abc99191のブログ -19ページ目

abc99191のブログ

ブログの説明を入力します。

การขอสินเชื่อหรือกู้เงินจึงเป็นเรื่องสำคัญขั้นตอนหนึ่งในการซื้อบ้าน เลยทีเดียว การจะขอสินเชื่อจากธนาคารจึงควรที่จะต้องมีเครดิตที่ดี ไม่ติดบัญชีดำของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโรที่ผู้ซื้อบ้านควรจะตรวจเช็คข้อมูลก่อนที่คิดจะซื้อบ้าน เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการซื้อบ้านควรจะต้องมีเงินออมเพราะธนาคารส่วนใหญ่ จะไม่ปล่อยกู้เต็มจำนวนของราคาซื้อขายปกติจะให้สินเชื่ออยู่ที่70-90% ส่วนต่างที่เหลือผู้ซื้อบ้านจึงจำเป็นต้องมีเงินออมเพื่อใช้จ่ายในการซื้อ บ้านและเป็นข้อมูลที่ธนาคารใช้พิจารณาเครดิตของคนขอสินเชื่อบ้านด้วย


ก่อนที่จะซื้อบ้านและกู้เงินจะต้องประเมินกำลังซื้อของตัวเองจากรายได้ที่มี อยู่ทั้งของตัวเองและของครอบครัวว่าสามารถซื้อบ้านได้ในราคาเท่าไรการ ประเมินกำลังซื้อบ้านและการขอสินเชื่อสามารถขอคำปรึกษากับธนาคารได้หรืออาจ ใช้เครื่องคำนวณอัตโนมัติที่มีให้บริการอยู่ในหลายเว็บไซด์ก็สามารถประเมิน ค่าเงินได้ในเบื้องต้น
ข้อแนะนำ:

  • คนมีรายได้น้อยควรเลือกผ่อนในระยะเวลาที่นานขึ้น20-30 ปีเพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนมีจำนวนลดลง
  • โดยทั่วไปธนาคารมักให้วงเงินกู้ประมาณ15-30 เท่าของรายได้อาจลดหลั่นมากน้อยตามแต่กลุ่มอาชีพ
  • ธนาคารมักกำหนดเงินงวดต่อเดือนประมาณ25-30% ของรายได้รวมของผู้กู้เช่นรายได้2 หมื่นบาท/เดือนควรผ่อนอยู่ที่5,000-6,000 บาท/เดือน
คอนโดใกล้BTS

การพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร
การพิจาณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจใช้เวลาเร็วช้าต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วการยื่นกู้จนถึงอนุมัติให้กู้ของสถาบันการเงินในปัจจุบันจะ ใช้เวลาประมาณ10-20 วันทำการโดยจะมีขั้นตอนการพิจารณาที่คล้ายคลึงกันคือผู้กู้จะต้องติดต่อขอ แบบฟอร์มและยื่นความจำนงขอกู้พร้อมทั้งนำหลักฐานประกอบการขอกู้ให้ครบตามที่ ธนาคารกำหนดจากนั้นในการยื่นกู้สถาบันการเงินจะเก็บค่าธรรมเนียมประเมิน ราคา
หลักประกัน
สถาบันการเงินจะทำการสำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาเป็นหลัก ประกันซึ่งจะใช้เวลาประมาณ2-5 วันจากนั้นจะพิจารณาคำขอกู้โดยวิเคราะห์รายได้และหลักประกันของผู้กู้รวม ทั้งปัจจัยอื่นๆและจะแจ้งผลการขอกู้ทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นหลักประกันใน กรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็สามารถบังคับเอาจากหลักประกันได้
วงเงินกู้และระยะเวลาที่ขอกู้
เมื่อผู้ซื้อบ้านคิดจะกู้เงินมักคิดตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่าจะกู้ในระยะ เวลานานแค่ไหนซึ่งโดยทั่วไปธนาคารจะให้กู้ตั้งแต่5-30 ปีการตัดสินใจตรงนี้จะขึ้นอยู่กับวงเงินกู้และความสามารถในการผ่อนชำระเงิน กู้ของผู้กู้เพราะหากผู้กู้ต้องการวงเงินกู้สูงแต่ความสามารถในการผ่อนชำระ ค่อนข้างต่ำจึงจำเป็นต้องขยายเวลาออกไปให้นานที่สุดเป็น25-30 ปีเพื่อที่จะให้เงินงวดลดลงจนถึงจุดที่สามารถผ่อนชำระได้เพราะในวงเงินกู้ เท่ากันอัตราดอกเบี้ยเท่ากันยิ่งใช้เวลาผ่อนนานมากขึ้น
เงินงวด
โดยทั่วไปวงเงินกู้ที่สถาบันการเงินให้กู้จะอยู่ที่ประมาณ70-80% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายแต่ในปัจจุบันตลาดมีการแข่งขันสูงสถาบันการ เงินทำข้อตกลงกับโครงการจัดสรรหรือโครงการที่ธนาคารให้การสนับสนุนทางด้าน การเงินธนาคารอาจจะให้วงเงินกู้สูงถึง90-100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายส่วนระยะเวลากู้ธนาคารมักกำหนดระยะเวลากู้นาน สูงสุดประมาณ15-30 ปี(ขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน) แต่ธนาคารส่วนใหญ่มักกำหนดให้ระยะเวลากู้เมื่อรวมกับอายุผู้กู้แล้วต้องไม่ เกิน65-70 ปีเช่นอายุ40 ปีจะกู้ได้สูงสุด30 ปีเป็นต้น
สำหรับผู้กู้ที่มีกำลังผ่อนในปัจจุบันในระยะเวลา15 ปีหรือ20 ปีหากคาดการณ์ว่าในอีก2-3 ปีข้างหน้าภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวจะสูงขึ้นจะทำให้มีปัญหาการผ่อนชำระได้ อาจจะขยายระยะเวลากู้เป็น25-30 ปีก็เป็นได้เพื่อเงินงวดที่ผ่อนต่อเดือนน้อยที่สุดเพราะในภายหลังเมื่อครอบ ครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นก็สามารถชำระเงินงวดเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้เดิมได้ เช่นเดิมผ่อนเดือนละ8,000 บาทก็อาจจะเพิ่มเป็นเดือนละ10,000 บาทหรือมากกว่าก็ได้ซึ่งจะทำให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้น
ดังนั้นเงินกู้ตามสัญญาเดิม25 ปีก็อาจจะผ่อนหมดในเวลาสั้นลงเหลือเพียงประมาณ10 ปีแต่จะกู้ได้นานสูงสุดกี่ปีนั้นจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ด้วยโดยธนาคาร ส่วนใหญ่จะกำหนดว่าเมื่อรวมอายุของผู้กู้บวกกับระยะเวลากู้แล้วต้องไม่ เกิน60 หรือ70 ปีขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินจะกำหนดยกตัวอย่างเช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้กำหนดอายุของผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลากู้ต้องไม่เกิน70 ปีเพราะฉะนั้นถ้าผู้กู้อายุ50 ปีจะสามารถกู้ได้ยาวที่สุดเพียง70-50 = 20 ปีเท่านั้นแต่กู้สั้นหรือยาวนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของ ผู้กู้เป็นหลักหากกู้ระยะเวลาสั้นผู้กู้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยมากแต่ต้องจ่าย เงินงวดต่อเดือนสูงอย่างไรก็ตามหากผู้กู้มีรายได้น้อยในปีแรกๆหรือต้องการ ผ่อนสบายๆเมื่อมีรายได้มากขึ้นก็ค่อยโปะภายหลังก็ได้หรืออาจขอกู้ระยะเวลา นานจะดีกว่า
ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม