให้อภัยตัวเอง
พี่เคียวเป็นคนที่โมโหร้าย แต่กลับสนิทกับพี่โทชิยะผู้เงียบขรึมและใจเย็น
ดูเหมือนพี่โทชิยะมักจะเล่าต่อมิอะไรให้พี่เคียวฟังเสมอ
ซึ่งเป็นเขาเสียอีก ผู้ที่ใครๆเห็นว่าเป็นหนุ่มร่าเริง
แต่กลับไม่กล้าเล่าอะไรให้ไดสุเกะหรือคาโอรุฟังเลย
แต่ก็นั่นแหละ เรื่องแบบนี้ใครจะกล้าเล่า จำได้ว่าวันนั้นเขาถูกไดสุเกะชกหน้าเข้าเต็มแรง
และคาโอรุก็ได้แต่ยืนจ้องด้วยความโกรธ
ชายหนุ่มคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่นาน ลืมตาแหงนมองดูนาฬิกาเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
ไว้พรุ่งนี้ค่อยโทรหาดีกว่า
----------------------**----------------------**-----------------------**----------------**--------------**
“ชินยะ ตื่นได้แล้วลูก เดี๋ยวไปเรียนสายหรอก” เสียงแม่เคาะประตู
ชินยะงัวเงียตื่นขึ้นมา แสงอาทิตย์ส่องรำไรเข้ามาในห้อง
อุตส่าห์ตั้งปลุกไว้สิบโมง แม่มาเรียกก่อนเวลาอีกแล้ว
“ไม่สายหรอกแม่ วันนี้มีเรียนบ่าย” เสียงอู้อี้ตอบกลับไป
“เอาน่า ไหนๆก็ตื่นแล้ว มากินข้าวเช้าด้วยกันเร็ว นะๆๆๆๆ”
แม่มักจะเป็นอย่างนี้เสมอ ถ้าวันไหนอารมณ์ดีก็จะต้องเรียกกินข้าวด้วยกันตอนเช้า
นี่เพิ่งจะหกโมงเอง ของีบต่อซักหน่อยเถอะ
ชินยะคิดแล้วล้มตัวนอนอีกครั้ง
แต่ผ่านไปได้ไม่กี่นาที เสียงทัพพีตีรัวลงบนหม้อก็ดังขึ้นข้างหู
ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวแล้วตะโกนแข่งกับเสียงดังหนวกหูนั้น
“คร้าบบบบ ตื่นแล้วววววววววววว” เขายอมจำนนแต่โดยดี
หันไปเห็นแม่หัวเราะชอบใจและเดินกลับออกไป
“โอ๊ย จริงๆเล๊ยยยย” แม้จะรู้สึกหงุดหงิดแต่เจ้าตัวก็ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ
แล้วก็พลันนึกถึงรายงานที่ทำค้างไว้ “อ๊ะ ยังไม่ได้ปรินท์รายงานเลยนี่นา”
ชินยะนึกขึ้นได้ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
เมื่อคืนพิมพ์ไว้หมดแล้วแต่ลืมหาข้อมูลอ้างอิงบางอย่าง
ชายหนุ่มเปิดอินเตอร์เน็ตอย่างคล่องแคล่วและจัดการพิมพ์รายงานจนเสร็จ
คิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่พี่เคียวส่งเมล์มา
ชักไม่แน่ใจว่าบันทึกเบอร์โทรศัพท์ถูกรึเปล่าเพราะรีบปิดคอมพิวเตอร์ไปหน่อย
เมื่อชินยะเปิดเมล์ขึ้นมาเพื่อจะอ่านข้อความของเมื่อวาน
พลันสายตาก็สะดุดกับอีกข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน
เขาอึ้งไปเล็กน้อย นี่มันอะไรกัน
เมล์จากคนที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันได้รับอีกแล้ว อยู่ๆก็ส่งมาหาเขางั้นหรือ
ไม่ล่ะมั้ง ต้องมีใครเล่นตลกอะไรแน่
แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือเรื่องล้อเล่น แต่ชายหนุ่มก็ใจเต้นแรงขณะกดคลิกเปิดข้อความนั้น
“ชินยะ
นายกับเคียวเล่นตลกอะไรกัน เบอร์โทรที่แต่ละคนเขียนไว้เป็นเบอร์ใคร ไม่ยักกะโทรติด
พอโทรไปหาพวกนายที่บ้านก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
ซ้ำยังโดนเคียวด่ากลับมาอีกว่าบ้า พวกนายนี่รวมหัวกันดีนักนะ
ข้อความก็แปลกๆเหมือนกันที่บอกว่าไม่เจอกันตั้งนาน เคียวกับนายเจอกันทุกวันไม่ใช่เหรอ
ฉันซะอีกที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ได้เจอพวกนายเลย
อุตส่าห์เตรียมของฝากไปให้ เปลี่ยนใจไม่ให้ซะดีไหมเนี่ย
ปล. เจ้าเคียวมันรับรู้ได้ว่านายกับฉันมีเรื่องปกปิดมันอยู่
แต่ไม่เป็นไร ถึงจะไปค้างคืนที่บ้านมันฉันจะไม่หลุดปากบอกเรื่องนี้หรอก
โทชิยะ”
หา! อะไรกัน! อะไรกัน! อะไรกัน!
ชินยะรวบรวมสติและอ่านข้อความนั้นอีกครั้ง
นี่ใครจะมาเล่นตลกอะไรตอนนี้ เรื่องมันผ่านมาก็ตั้งสามปีแล้ว
ถ้ายังคิดแก้แค้นกันมันไม่นานไปหน่อยเหรอ
ใครกันที่รู้พาสเวิร์ดเมล์ของพี่โทชิยะแล้วส่งมาล้อเล่นแบบนี้
ใช่แล้ว! พี่เคียว
ชายหนุ่มรีบคว้าโทรศัพท์ โมโหที่หลงนับถือพี่เคียวมาตลอด
คำพูดที่ทำให้สบายใจว่านี่ไม่ใช่ความผิดเขา
คำปลอบโยนของพี่ชายที่เขานับถือว่าอย่าคิดมาก อย่ายึดติดกับอดีต
เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นในวันที่เศร้าจนพูดไม่ออก
ตอนนั้นเขาเองเป็นฝ่ายปลีกตัวออกมาจากพี่เคียว
เพราะไม่อยากให้ไดสุเกะกับคาโอรุต่อต้านพี่ชายร่วมกลุ่ม
แต่จริงๆแล้วพี่เคียวก็ไม่ได้คิดต่างจากสองคนในวันนั้นเลยซินะ
ปลายสายรับ เสียงพูดงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่น
“ฮาโหล ใครครับ?”
“พี่! ผมเอง ทำแบบนี้หมายความว่าไง!”
