I think it's been half a year that i never ever updated my life here. I knowwww no one gonna read this but i just want to share my story, Now I'm third year student!!! How fast!
It's like i just came to live in Jpn last year. Time pasts so so super fast.

to talk about my Japanese skill, you know, I can barely say that My Japanese so fuck up!!
I got a few friends here, and i do miss my time in Thailand with all my friends and family around me.

recently, I'm trying so hard for studying. i got bad result for the past semester. I motivate my self to gain much more better grade

♪音楽を配信中のアーティストを探してみよう

จริงๆแล้วไม่ได้อัพบล็อกมานานมาแล้ว แล้วเพลงที่ลงไปก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเขียนเลย
แต่ว่ามันก็ทำให้เรารุ้ว่า เรายังเป็นคนสำคัญอยู่
เราต้องรู้ว่าเราโตพอที่จะแยกเรื่องต่างๆออกจากกันได้แล้ว
แต่ว่าเมื่อคุณรู้ว่ามาถึงจุดๆหนึ่ง แม้เราจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่เกิดขี้นรอบตัวเราได้
แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะทำใจยอมรับมันได้
มันเป็นการยาก หากคุณอยู่ในสถานะเดิมๆ ความทรงจำเลวร้ายที่คุณพยายามปิดกั้นมัน
แต่เมื่อวันหนึ่ง มีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ซ้อนเข้ามาในวันเดียว ที่ทำให้คุณย้อนกลับไปคิดถึงความทรงจำเลวร้ายนั้น
แม้คุณโตพอที่จะเข้าใจเหตุผลของการกระทำ แต่ว่าความทรงจำนั้นมันผังใจ จนคุณไม่กล้าเผชินหน้า
เมื่อขาดแรงยึดเหนี่ยวทางใจ ความคิดบ้าๆ ที่อาจจะเปิดขึ้นได้ไม่รู้ตัว คิดคิดที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เกิด
แต่เมื่อมันแว๊บ เข้ามาในหัว เราต้องพยายามปฎิเสธมัน ที่แย่ยิ่งกว่าคือ มโนธรรม ที่ทำให้เรารู้สึกผิดกับความคิดตัวเอง


ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาสองสามวันนี้ เราเป้นประจำเดือนด้วยหรือป่าว นอนไม่พอ ทำให้เกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้น
เราเซง เบื่อ ไม่อยากคุยกับใคร แต่ว่าใครๆ ก็อยากคุย แล้วก็เหมือนเรายังให้เวลากับครอบครัวไม่พอ
บอกตามตรงว่าช่วงนี้เครียด นอนไม่หลับ หลับไม่สนิทมานานแล้ว
อาจจะต้องกลับไปใช้สิ่งต่างๆช่วยเหมือนเดิม พวกกำยาน การอ่านหนังสือโต้รุ่ง ช็อปปิ้ง

ช่วงนี้อ่านหนังสือเกี่ยวกับโรคจิตเยอะไปหน่อย
เลยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นโนคจิตไปด้วย ต้องพยายามห้ามใจตัวเอง แล้วก็ต้องคิดบวกให้มากๆ
บางครั้งคว่ทรู้สึกมันแว๊บขึ้นมา เป็นความรู้สึกในแง่ลบ ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันซุกซ่อนอยุ่ตรงไหน เหมือนเราไม่ได้ปลดปล่อย
คือว่า ไม่ได้กินเหล้ามาสองเดือนแล้ว ไม่ได้เต้น ไม่ได้ทำอะไรตามใจตัวเอง
เหมือนต้องกลับมาอยู่ในกรอบ ที่มีคนขีดเส้นไว้อักครั้ง เหมือนมีอิสระ ที่มีกรอบกั้นไว้
เลยทำให้อึดอัด
เบื่อ เซง

ไม่ได้อัพนานมากกกกกกกกก ตอนนี้ย้ายบ้านใหม่อีกแล้วค่าาาา
ตั้งแต่ทำบล็อกนี้มา ย้ายมาสามบ้านละ
ฮุๆๆ

คือว่า เรื่องมันมีอยู่ว่า
วันนี้ไปเปิดเด็กดีอ่าน เลยนึกขึ้นได้
หัวข้อเรื่องชื่อว่า ทำยังไงดี เมื่อพ่อแม่ให้เรียนในสิ่งที่ไม่ได้อยากเป็น

ตอนนี้เราคงโตแล้วเลยพูดได้ เราค่อนข้างเข้าใจพ่อแม่นะค่ะ บางสิ่งที่เราอยากเรียน แต่เราไม่ได้ตถนัดเรื่องนั้นจริงๆ
ทำให้พ่อแม่คิดว่า มันไม่สามารถเลี้ยงเราได้ นั่นคือเหตุผลที่พ่อแม่บอก
น้องๆหลายคนคงเครียดมากกับเรื่องนี้ และคำถามต่อมาคือ จะทำอย่างไรดี? ให้พ่อแม่ยอมรับในเรื่องนี้

ถ้าอน่างนั้นเราขอเล่าเรื่องตัวเองก่อนนะค่ะ

โดยส่วนตัวแล้ว เราเป้นคนที่มีความสนใจในภาษามาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็ก รู้สึกว่าอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น เราก็บอกพ่อ แล้วพ่อเราก็พาไปสมัครเลย ตอนนั้นเด็กมากค่ะ อายุ12 ไม่ได้รู้เรื่องหรอกค่ะ ตอนนั้นไม่ได้มีกระแสนักร้อง หรืออะไรที่มันแรงขนาดในปัจจุบัน ที่เด็กสมัยนี้อยากเรียนภาษาเกาหลี เนื่องจากนักร้อง
ตอนนั้นกระแสที่ดังๆ ก็คือญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ แต่จำได้ว่า ที่เราอยากเรียนก็เพราะชอบอ่านการ์ตูน
ตอนนั้น ที่บ้านเราไม่ว่าอะไรซักคำ ไปรับไปส่ง หาที่เรียนให้
อีกเรื่องที่เค้าคัดค้านคือ เรื่องที่เรา อยากเรียนร้องเพลง
เราชอบร้องเพลง เราเป้นคนค่อนข้างเสียงดี(มีคนบอกหลายคน) และร้องเพลงได้ค่อนข้างดี แต่ไม่ได้ร้องแบบถูกต้อง ก็เลยมีความคิดว่า อยากเรียนร้องเพลงจังเลย
ตอนนั้น เราอยู่ม.สอง พ่อเราไม่ให้ แต่ให้เรียนไวโอลินเหมือนเดิม ไม่ว่าด้วย ทั้งๆที่ต้องซื้อไวโอลีนให้เรา
พอเราเรียนๆไปก็ขอเรียนร้องเพลงอีก พ่อเราก็ไม่ให้ ตอนนั้นเสียใจมากค่ะ
ก็เลยบอกพ่อว่า งั้นหนูจะไม่เรียนไวโอลีน ตแ่จะเอาตังค์ไปเรียนร้องเพลงเอง
พ่อเรายอมให้เลิกเรียนไวโอลีน แต่ไม่ให้เรียนร้องเพลง

พอโตมาก็เข้าใจว่า การร้องเพลง แค่เราเสียงโอเค ร้องไม่หลงมาก เราร้องเอาสนุกๆเองดีกว่า เพราะเราไม่จำเป็นต้องไปร้องเป็นอาชีพ เพราะมันก็ไม่ใช่ความฝันของเรา แต่ไวโอลีนนั้น เมื่อเราเล่นเป็นแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเรียนต่อไปก็ได้
เพียงแค่ขยันฝึกซ้อม หยุดเรียนไปก็ไม่มีใครเอาความสามารถตรงนี้ของเราไปได้ ไม่เสียใจซักนิดเลยค่ะ ที่ตอนเด็กๆไม่ได้เรียนร้องเพลง

ต่อมาเราจะเข้าม.สี่ เราต้องเลือกสายเรียน(ตอนม.ต้น อยู่ห้องโครงการพิเศษวิทย์-คณิต) เราอยากเลือกเรียนศิลป์ญี่ปุ่น (ตอนนั้นยังเรียนภาษายี่ปุ่นอยู่) แต่ที่บ้านบอกว่าคิดดีๆ แต่เค้าไม่ห้ามเราเลยนะค่ะ อยากเรียนอะไรก็เรียน
เค้าก็ถามว่า แล้วถ้าเรียนภาษาญี่ปุ่นไป จบไปจะทำอะไรให้คิดเผื่อๆไว้บ้าง ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า ยังอีกไกลจะคิดทำไม
ที่บ้านเราก็บอกอีกว่า ถ้าเรียนายวิทย์ไป แล้วตอนนั้นยังชอบญี่ปุ่นอยู่ อยากจะเบนเข็มมาเรียน ที่บ้านก็ไม่ว่า
เราเลยเลือกเรียนสายวิทย์ ในโครงการพิเศษของโรงเรียนต่อไป เราขอบอกว่า สนุกกับการเรียน แต่ก็เหนื่อยค่ะ มากด้วย แอบเสียใจนิดๆเหมือนกันที่เลือกเรียนสายวิทย์ แต่เราก็ได้อะไรหลายๆอย่างจากการทำงานหนัก ทุกวันนี้ถ้าให้ย้อนกลับไป ก็ยังคงเลือกสายวิทย์อยู่ค่ะ

พอม.หก เราต้องเลือกที่เรียนต่อ ตอนนั้นคิดเล่นๆว่า ถ้าไม่ได้จุฬา เราจะไปอยู่เมกาซักปี เรียนภาษาแล้วจะกลับมาเข้าอักษรจุฬา เริศมั๊ยละค่ะ ความคิดตอนนั้น คิดแบบเด็กๆไงค่ะ ที่บ้านเราก็ไม่ว่า จำได้ว่าตอนนั้นอยุ่ซักม.ห้ามั้ง แล้วบอกพ่ออย่างนี้ เค้าก็เงียบแล้วบอกว่า ถ้าจะไปไปอังกฤษดีกว่า เพราะเราไม่ใช่เด็กเรียบร้อย ไม่ใช่เด็กดี เราทำทุกอย่างที่แหกกฎเราเที่ยว เรากินเหล้า แต่เราไม่สูบบุหรี่ และ เราคิเสมอ ว่า เราต้องทำวันต่อๆไปเพื่อตัวเราเอง ให้พ่อแม่เราภูมิใจ เพื่อเราจะได้เลี้ยงเค้าได้ในวันข้างหน้า ถ้าเค้าให้เราไปเมกา เราเที่ยวแหลก และ ไม่ได้อะไรแน่ๆ

แต่สุดท้าย เราก็ไม่ได้ไปทั้งอังกฤษ และก็อเมริกาค่ะ เพราะเราได้ทุนมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นแทน

ตอนที่ต้องเลือกคณะ พ่อเราอยากให้เรียนmanagement แต่ว่าเราไม่อยากเรียน เราอยากเรียน governance ที่บ้านเครียดมากตอนนั้น เพราะเราต้องใช้เงินเยอะ และที่สำคัญ เรียนจบมาทำอะไร พ่อเราให้เราเรียน management
แต่รู้มั๊ยค่ะ เราทำอย่างไร เราเลือกgovernance แล้วส่งใบสมัครไปเลย ไม่ได้ให้ใครดู พ่อมารู้ ตอนเราได้ทุนแล้ว
เราเป็นเด็กดื้อ มากกกกกกก แต่เราไม่เสียใจเลยที่เราเลือก เพราะเราคิดว่า ถ้าเราเรียนแล้ว เราชอบ ทำได้ แม้นไม่ดีมาก แต่มีทางออกให้ตัวเอง มีอนาคตสำหรับตัวเอง พ่อ แม่ ก็เคารพการตัดสินใจของเราค่ะ

ตอนนี้พ่อ กับ แม่เรา ดีใจด้วยซ้ำ ที่เราเลือกทางของเราได้เอง

ปัจจุนบันเราเรียนAsia pacific studies major environment คะ