HI THERE!
I commence to write down some of the most prominent features of my every-day life.
Not that I have anything extra to write, but this is a critical period of my life.
How changeable is the weather:
yesterday it was fine and frosty;
to-day it is dark, damp, and cheerless.
How like our earthly life!
Sunshine and shadow,
storm and calm, all the way through.
I am scarcely so well in body, and somewhat depressed in spirits.
I have not received the letter that is due to me,
and that I have been looking so anxiously for,
at present. Though I have been struggling hard the past week,
yet I cannot see much that I have done. Courage!
I am feeling somewhat sad-hearted to-day.
I feel quite alone in the world -- a puerile, unloved thing;
but I think that my earthly race is almost at a close.
แล้วฝนก็ตกลงมาอีกรอบ ผมไม่รังเกียจฝน ชอบด้วยซ้ำ
ผมชอบลักษณะที่มันตกลงมาจากฟ้าแล้วทำให้คนข้างล่างเปียกเเละตื่นตระหนก
ผมว่ามันตลกดี
แต่ฝนที่กำลังตกอยู่ไม่ใช่แบบนั้น
มันตกหนักมาก ตกลงมาเป็นห่าฝน กระหน่ำใส่หน้าต่างจนสั่นกราว
เสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
มันกวนประสาทผม
ทั้งเสียงที่ดัง และดังต่อไปเรื่อยๆ
กระหน่ำๆๆ ดังขึ้นๆๆ
อย่างกับมีนิ้วซักพันนิ้วเคาะกระจกอบ่างแค้นเคือง
แต่มีคำพูดหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจผม
คือคำพูดที่อัลเบิร์ตไอสไตน์เคยกล่าวไว้
ผมชอบเขานะ
ไอสไตน์ที่มีทรงผมชี้โด่ชี้เด่และคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพ
เขาเคยกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งล้วนถูกลิขิตไว้
ทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ
โดยอำนาจที่เราไม่สามารถควบคุมได้
ไม่ว่าจะเป็นแมลง หรือดวงดาว มนุษย์ พืชผัก หรือฝุ่นผงในอวกาศ
เราทั้งมวลล้วนร่ายรำไปตามทำนองคนตรีลึกลับ
ที่บรรเลงมาจากนักดนตรีที่ล่องหนอยู่ไกลแสนไกล
ถึงแม้ผมจะเป็นหนึ่งในล้านของหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงมา
แต่ผมก็มีเพียงหนึ่งเดียว
เป็นอิสระเเละเรียบง่าย ไร้ความกลัว ไร้ความรู้สึกใดๆ
ร่วงผ่านอากาศยามบ่ายลงมารวมกับหยดน้ำบนหลังคารถอย่างไร้สุ้มเสียง
แล้วค่อยๆเหือดแห้งไป
ก่อนที่ความมืดจะเข้าครอบงำ
------------------------------
ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังรออะไรอยู่
ทั้งที่ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