“เฮ้ย ไอ้บ้า ผมเองนี่ใครวะ โทรมาปลุกกันแต่เช้าแล้วยังจะมาบ้าบอใส่อีก”
“ชินยะ คนที่ฆ่าเพื่อนพี่ไง”
ปลายสายเงียบไปสักครู่แล้วเหมือนจะตั้งสติได้
พูดตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย
“ชินยะ โทรมาครั้งแรกในรอบหลายปีก็ทักกันแบบนี้เลยเหรอ
เป็นบ้าอะไรของนายเนี่ย อยู่ๆทำไมพูดแบบนี้
แล้วก็เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าคิดมาก
มันไม่ใช่ความผิดของใคร เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ไม่ให้ผมจมอยู่กับอดีตแล้วพี่ส่งเมล์แบบนี้มาทำไม”
“อ้าว คนไม่เจอกันนานก็อยากเจอบ้างซิ
ที่ส่งเมล์ติดต่อกันก็เพื่อให้นายกลับมาเจอเพื่อนๆเหมือนเดิมนะ
ไม่ได้ให้เบอร์ไว้มาใส่อารมณ์ฟุ้งซ่านกันแบบนี้
แล้วที่นัดพบก็ไม่ได้ต้องการให้นึกถึงอดีตซักหน่อย”
“ไม่ใช่เมล์อันนั้น ผมหมายถึงอีกเมล์”
“อีกเมล์อะไรของนาย ก็ส่งอยู่อันเดียวนั่นแหละ”
“พี่รู้พาสเวิร์ดเมล์พี่โทชิยะรึเปล่า”
“หมายความว่าไง ของตัวเองยังจำไม่ค่อยจะได้เลย”
เสียงเคียวเงียบไปซักครู่แล้วก็โพล่งขึ้นมา
“นี่นายอย่าบอกนะว่ามีคนใช้เมล์โทชิยะส่งหานาย”
ชินยะนิ่ง ไม่ตอบอะไรเนื่องจากกำลังสับสน เคียวเลยพูดต่อ
“เพี้ยนรึเปล่า เมล์นั่นโดนลบทิ้งไปนานแล้วมั้ง
กลับไปเช็คดูใหม่เลยไป ใช่ข้อความจากเมล์โทชิยะแน่เหรอ”
ชินยะชักไม่แน่ใจ กลับไปดูที่หน้าจออีกครั้ง
แต่ก็เหมือนเดิม เมล์ผู้ส่งไม่ผิดแน่ เป็นเมล์พี่โทชิยะส่งหาเขาจริงๆ
ชายหนุ่มตรวจดูข้อความอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วก็ต้องตกใจ
05.55 น. วันที่ 25 เดือนเมษายน แต่ระบุปีเป็น 2008
เท่ากับว่าเป็นวันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว!
ดูจากเวลาแล้ว ห่างกันไม่กี่นาทีเองด้วย!!
“ว่าไง ทำไมเงียบไป ตกลงใครส่งเมล์มา” เสียงปลายสายทำให้ชินยะหลุดจากภวังค์
“อ่อ โทษครับพี่ ผมดูชื่อเมล์ผิด แค่นี้นะผมมีเรื่องต้องทำ” ชินยะรีบโกหก
“อ้าว เดี๋ยวซิ จะรีบวางสายไปไหน”
“เดี๋ยวผมโทรกลับครับพี่”
ชินยะวางสายแล้วเดินไปค้นอัลบั้มรูปสมัยมัธยมอย่างเร่งร้อน
สามปีที่แล้วเขาอยู่ม.ปลายปีสุดท้าย พี่โทชิยะสอบติดมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ไกลบ้าน
ส่วนพี่เคียวตอนนั้นยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด
ใช้เวลาอีกหนึ่งปีจึงได้เข้าคณะที่ฝันไว้สมใจอยาก
ช่วงเวลาระหว่างนั้นพี่เคียว เขา ไดสุเกะและคาโอรุเลยสนิทกันมาก
ทำให้เขาไม่กล้าเล่าปัญหาของตัวเองให้สามคนนี้ฟังเพราะไม่อยากให้อึดอัดเวลาเจอหน้ากัน
แต่วันหนึ่ง เขาก็เอาเรื่องนี้โทรบอกพี่โทชิยะจนได้
ฟังจากน้ำเสียงแล้วอีกฝ่ายคงจะตกใจมากจนกระทั่งไม่รับสายเขาไปหลายวัน
ซึ่งผ่านไปเกือบเดือน พี่โทชิยะก็โทรกลับมาแล้วพูดว่าการที่ชินยะรู้สึกรักเขามากกว่าพี่ชาย
มันก็ไม่ใช่ความผิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ อยากจะคบกันแบบพี่น้องมากกว่า
ชินยะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี จึงได้แต่ขอโทษ และคิดว่าโชคดีที่ไม่ได้อยู่ใกล้กัน
ไม่เช่นนั้น หากเจอกันทุกวันคงทำให้ไม่กล้ามองหน้าและคงจะเลิกคบกันไปโดยปริยาย
เขาได้แต่พยายามทำใจ เพื่อที่ว่าพี่โทชิยะปิดเทอมกลับมาคราวนี้จะได้พูดคุยกันเหมือนเดิม
แม้ว่าใจจริงเขาอยากจะกอดพี่โทชิยะมากก็ตาม
ถึงจะพยายามคิดอย่างนั้นแต่พอได้เจอกันจริงๆ เขากลับทำใจไม่ลง
ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนั่นเอง
ชินยะดูวันทีในรูป ไม่ผิดจริงๆ งานศพพี่โทชิยะ ลงวันที่ 29 เมษายน 2008
ถ้างั้นวันที่ 25 เมษายนเมื่อสามปีที่แล้ว
พี่โทชิยะยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปได้ไหมว่าเมล์นี้จะถูกส่งมาจากอดีต
ถ้าเขาไม่บ้าไปแล้วและนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เขาจะแก้ไขไม่ให้พี่โทชิยะต้องจากโลกนี้ไปได้หรือเปล่า
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พี่เคียวนั่นเอง
“ถามจริงเป็นไรมากป่าว มีเรื่องอะไรด่วนตอนหกโมงเช้าเนี่ยนะ
แล้วเรื่องเมล์นั่นยังคาใจอยู่เลย ตกลงว่ายังไงกันแน่”
“ผมดูผิดจริงๆพี่ ชื่อเมล์มันคล้ายกัน”
เสียงเคียวเงียบไปเหมือนจะคิดอะไรบางอย่าง
แต่แล้วก็พูดขึ้นมา
“มีงี้ด้วย ทำเอาซะนอนไม่ลงอีกเลยนะ
ไม่เจอกันตั้งนานดันต้อนรับด้วยการโทรมาโวยวายแต่เช้าเลยนะเอ็ง”
“ขอโทษครับ ว่าแต่พี่อยู่ไหนเหรอ เย็นๆเดี๋ยวผมไปหา”
“ซักก๊งกันไหมวันนี้ ให้พอกรึ่มๆ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง
อ่อ วันที่ 29 ไดสุเกะกับคาโอรุก็จะมาด้วยนะ
สองคนนั่นโทรมาหาพี่แล้วบอกว่าวันหยุดยาวทั้งที
อยากจะมาเยี่ยมหลุมศพ...” พี่เคียวอึ้งไป เหมือนนึกได้ว่าพูดอะไรที่ผิดออกมา
“หลุมศพพี่โทชิยะ” ชินยะพูดต่อให้ พยายามให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ว่าพูดชื่อนี้ได้โดยเขาไม่เป็นอะไรแล้ว
“อืม นั่นแหละ แล้วก็อีกอย่างสองคนนั่นอยากกลับมาปรับความเข้าใจกับนายด้วย
ที่จริงไดสุเกะเคยไปหานายที่บ้าน แต่นายย้ายไปแล้ว”
“อ่อ” ชินยะรู้สึกดีใจแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเจอกันแล้วควรจะพูดอะไร
“เขาเคยมาหาผมเหรอ คงเป็นบ้านเช่าหลังเก่า
แต่ตอนนี้แม่พอมีเงินเก็บที่จะซื้อบ้านได้เลยย้ายออกมาได้เกือบปีแล้ว”
“งั้นเหรอ”
“สรุปว่าวันนี้เจอกันที่ไหนดีพี่”
“อืม ได้ร้านแล้วเดี๋ยวโทรไปบอกใหม่”
ชินยะวางสายจากพี่เคียว หันไปมองเมล์ซึ่งเปิดค้างทิ้งไว้
แสดงว่าเมื่อคืนเมล์ของเขาไม่ได้ถูกส่งกลับไปหาพี่เคียว
แต่กลับส่งไปให้พี่โทชิยะอย่างน่าอัศจรรย์แทน ไม่รู้จริงๆว่าเกิดขึ้นได้ยังไง
หรือจะเป็นเพราะตอนนั้นเขาเอาแต่คิดวนเวียนแต่เรื่องของพี่โทชิยะที่จากไป
และคราวนี้ถึงไม่แน่ใจว่าจะส่งกลับไปในอดีตได้อีกหรือเปล่า แต่ก็ยังอยากลองดู
เขาต้องหาเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 25 เมษายน ปี 2008 ส่งไปให้อีกฝ่ายเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันเรื่องเวลา
“พี่โทชิยะ
ก่อนจะอ่านเมล์นี้จบ ผมอยากให้พี่ตั้งสติให้ดี
ผมไม่ใช่ชินยะคนที่อยู่กับพี่ ณ ขณะนั้น แต่คือชินยะในอนาคต
ภาพที่ผมแนบมานี้คือสิ่งยืนยันได้ นักกีฬาปิงปองหญิง ไอ ฟุคุฮาระ
เป็นตัวแทนคนญี่ปุ่นผู้ถือคบเพลิงไปตามถนนในนาโกย่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน
นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานโอลิมปิคเมื่อปี 2008 การเดินขบวนนี้จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ในเวลาของพี่
ถ้าพี่เห็นภาพข่าววันพรุ่งนี้ตรงกับภาพที่ผมส่งให้วันนี้ แสดงว่าผมไม่ได้โกหก
และผมอยากจะแน่ใจด้วยเหมือนกันว่าเมล์นี่ถูกส่งมาจากอดีตจริง ไม่ใช่การล้อเล่น
ผมมีของอย่างหนึ่งที่พี่เอามาฝากตอนกลับมาช่วงปิดเทอม
ตอนนี้บนกล่องไม่มีข้อความอะไรแต่ถ้าพี่เชื่อในสิ่งที่ผมกำลังบอก
ขอให้พี่เขียนข้อความอะไรก็ได้ลงบนกล่อง ผมเชื่อว่ามันจะมาปรากฏขึ้นที่นี่ด้วยเช่นกัน
ชินยะ”
เขียนเมล์เสร็จ ชินยะภาวนาให้มันถูกส่งกลับไปวันที่ 25 เมษายนเมื่อสามปีที่แล้ว
ชายหนุ่มกดยืนยันส่งเมล์และรีบกลับไปดูที่กล่องข้อความ ไม่มีข้อความ error ตีกลับ
แสดงว่าเมล์ไปถึงปลายทางแล้วจริงๆ
“ทำอะไรอยู่ ชินจัง แม่รอนานแล้วน้า” เสียงแม่ตะโกนจากข้างล่าง
“กำลังจะลงไปครับ” ชินยะตะโกนตอบ
ลิ้นชักถูกเปิดออก ชินยะหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาดู
โปสการ์ดหลายใบถูกอัดอยู่ในนั้น
ฝีมือการถ่ายรูปของพี่โทชิยะทำให้เขาอมยิ้มได้เสมอ
เขาได้รับของสิ่งนี้ในคืนวันที่ 28 เมษา
ซึ่งเป็นของชิ้นสุดท้ายที่ได้รับจากพี่โทชิยะที่ตายไปหลังจากมาพบเขาในคืนวันเดียวกันนั่นเอง
ตอนนั้นถ้าเขารีบตัดใจให้จบแล้วทำตามที่พี่โทชิยะบอก ก็คงไม่จบลงแบบนี้
ความรู้สึกเจ็บปวดที่อยากลืมแต่ก็ลืมไม่ลง
วันที่กลับมาพบกันอีกครั้ง พี่โทชิยะพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปรกติ
ทั้งพี่เคียว คาโอรุและไดสุเกะ ต่างก็พูดคุยกันสนุกสนาน
แต่สำหรับชินยะแล้ว พอยิ่งได้ใกล้ชิด ชินยะก็ยิ่งรู้ดีว่าเขาต้องการคนๆนี้มาก
ดังนั้น หลังจากที่ทุกคนแยกกันกลับบ้าน ชินยะจึงไปที่บ้านพี่เคียวซึ่งพี่โทชิยะมาพักค้างคืนด้วย
พี่เคียวแปลกใจที่ชินยะขอคุยกับพี่โทชิยะเป็นการส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
ชินยะสารภาพกับโทชิยะว่าเขายังทำใจไม่ได้
พอบอกให้รู้แล้วก็ยากจะกลับมาเป็นพี่น้องกันอีก
พี่โทชิยะถอนหายใจแล้วบอกให้กลับไปคิดดูใหม่เพราะมันเป็นไปไม่ได้ จากนั้นก็ทำท่าจะเดินหนี
ชินยะที่กำลังขาดสติคิดว่าไหนๆก็อาจจะเจอกันครั้งสุดท้ายแล้ว
จึงตามไปคว้าข้อมือพี่โทชิยะไว้ แล้วดึงตัวมาจูบโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
ไออุ่นจากริมฝีปากที่ปรารถนามาเนิ่นนานยิ่งทำให้ใจที่ร้อนรุ่มลุกโชนและกอดรัดร่างกายแน่นขึ้นกว่าเดิม
จากที่แค่อยากสัมผัสริมฝีปากได้รูปนั้น ก็กลับกลายเป็นว่าเผลอเบียดแน่นลงไปไม่รู้ตัว
พี่โทชิยะโกรธมาก ผลักเขาออกเต็มแรงแล้วจ้องหน้าเหมือนจะว่าอะไรบางอย่าง
แต่แล้วก็เดินหุนหันกลับเข้าไปในบ้านแทน
นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน และไม่นึกว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ
เพราะว่าเช้าอีกวันก็มีคนพบศพพี่โทชิยะที่ริมแม่น้ำ
เท่าที่รู้ พี่เคียวเล่าว่าโทชิยะอยู่ๆก็รีบเก็บของแล้วบอกว่าจะไปจองรถเที่ยวสุดท้ายกลับทันที
ถามอะไรก็ไม่ตอบ ห้ามก็ไม่ฟัง จะไปส่งก็บอกว่าไม่เป็นไร
การจะไปขึ้นรถต้องผ่านแม่น้ำซึ่งตอนดึกๆซอยเลียบแม่น้ำค่อนข้างเปลี่ยว
ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพวกขี้ยาแถวนั้นเมาแล้วรุมทำร้ายนั่นเอง
พี่เคียวซักไซ้เรื่องที่ชินยะทำให้พี่โทชิยะโกรธ ด้วยความที่สติหลุดลอย เขาจึงเล่าทุกอย่างให้สามคนนั้นฟัง
คาโอรุและไดสุเกะโมโหมาก ส่วนพี่เคียวแทนที่จะโวยวาย กลับฟังอยู่นิ่งๆ
ดูเหมือนช็อคมากที่เพื่อนรักต้องมีอันเป็นไปเพราะพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของน้องร่วมกลุ่ม
แต่ภายหลังพี่เคียวก็มาหาเขา และบอกว่าเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
แม้จะโกรธแต่ก็อยากให้ลืมๆกันไปเพราะมิตรภาพยังคงสำคัญสำหรับพี่เคียวเสมอ
กระนั้น เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่ ถ้าเขาไม่ทำอะไรแบบนั้นกับพี่โทชิยะ
คืนนั้นพี่โทชิยะคงค้างคืนบ้านพี่เคียวได้อย่างสบายใจ
ดังนั้น ไม่ว่าจะคิดยังไง เขาก็เป็นต้นเหตุทั้งหมดที่ทำให้พี่โทชิยะต้องตาย
ชินยะวางกล่องลงบนโต๊ะ ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิด
พรุ่งนี้จะต้องมีข้อความปรากฏขึ้นบนกล่องนี้แน่ๆ
*******************************************************************
ตอนต่อไป ข้อความจากอดีตกาล
“....มันเกิดขึ้นจริงๆชินยะจากอนาคต รูปที่นายส่งมาเมื่อวาน เหมือนกับข่าวที่ฉันเห็นในวันนี้
ตอนนี้ตื่นเต้นไปหมดแล้ว หมายความว่าตัวฉันในอดีตติดต่อกับนายในอนาคตได้จริงใช่ไหม
แล้วชีวิตนายในอนาคตเป็นยังไง แล้วชีวิตฉันในอนาคตล่ะ อยากให้ส่งรูปตัวฉันในอนาคตมาให้ดูจัง........”
“....ขอโทษครับพี่ อนาคตของพี่ไม่มีอีกแล้ว...............”
ข้อความและความรู้สึกที่ส่งผ่านจากอีกมิติกลายเป็นสิ่งกำหนดชะตาชีวิตแบบใหม่
แบบที่ไม่มีใครคาดคิด
….”ชินยะ ฉันอยากมีอนาคต แต่ฉันไม่อยากอยู่ร่วมอนาคตกับนาย”......
......“พี่โทชิยะ ในเมื่อใครคนใดคนนึงต้องหายไป งั้นพี่มาลองสลับชะตาชีวิตกับผมไหม?”......
ข้อความต่างมิติ
ตอนที่ 1 ข้อความที่ไม่ถูกส่งกลับ
ตอนที่ 2 ข้อความจากอดีตกาล
ตอนที่ 3 ข้อความกับการขอผันชะตาชีวิต
ตอนที่ 4 ข้อความสุดท้ายและการจากลาครั้งที่สอง
***************************************************************************
ตอนที่ 1 ข้อความที่ไม่ถูกส่งกลับ
เสียงหน้าต่างดังปึงปังไม่หยุดด้วยแรงลมที่โถมเข้ามาอย่างรุนแรงและกะทันหัน
ชินยะสะดุ้งจากเมล์ที่กำลังอ่านอยู่ ชะโงกหน้าหันไปมองแล้วรีบลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างบานนั้น
เสียงลมหวีดหวิวอยู่ในความมืด
แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ล็อคกลอนสนิท ทันใดนั้นฟ้าก็ร้องคำราม
พลันฟ้าผ่าฟาดเปรี้ยงลงมาไม่ทันตั้งตัว
ชินยะสะดุ้ง สองมือผละจากหน้าต่างแล้วหงายหลังล้มลงด้วยความตกใจ
แรงลมพัดหน้าต่างเหวี่ยงออกไปอีกครั้ง
เมื่อชายหนุ่มได้สติก็ค่อยๆประคองตัวลุกขึ้นยืน
เอื้อมมือไปดึงหน้าต่างบานนั้นเข้ามาอย่างรวดเร็วและรีบปิดกลอนลงทันที
“พายุบ้าอะไร น่ากลัวชะมัด” เขาพูดกับตัวเอง
จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ หากแต่ฟ้าผ่ายังคงลงอย่างต่อเนื่อง
เสียงครืนๆดังสนั่น รู้สึกได้ถึงความสะเทือนที่ส่งลงมายังพื้นดิน
ชินยะพยายามไม่สนใจ เขากลับไปอ่านเมล์แล้วพิมพ์ข้อความสั้นๆส่งกลับไป
“พี่เคียว ดีใจที่ได้รับข้อความจากพี่นะ ไว้เจอกันวันศุกร์นี้ ส่วนเบอร์โทร ผมเปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้วนะครับ”
ชินยะพิมพ์เบอร์โทรต่อท้ายเสร็จก็รีบกดส่งแล้วปิดคอมพิวเตอร์ทันทีที่เห็นว่าเมล์ส่งไปแล้ว
แถวบ้านเคยมีกรณีฟ้าผ่าแฉลบเข้าสายวงจรทำโทรทัศน์พัง เขาไม่อยากเจอกรณีเดียวกัน
ฝนตกกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ชินยะล้มตัวนอนลงบนเตียง
คิดถึงข้อความที่ได้รับจากคนที่เคยเป็นรุ่นพี่
“ชินยะ นี่พี่เคียวเอง ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้นก็ไม่ได้ติดต่อนายเลย
อยากโทรไปคุยแต่โทรไม่ติด พี่เลยตัดสินใจส่งเมล์มาแทน หวังว่าเมล์นี้จะยังใช้ได้นะ
พอดีวันหยุดนี้จะกลับไปทำธุระที่นั่น นึกขึ้นได้ว่าไดสุเกะเคยบอกว่านายเปลี่ยนที่อยู่ใหม่
แต่คงไม่ไกลจากที่เดิมเท่าไหร่ เลยอยากจะนัดเจอซักหน่อย ถ้าอยากเจอกันก็โทรมาเบอร์นี้นะ”
โทรศัพท์ข้างตัวถูกหยิบขึ้นมาดูเบอร์โทรที่บันทึกไปเมื่อกี้นี้ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
นั่นซินะ เป็นเวลาเนิ่นนานอย่างที่พี่เคียวว่าจริงๆ ตั้งแต่ตอนนั้นต่างก็ไม่มีใครกล้าติดต่อใคร
เท่าที่รู้ทั้งไดสุเกะและคาโอรุสอบติดมหาวิทยาลัยต่างเมือง สองคนนั้นอยู่ปีสามเหมือนเขาในตอนนี้
ส่วนพี่เคียวเนื่องจากสอบมหาวิทยาลัยไม่ติดในครั้งแรก ตอนนี้ก็เลยเรียนปีเดียวกัน
และถ้าไม่เกิดเรื่องในวันนั้น รุ่นพี่อีกคนหนึ่ง
..พี่โทชิยะ..
คงจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและได้เป็นช่างภาพเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้
ชายหนุ่มหลับตาลงคิด
คงมีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่ยังคงรู้สึกว่าเรื่องนั้นยังคงชัดเจน ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
การที่เขาเลือกเรียนแถวบ้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนตัวที่จะต้องขนย้ายข้าวของ
ซึ่งดูเหมือนแม่ก็ไม่ได้คัดค้านเพราะอยากให้ลูกชายคนเดียวอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว
แต่เหตุผลหลักก็คือ
เขาต้องการอยู่กับความทรงจำอันเลวร้ายเพื่อเป็นการลงโทษตัวเขาเอง
ครั้งใดที่ไปยืนอยู่ต่อหน้าป้ายอันนั้นในสุสาน นั่นคือการระลึกถึงความผิดที่เคยก่อไว้
ข้อความจากพี่เคียวทำให้นึกถึงไดสุเกะขึ้นมา ล่าสุดบังเอิญเจอไดสุเกะในร้านแถวบ้าน
แม้ฝ่ายนั้นจะเดินตรงเข้ามาทักทาย แต่เขากลับเป็นฝ่ายเดินหนีเพราะยังรู้สึกลำบากใจที่จะต้องเผชิญหน้ากัน
นี่แสดงว่าพี่เคียวกับไดสุเกะยังคงติดต่อกันอยู่ อาจจะรวมถึงคาโอรุด้วยซินะ
คิดแล้วก็สบายใจที่พวกนั้นยังคบกันอยู่ ทั้งสามคนคงจะให้อภัยเขาแล้ว
มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังไม่พร้อมจะให้อภัยตัวเอง
พี่เคียวเป็นคนที่โมโหร้าย แต่กลับสนิทกับพี่โทชิยะผู้เงียบขรึมและใจเย็น
ดูเหมือนพี่โทชิยะมักจะเล่าต่อมิอะไรให้พี่เคียวฟังเสมอ
ซึ่งเป็นเขาเสียอีก ผู้ที่ใครๆเห็นว่าเป็นหนุ่มร่าเริง
แต่กลับไม่กล้าเล่าอะไรให้ไดสุเกะหรือคาโอรุฟังเลย
แต่ก็นั่นแหละ เรื่องแบบนี้ใครจะกล้าเล่า จำได้ว่าวันนั้นเขาถูกไดสุเกะชกหน้าเข้าเต็มแรง
และคาโอรุก็ได้แต่ยืนจ้องด้วยความโกรธ
ชายหนุ่มคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่นาน ลืมตาแหงนมองดูนาฬิกาเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
ไว้พรุ่งนี้ค่อยโทรหาดีกว่า
----------------------**----------------------**-----------------------**----------------**--------------**
“ชินยะ ตื่นได้แล้วลูก เดี๋ยวไปเรียนสายหรอก” เสียงแม่เคาะประตู
ชินยะงัวเงียตื่นขึ้นมา แสงอาทิตย์ส่องรำไรเข้ามาในห้อง
อุตส่าห์ตั้งปลุกไว้สิบโมง แม่มาเรียกก่อนเวลาอีกแล้ว
“ไม่สายหรอกแม่ วันนี้มีเรียนบ่าย” เสียงอู้อี้ตอบกลับไป
“เอาน่า ไหนๆก็ตื่นแล้ว มากินข้าวเช้าด้วยกันเร็ว นะๆๆๆๆ”
แม่มักจะเป็นอย่างนี้เสมอ ถ้าวันไหนอารมณ์ดีก็จะต้องเรียกกินข้าวด้วยกันตอนเช้า
นี่เพิ่งจะหกโมงเอง ของีบต่อซักหน่อยเถอะ
ชินยะคิดแล้วล้มตัวนอนอีกครั้ง
แต่ผ่านไปได้ไม่กี่นาที เสียงทัพพีตีรัวลงบนหม้อก็ดังขึ้นข้างหู
ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวแล้วตะโกนแข่งกับเสียงดังหนวกหูนั้น
“คร้าบบบบ ตื่นแล้วววววววววววว” เขายอมจำนนแต่โดยดี
หันไปเห็นแม่หัวเราะชอบใจและเดินกลับออกไป
“โอ๊ย จริงๆเล๊ยยยย” แม้จะรู้สึกหงุดหงิดแต่เจ้าตัวก็ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ
แล้วก็พลันนึกถึงรายงานที่ทำค้างไว้ “อ๊ะ ยังไม่ได้ปรินท์รายงานเลยนี่นา”
ชินยะนึกขึ้นได้ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
เมื่อคืนพิมพ์ไว้หมดแล้วแต่ลืมหาข้อมูลอ้างอิงบางอย่าง
ชายหนุ่มเปิดอินเตอร์เน็ตอย่างคล่องแคล่วและจัดการพิมพ์รายงานจนเสร็จ
คิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่พี่เคียวส่งเมล์มา
ชักไม่แน่ใจว่าบันทึกเบอร์โทรศัพท์ถูกรึเปล่าเพราะรีบปิดคอมพิวเตอร์ไปหน่อย
เมื่อชินยะเปิดเมล์ขึ้นมาเพื่อจะอ่านข้อความของเมื่อวาน
พลันสายตาก็สะดุดกับอีกข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน
เขาอึ้งไปเล็กน้อย นี่มันอะไรกัน
เมล์จากคนที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันได้รับอีกแล้ว อยู่ๆก็ส่งมาหาเขางั้นหรือ
ไม่ล่ะมั้ง ต้องมีใครเล่นตลกอะไรแน่
แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือเรื่องล้อเล่น แต่ชายหนุ่มก็ใจเต้นแรงขณะกดคลิกเปิดข้อความนั้น
“ชินยะ
นายกับเคียวเล่นตลกอะไรกัน เบอร์โทรที่แต่ละคนเขียนไว้เป็นเบอร์ใคร ไม่ยักกะโทรติด
พอโทรไปหาพวกนายที่บ้านก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
ซ้ำยังโดนเคียวด่ากลับมาอีกว่าบ้า พวกนายนี่รวมหัวกันดีนักนะ
ข้อความก็แปลกๆเหมือนกันที่บอกว่าไม่เจอกันตั้งนาน เคียวกับนายเจอกันทุกวันไม่ใช่เหรอ
ฉันซะอีกที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ได้เจอพวกนายเลย
อุตส่าห์เตรียมของฝากไปให้ เปลี่ยนใจไม่ให้ซะดีไหมเนี่ย
ปล. เจ้าเคียวมันรับรู้ได้ว่านายกับฉันมีเรื่องปกปิดมันอยู่
แต่ไม่เป็นไร ถึงจะไปค้างคืนที่บ้านมันฉันจะไม่หลุดปากบอกเรื่องนี้หรอก
โทชิยะ”
หา! อะไรกัน! อะไรกัน! อะไรกัน!
ชินยะรวบรวมสติและอ่านข้อความนั้นอีกครั้ง
นี่ใครจะมาเล่นตลกอะไรตอนนี้ เรื่องมันผ่านมาก็ตั้งสามปีแล้ว
ถ้ายังคิดแก้แค้นกันมันไม่นานไปหน่อยเหรอ
ใครกันที่รู้พาสเวิร์ดเมล์ของพี่โทชิยะแล้วส่งมาล้อเล่นแบบนี้
ใช่แล้ว! พี่เคียว
ชายหนุ่มรีบคว้าโทรศัพท์ โมโหที่หลงนับถือพี่เคียวมาตลอด
คำพูดที่ทำให้สบายใจว่านี่ไม่ใช่ความผิดเขา
คำปลอบโยนของพี่ชายที่เขานับถือว่าอย่าคิดมาก อย่ายึดติดกับอดีต
เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นในวันที่เศร้าจนพูดไม่ออก
ตอนนั้นเขาเองเป็นฝ่ายปลีกตัวออกมาจากพี่เคียว
เพราะไม่อยากให้ไดสุเกะกับคาโอรุต่อต้านพี่ชายร่วมกลุ่ม
แต่จริงๆแล้วพี่เคียวก็ไม่ได้คิดต่างจากสองคนในวันนั้นเลยซินะ
ปลายสายรับ เสียงพูดงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่น
“ฮาโหล ใครครับ?”
“พี่! ผมเอง ทำแบบนี้หมายความว่าไง!”
“เฮ้ย ไอ้บ้า ผมเองนี่ใครวะ โทรมาปลุกกันแต่เช้าแล้วยังจะมาบ้าบอใส่อีก”
“ชินยะ คนที่ฆ่าเพื่อนพี่ไง”
ปลายสายเงียบไปสักครู่แล้วเหมือนจะตั้งสติได้
พูดตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย
“ชินยะ โทรมาครั้งแรกในรอบหลายปีก็ทักกันแบบนี้เลยเหรอ
เป็นบ้าอะไรของนายเนี่ย อยู่ๆทำไมพูดแบบนี้
แล้วก็เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าคิดมาก
มันไม่ใช่ความผิดของใคร เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ไม่ให้ผมจมอยู่กับอดีตแล้วพี่ส่งเมล์แบบนี้มาทำไม”
“อ้าว คนไม่เจอกันนานก็อยากเจอบ้างซิ
ที่ส่งเมล์ติดต่อกันก็เพื่อให้นายกลับมาเจอเพื่อนๆเหมือนเดิมนะ
ไม่ได้ให้เบอร์ไว้มาใส่อารมณ์ฟุ้งซ่านกันแบบนี้
แล้วที่นัดพบก็ไม่ได้ต้องการให้นึกถึงอดีตซักหน่อย”
“ไม่ใช่เมล์อันนั้น ผมหมายถึงอีกเมล์”
“อีกเมล์อะไรของนาย ก็ส่งอยู่อันเดียวนั่นแหละ”
“พี่รู้พาสเวิร์ดเมล์พี่โทชิยะรึเปล่า”
“หมายความว่าไง ของตัวเองยังจำไม่ค่อยจะได้เลย”
เสียงเคียวเงียบไปซักครู่แล้วก็โพล่งขึ้นมา
“นี่นายอย่าบอกนะว่ามีคนใช้เมล์โทชิยะส่งหานาย”
ชินยะนิ่ง ไม่ตอบอะไรเนื่องจากกำลังสับสน เคียวเลยพูดต่อ
“เพี้ยนรึเปล่า เมล์นั่นโดนลบทิ้งไปนานแล้วมั้ง
กลับไปเช็คดูใหม่เลยไป ใช่ข้อความจากเมล์โทชิยะแน่เหรอ”
ชินยะชักไม่แน่ใจ กลับไปดูที่หน้าจออีกครั้ง
แต่ก็เหมือนเดิม เมล์ผู้ส่งไม่ผิดแน่ เป็นเมล์พี่โทชิยะส่งหาเขาจริงๆ
ชายหนุ่มตรวจดูข้อความอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วก็ต้องตกใจ
05.55 น. วันที่ 25 เดือนเมษายน แต่ระบุปีเป็น 2008
เท่ากับว่าเป็นวันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว!
ดูจากเวลาแล้ว ห่างกันไม่กี่นาทีเองด้วย!!
“ว่าไง ทำไมเงียบไป ตกลงใครส่งเมล์มา” เสียงปลายสายทำให้ชินยะหลุดจากภวังค์
“อ่อ โทษครับพี่ ผมดูชื่อเมล์ผิด แค่นี้นะผมมีเรื่องต้องทำ” ชินยะรีบโกหก
“อ้าว เดี๋ยวซิ จะรีบวางสายไปไหน”
“เดี๋ยวผมโทรกลับครับพี่”
ชินยะวางสายแล้วเดินไปค้นอัลบั้มรูปสมัยมัธยมอย่างเร่งร้อน
สามปีที่แล้วเขาอยู่ม.ปลายปีสุดท้าย พี่โทชิยะสอบติดมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ไกลบ้าน
ส่วนพี่เคียวตอนนั้นยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด
ใช้เวลาอีกหนึ่งปีจึงได้เข้าคณะที่ฝันไว้สมใจอยาก
ช่วงเวลาระหว่างนั้นพี่เคียว เขา ไดสุเกะและคาโอรุเลยสนิทกันมาก
ทำให้เขาไม่กล้าเล่าปัญหาของตัวเองให้สามคนนี้ฟังเพราะไม่อยากให้อึดอัดเวลาเจอหน้ากัน
แต่วันหนึ่ง เขาก็เอาเรื่องนี้โทรบอกพี่โทชิยะจนได้
ฟังจากน้ำเสียงแล้วอีกฝ่ายคงจะตกใจมากจนกระทั่งไม่รับสายเขาไปหลายวัน
ซึ่งผ่านไปเกือบเดือน พี่โทชิยะก็โทรกลับมาแล้วพูดว่าการที่ชินยะรู้สึกรักเขามากกว่าพี่ชาย
มันก็ไม่ใช่ความผิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ อยากจะคบกันแบบพี่น้องมากกว่า
ชินยะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี จึงได้แต่ขอโทษ และคิดว่าโชคดีที่ไม่ได้อยู่ใกล้กัน
ไม่เช่นนั้น หากเจอกันทุกวันคงทำให้ไม่กล้ามองหน้าและคงจะเลิกคบกันไปโดยปริยาย
เขาได้แต่พยายามทำใจ เพื่อที่ว่าพี่โทชิยะปิดเทอมกลับมาคราวนี้จะได้พูดคุยกันเหมือนเดิม
แม้ว่าใจจริงเขาอยากจะกอดพี่โทชิยะมากก็ตาม
ถึงจะพยายามคิดอย่างนั้นแต่พอได้เจอกันจริงๆ เขากลับทำใจไม่ลง
ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนั่นเอง
ชินยะดูวันทีในรูป ไม่ผิดจริงๆ งานศพพี่โทชิยะ ลงวันที่ 29 เมษายน 2008
ถ้างั้นวันที่ 25 เมษายนเมื่อสามปีที่แล้ว
พี่โทชิยะยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปได้ไหมว่าเมล์นี้จะถูกส่งมาจากอดีต
ถ้าเขาไม่บ้าไปแล้วและนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เขาจะแก้ไขไม่ให้พี่โทชิยะต้องจากโลกนี้ไปได้หรือเปล่า
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พี่เคียวนั่นเอง
“ถามจริงเป็นไรมากป่าว มีเรื่องอะไรด่วนตอนหกโมงเช้าเนี่ยนะ
แล้วเรื่องเมล์นั่นยังคาใจอยู่เลย ตกลงว่ายังไงกันแน่”
“ผมดูผิดจริงๆพี่ ชื่อเมล์มันคล้ายกัน”
เสียงเคียวเงียบไปเหมือนจะคิดอะไรบางอย่าง
แต่แล้วก็พูดขึ้นมา
“มีงี้ด้วย ทำเอาซะนอนไม่ลงอีกเลยนะ
ไม่เจอกันตั้งนานดันต้อนรับด้วยการโทรมาโวยวายแต่เช้าเลยนะเอ็ง”
“ขอโทษครับ ว่าแต่พี่อยู่ไหนเหรอ เย็นๆเดี๋ยวผมไปหา”
“ซักก๊งกันไหมวันนี้ ให้พอกรึ่มๆ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง
อ่อ วันที่ 29 ไดสุเกะกับคาโอรุก็จะมาด้วยนะ
สองคนนั่นโทรมาหาพี่แล้วบอกว่าวันหยุดยาวทั้งที
อยากจะมาเยี่ยมหลุมศพ...” พี่เคียวอึ้งไป เหมือนนึกได้ว่าพูดอะไรที่ผิดออกมา
“หลุมศพพี่โทชิยะ” ชินยะพูดต่อให้ พยายามให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ว่าพูดชื่อนี้ได้โดยเขาไม่เป็นอะไรแล้ว
“อืม นั่นแหละ แล้วก็อีกอย่างสองคนนั่นอยากกลับมาปรับความเข้าใจกับนายด้วย
ที่จริงไดสุเกะเคยไปหานายที่บ้าน แต่นายย้ายไปแล้ว”
“อ่อ” ชินยะรู้สึกดีใจแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเจอกันแล้วควรจะพูดอะไร
“เขาเคยมาหาผมเหรอ คงเป็นบ้านเช่าหลังเก่า
แต่ตอนนี้แม่พอมีเงินเก็บที่จะซื้อบ้านได้เลยย้ายออกมาได้เกือบปีแล้ว”
“งั้นเหรอ”
“สรุปว่าวันนี้เจอกันที่ไหนดีพี่”
“อืม ได้ร้านแล้วเดี๋ยวโทรไปบอกใหม่”
ชินยะวางสายจากพี่เคียว หันไปมองเมล์ซึ่งเปิดค้างทิ้งไว้
แสดงว่าเมื่อคืนเมล์ของเขาไม่ได้ถูกส่งกลับไปหาพี่เคียว
แต่กลับส่งไปให้พี่โทชิยะอย่างน่าอัศจรรย์แทน ไม่รู้จริงๆว่าเกิดขึ้นได้ยังไง
หรือจะเป็นเพราะตอนนั้นเขาเอาแต่คิดวนเวียนแต่เรื่องของพี่โทชิยะที่จากไป
และคราวนี้ถึงไม่แน่ใจว่าจะส่งกลับไปในอดีตได้อีกหรือเปล่า แต่ก็ยังอยากลองดู
เขาต้องหาเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 25 เมษายน ปี 2008 ส่งไปให้อีกฝ่ายเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันเรื่องเวลา
“พี่โทชิยะ
ก่อนจะอ่านเมล์นี้จบ ผมอยากให้พี่ตั้งสติให้ดี
ผมไม่ใช่ชินยะคนที่อยู่กับพี่ ณ ขณะนั้น แต่คือชินยะในอนาคต
ภาพที่ผมแนบมานี้คือสิ่งยืนยันได้ นักกีฬาปิงปองหญิง ไอ ฟุคุฮาระ
เป็นตัวแทนคนญี่ปุ่นผู้ถือคบเพลิงไปตามถนนในนาโกย่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน
นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานโอลิมปิคเมื่อปี 2008 การเดินขบวนนี้จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ในเวลาของพี่
ถ้าพี่เห็นภาพข่าววันพรุ่งนี้ตรงกับภาพที่ผมส่งให้วันนี้ แสดงว่าผมไม่ได้โกหก
และผมอยากจะแน่ใจด้วยเหมือนกันว่าเมล์นี่ถูกส่งมาจากอดีตจริง ไม่ใช่การล้อเล่น
ผมมีของอย่างหนึ่งที่พี่เอามาฝากตอนกลับมาช่วงปิดเทอม
ตอนนี้บนกล่องไม่มีข้อความอะไรแต่ถ้าพี่เชื่อในสิ่งที่ผมกำลังบอก
ขอให้พี่เขียนข้อความอะไรก็ได้ลงบนกล่อง ผมเชื่อว่ามันจะมาปรากฏขึ้นที่นี่ด้วยเช่นกัน
ชินยะ”
เขียนเมล์เสร็จ ชินยะภาวนาให้มันถูกส่งกลับไปวันที่ 25 เมษายนเมื่อสามปีที่แล้ว
ชายหนุ่มกดยืนยันส่งเมล์และรีบกลับไปดูที่กล่องข้อความ ไม่มีข้อความ error ตีกลับ
แสดงว่าเมล์ไปถึงปลายทางแล้วจริงๆ
“ทำอะไรอยู่ ชินจัง แม่รอนานแล้วน้า” เสียงแม่ตะโกนจากข้างล่าง
“กำลังจะลงไปครับ” ชินยะตะโกนตอบ
ลิ้นชักถูกเปิดออก ชินยะหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาดู
โปสการ์ดหลายใบถูกอัดอยู่ในนั้น
ฝีมือการถ่ายรูปของพี่โทชิยะทำให้เขาอมยิ้มได้เสมอ
เขาได้รับของสิ่งนี้ในคืนวันที่ 28 เมษา
ซึ่งเป็นของชิ้นสุดท้ายที่ได้รับจากพี่โทชิยะที่ตายไปหลังจากมาพบเขาในคืนวันเดียวกันนั่นเอง
ตอนนั้นถ้าเขารีบตัดใจให้จบแล้วทำตามที่พี่โทชิยะบอก ก็คงไม่จบลงแบบนี้
ความรู้สึกเจ็บปวดที่อยากลืมแต่ก็ลืมไม่ลง
วันที่กลับมาพบกันอีกครั้ง พี่โทชิยะพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปรกติ
ทั้งพี่เคียว คาโอรุและไดสุเกะ ต่างก็พูดคุยกันสนุกสนาน
แต่สำหรับชินยะแล้ว พอยิ่งได้ใกล้ชิด ชินยะก็ยิ่งรู้ดีว่าเขาต้องการคนๆนี้มาก
ดังนั้น หลังจากที่ทุกคนแยกกันกลับบ้าน ชินยะจึงไปที่บ้านพี่เคียวซึ่งพี่โทชิยะมาพักค้างคืนด้วย
พี่เคียวแปลกใจที่ชินยะขอคุยกับพี่โทชิยะเป็นการส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
ชินยะสารภาพกับโทชิยะว่าเขายังทำใจไม่ได้
พอบอกให้รู้แล้วก็ยากจะกลับมาเป็นพี่น้องกันอีก
พี่โทชิยะถอนหายใจแล้วบอกให้กลับไปคิดดูใหม่เพราะมันเป็นไปไม่ได้ จากนั้นก็ทำท่าจะเดินหนี
ชินยะที่กำลังขาดสติคิดว่าไหนๆก็อาจจะเจอกันครั้งสุดท้ายแล้ว
จึงตามไปคว้าข้อมือพี่โทชิยะไว้ แล้วดึงตัวมาจูบโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
ไออุ่นจากริมฝีปากที่ปรารถนามาเนิ่นนานยิ่งทำให้ใจที่ร้อนรุ่มลุกโชนและกอดรัดร่างกายแน่นขึ้นกว่าเดิม
จากที่แค่อยากสัมผัสริมฝีปากได้รูปนั้น ก็กลับกลายเป็นว่าเผลอเบียดแน่นลงไปไม่รู้ตัว
พี่โทชิยะโกรธมาก ผลักเขาออกเต็มแรงแล้วจ้องหน้าเหมือนจะว่าอะไรบางอย่าง
แต่แล้วก็เดินหุนหันกลับเข้าไปในบ้านแทน
นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน และไม่นึกว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ
เพราะว่าเช้าอีกวันก็มีคนพบศพพี่โทชิยะที่ริมแม่น้ำ
เท่าที่รู้ พี่เคียวเล่าว่าโทชิยะอยู่ๆก็รีบเก็บของแล้วบอกว่าจะไปจองรถเที่ยวสุดท้ายกลับทันที
ถามอะไรก็ไม่ตอบ ห้ามก็ไม่ฟัง จะไปส่งก็บอกว่าไม่เป็นไร
การจะไปขึ้นรถต้องผ่านแม่น้ำซึ่งตอนดึกๆซอยเลียบแม่น้ำค่อนข้างเปลี่ยว
ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพวกขี้ยาแถวนั้นเมาแล้วรุมทำร้ายนั่นเอง
พี่เคียวซักไซ้เรื่องที่ชินยะทำให้พี่โทชิยะโกรธ ด้วยความที่สติหลุดลอย เขาจึงเล่าทุกอย่างให้สามคนนั้นฟัง
คาโอรุและไดสุเกะโมโหมาก ส่วนพี่เคียวแทนที่จะโวยวาย กลับฟังอยู่นิ่งๆ
ดูเหมือนช็อคมากที่เพื่อนรักต้องมีอันเป็นไปเพราะพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของน้องร่วมกลุ่ม
แต่ภายหลังพี่เคียวก็มาหาเขา และบอกว่าเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
แม้จะโกรธแต่ก็อยากให้ลืมๆกันไปเพราะมิตรภาพยังคงสำคัญสำหรับพี่เคียวเสมอ
กระนั้น เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่ ถ้าเขาไม่ทำอะไรแบบนั้นกับพี่โทชิยะ
คืนนั้นพี่โทชิยะคงค้างคืนบ้านพี่เคียวได้อย่างสบายใจ
ดังนั้น ไม่ว่าจะคิดยังไง เขาก็เป็นต้นเหตุทั้งหมดที่ทำให้พี่โทชิยะต้องตาย
ชินยะวางกล่องลงบนโต๊ะ ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิด
พรุ่งนี้จะต้องมีข้อความปรากฏขึ้นบนกล่องนี้แน่ๆ
*******************************************************************
ตอนต่อไป ข้อความจากอดีตกาล
“....มันเกิดขึ้นจริงๆชินยะจากอนาคต รูปที่นายส่งมาเมื่อวาน เหมือนกับข่าวที่ฉันเห็นในวันนี้
ตอนนี้ตื่นเต้นไปหมดแล้ว หมายความว่าตัวฉันในอดีตติดต่อกับนายในอนาคตได้จริงใช่ไหม
แล้วชีวิตนายในอนาคตเป็นยังไง แล้วชีวิตฉันในอนาคตล่ะ อยากให้ส่งรูปตัวฉันในอนาคตมาให้ดูจัง........”
“....ขอโทษครับพี่ อนาคตของพี่ไม่มีอีกแล้ว...............”